อะไรคือสิ่งที่เราเรียกว่า ความใส่ใจ?

เด็กบ้านแตก
พูดถึงคำนี้แล้ว ใครฟังก็คงจะนึกถึงแต่ภาพปัญหาครอบครัว สุดท้ายคนที่รับผลกระทบมากที่สุดก็คือตัวลูกนั่นเอง กลายเป็นเด็กขาดความอบอุ่นและมีปัญหา เหมือนกับเพลงบาปบริสุทธิ์อย่างไงอย่างงั้น  
แต่ก็ใช่ว่าทุกบ้าน ทุกครอบครัวจะเป็นอย่างนั้น 

ครอบครัวเราเป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่มีปัญหา ตั้งแต่จำความได้ ย้อนกลับไปประมาณแปดขวบจนเราไม่เคยเห็นพ่อกับแม่คุยกันดี ๆ ได้เกินสามวัน ทุกวันและทุกคืนเราได้ยินแต่เสียงพ่อแม่ทะเลาะกัน เราโตมากับเสียงทะเลาะของพ่อแม่ ถามว่าเวลาพ่อแม่ทะเลาะเราอยากเข้าไปห้ามมั้ย แต่ในอีกความคิดหนึ่งเราก็ไม่กล้า ด้วยความเป็นเด็กเราจึงได้แต่นอนฟังเงียบ ๆ 

เมื่อทุกอย่างมันหนักขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาสุขภาพจิตนั่นเอง หลัง ๆ มาคนที่เลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งจึงเป็นแม่ของเราเอง 


พ่อเราเป็นคนที่ดีและแม่เราก็เป็นคนที่ดีเช่นกัน 

พ่อเราเป็นนักธุรกิจที่เก่งและเป็นผู้นำที่ดี เราคิดแบบนั้น
แต่พ่อเราบกพร่องในหน้าที่ของการเป็นพ่อที่ดี 

แม่เราอาจจะไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งหรือผู้นำที่เก่ง 
แต่แม่เราเป็นคนที่ไม่เคยบกพร่องในหน้าที่ของคนเป็นแม่เลยสักครั้ง

 ในฐานะลูกที่เห็นแม่ต้องทนมาตลอด เราจึงอยากให้พ่อแม่แยกทางกันจริง ๆ เสียที ตอนนี้พ่อแม่เราหย่ากันได้เกือบสองปีแล้ว แต่แยกกันอยู่ก่อนหย่ากันซะอีก พ่อเราแยกออกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ส่วนเราอยู่กับแม่ โดยที่แม่ก็เป็นคนดูแลเลี้ยงลูกทั้งหมดสามคน ทั้งตัวเราเอง พี่ชายและน้องชายอีกหนึ่งคน ซึ่งก็ไม่มีลูกคนไหนที่ขาดความรักหรือความอบอุ่นเลยสักคน

ก่อนหน้าที่พ่อแม่เราจะแยกทางกัน มีช่วงหนึ่งที่เรียกได้ว่าเราดีใจและสบายใจมากที่ช่วงนั้นไม่ค่อยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเลย พ่อเรากลับบ้านตรงเวลาทุกเย็น ไม่ออกไปดื่มจนเมากลับมาเหมือนเมื่อก่อน เราสบายใจขึ้นเพราะเราไม่ต้องเห็นแม่มานั่งปวดหัวอีก หากแต่ก็ยังไม่วายมีประเด็นที่ทำให้เราต้องคิดอยู่บ่อย ๆ 


แล้วอะไรล่ะที่เราเรียกมันว่า ความใส่ใจ
เรามองเห็นอย่างหนึ่งว่า คนเรามีความใส่ใจไม่เท่ากันจริง ๆ
 

น้องชายเรายังอยู่ในวัยกำลังโตและเรียนรู้ เด็กอายุแปดขวบที่อยากจะไปสวนน้ำ สวนสัตว์เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ที่ได้ใช้เวลากับครอบครัว บ้านเราอยู่กรุงเทพแต่น้องอยากไปสวนน้ำที่เพชรบุรี สวนน้ำซานโตรินี่ที่พวกเราเคยไปกันครั้งหนึ่ง 

น้องชายเอ่ยปากชวนพ่อ พ่อให้คำตอบกลับมาว่า "ไปสิ วันอาทิตย์นี้ขับรถไปกัน"

จนถึงวันอาทิตย์ เราก็ไม่ได้ไปและพ่อก็บอกต่อว่า "เอาไว้ไปอาทิตย์หน้านะ"

และเมื่อถึงอาทิตย์ต่อมาเราก็ยังไม่ได้ไปสวนน้ำและสุดท้ายสัญญาท่ีจะพาลูกไปสวนน้ำก็ถูกลืมไป

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนน้องชายเลิกชวนพ่อไปเที่ยว ส่วนแม่เราทำได้เพียงพาไปห้างใกล้บ้านที่มีโรงหนัง ลานสเก็ตและลานโบว์ลิ่งที่ยังพอพาลูก ๆ ไปเล่นได้ ที่อย่างน้อยก็ยังพอทำให้ลูกได้บ้าง เพราะแม่เราไม่ขับรถออกต่างจังหวัดที่ไม่ชินทางโดยไม่มีพ่อ 

เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าความใส่ใจคืออะไร เราแค่เกิดคำถามว่าทำไมพ่อถึงชอบผิดสัญญา




ยังมีเหตุการณ์ที่คิดว่าทำให้เราตอบคำถามของหัวข้อที่เราเขียนขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง 

เราอาศัยอยู่กับแม่ โดยปกติแล้วแม่จะชอบออกไปตลาดในเช้าวันอาทิตย์และซื้ออาหารกลับมาเต็มโต๊ะรอลูกตื่น ทั้งสามคนพี่น้องเราต่างพากันตื่นสิบโมงไม่ก็เที่ยง ตื่นมาแล้วทุกคนก็จะลงไปหาข้าวกิน ทุกครั้งเราจะเห็นแม่ซื้อกับข้าวมาเต็มโต๊ะ ถึงมันจะเยอะไปสำหรับสามคนก็ตาม หลังเราตื่นนอนเราจะเดินไปห้องแม่และแม่ก็จะพูดเสมอว่า "ของกินอยู่ข้างล่าง มี....." มีอะไรบ้างก็ว่าไป

บนโต๊ะกินข้าวมีทั้งข้าวมันไก่ ข้าวคลุกกะปิ ไก่ทอดข้าวเหนียว ข้าวเหนียวหมูปิ้ง น้ำมะพร้าว และของกินอื่น ๆ อีกมากมาย แม่รู้ว่าลูกคนไหนชอบกินอะไร คนไหนไม่ชอบกินอะไรและไม่เคยปล่อยให้ลูกอด ถึงแม่ว่าลูกก็โตพอที่จะทำอาหารเองได้แล้ว แต่แม่ก็ไม่เคยบกพร่องในหน้าที่ 

แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังมองไม่เห็นและตอบไม่ได้ว่าความใส่ใจคืออะไร

ช่วงที่พ่อย้ายไปอยู่ที่อื่นแรก ๆ เรายังไปนอนที่บ้านพ่อบ้างอาทิตย์ละครั้ง ชวนไปกินข้าวด้วยกันบ้างแต่รวมทั้งหมดจนถึงตอนนี้เราก็เคยไปนอนค้างบ้านพ่อแค่ครั้งเดียวและไปกินข้าวกับพ่อแค่สองครั้ง เราจำมันได้ดีเพราะทุก ๆ ครั้งจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราจำได้เสมอ 

ครั้งแรกที่เราไปนอนค้างที่บ้านพ่อ พ่อเสียสละให้เรากับน้องชายนอนบนเตียง ส่วนเขานอนที่พื้น เราไม่ได้ใช้เวลาคุยกันมากเท่าไหร่ เพราะเรากับน้องก็อยู่แต่ในห้อง ส่วนพ่อก็อยู่ข้างนอกบ้าน 

ตอนเช้าเราตื่นมาด้วยความงัวเงีย ด้วยความเคยชิน เราเดินออกไปข้างนอกเพื่อจะหาอะไรกินหลังตื่นนอน พ่อเราเดินถือถุงกับข้าวกลับมาจากตลาด ในถุงมีผักสองสามอย่าง กระดูกอ่อนและเครื่องต้มยำ พ่อพูดว่า "เดี๋ยวป๊าจะทำต้มยำนะ กินอันนี้ไปก่อน" 

ในตอนนั้นเรายืนมอง มีคำถามในหัวแค่ว่า
ทำไมไม่มีของกินเหมือนที่แม่ซื้อมา ทำไมถึงไม่มีของที่เราชอบกินล่ะ 

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเราเป็นเด็กโดนสปอยล์ หรือถูกเลี้ยงมาแบบนั้นจนเสียนิสัย ถึงมีคำถามแบบนั้นในหัว ก็อาจจะใช่ แต่เรามองในมุมอีกมุมที่ว่า ทำไมแม่ทำให้เราได้แต่ทำไมพ่อทำให้เราไม่ได้ล่ะ เราไม่ได้เหวี่ยง โกรธหรือชักสีหน้าใส่พ่อ เพราะเรามองเห็นแล้วว่าความใส่ใจของคนเรามันไม่เท่ากันจริง ๆ เราโทษใครไม่ได้ นั่นคือธรรมชาติของคน 

ถึงกระนั้นเรายังมีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับพ่อเราเสมอ และไม่เคยลืมทุกเวลาที่เราใช้ร่วมกัน



ถึงตรงนี้แล้ว ที่เรามองเห็นได้ชัด และตอบได้ว่าความใส่ใจคืออะไร


เวลาไปกินข้าวกับแม่ แม่มักจะถามเสมอว่า "เอา....(สิ่งที่เราชอบกิน)....มั้ย" 

แค่ได้ยินคำถามแบบนั้น ทำให้เราฉุกคิดถึงเหตุการณ์ตอนไปกินข้าวกับพ่อเหมือนกัน ทั้งสองคร้ัง เราเป็นคนชวนพ่อไปร้านอาหารที่เราคิดว่าดีและน่าจะถูกปากพ่อ ตอนสั่งอาหาร ต่างก็ต่างเงียบ พ่อไม่รู้ว่าเราชอบกินอะไร และพ่อก็ไม่รู้ว่าน้องชายเราชอบกินอะไร เราต่างสั่งอาหารของกันและกัน 

หลังจากที่พ่อแม่เราแยกกันอยู่ หลายครั้งเวลาเราไปซื้อของหรือจ่ายตลาดกับแม่ เดินไปแผงผลไม้เห็นส้มและเงาะ ไม่แม่และเรา สักคนจะต้องพูดขึ้นมาว่า "เห็นแล้วนึกถึงป๊าเลย ป๊าชอบกิน" 
หรือเวลาเดินไปเห็นกับข้าวอะไรก็แล้วแต่ที่พ่อชอบกิน ก็จะเกิดเหตุการณ์เดิม เรากับแม่เดินไปเห็นแกงไตปลาที่พ่อชอบกิน เราก็พูดว่า "นึกถึงป๊าเลย ป๊าชอบกิน" แม่ก็เลยบอกว่า ซื้อไปฝากสิ 

ในใจเราคิดได้แค่ว่า ทำไมแม่ถึงใส่ใจทุกคนขนาดนั้น ทำไมถึงจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง 
แม่เคยบอกเราว่า แม่ไม่ได้จำ แต่มันเป็นความเคยชิน 



ในอีกมุมของแม่เรา ก็ยังมีสิ่งที่แม่เราทำพลาดไป แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้

พี่ชายเราเป็นคนที่เรียกได้ว่าไม่สนิทกับพ่อแม่ เนื่องจากเรากับพี่ชายไม่ได้เป็นลูกจากพ่อคนเดียวกัน พี่ชายอาศัยอยู่ในบ้านโดยเป็นลูกบุญธรรมของพ่อเรา หรือพ่อเราเป็นพ่อเลี้ยงของพี่ชายแต่ตอนนี้ก็เท่ากันแล้วนะ เราทั้งสามคนก็ต่างไม่ได้อยู่กับพ่อกันทั้งหมดน่ันแหละ (หัวเราะ) 

พี่ชายเราติดเพื่อน เก็บตัวเงียบไม่ค่อยคุยกับน้องและพ่อแม่ 

ย้อนกลับไปตอนพี่ชายเราเข้าประถมปลาย พี่ชายขอนั่งรถไปเรียนเอง แม่ก็อนุญาตให้ไป ยิ่งโตแม่ก็ยิ่งปล่อย พอยิ่งปล่อยแม่ก็เริ่มคุมไม่ได้ จนพี่เรากลายเป็นเด็กมีปัญหา ติดเพื่อน เกเร เรียนไม่จบมัธยมต้น จนต้องเรียนต่อกศน. ถึงแม้ว่าจะต้องไปเรียนเฉพาะวันอาทิตย์ พี่เราก็ยังไม่ไป จนหมดสิทธิ์สอบ 

จนถึงจุดที่หนักสุด พี่ชายเราเริ่มเสพกัญชา 

เราและน้องชายจึงถูกเลี้ยงมาเหมือนไข่ในหิน แม่ไม่เคยปล่อยออกไปไหน แม้แต่บ้านเพ่ือนแม่ก็ยังไม่เคยให้ไป ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวว่าเรากับน้องจะเป็นเหมือนพี่ แต่เพราะแม่ก็ห่วงเหมือนกันที่ลูกไม่อยู่ในสายตาของตัวเอง จนเราและน้องโตมาแบบเด็กติดบ้าน ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากออกไปเที่ยวกับเพื่อน และกลายเป็นคนติดแม่มากขึ้น 

เราเคยถามแม่ว่า เสียใจมั้ยที่ปล่อยให้พี่ชายเป็นแบบนี้
แม่ตอบกลับมาว่า เสียใจสิ เสียใจมากด้วย เสียใจว่าทำไมถึงทำพลาดไป ทำไมถึงใส่ใจลูกไม่พอ เพราะแบบนั้นถึงไม่ปล่อยเรากับน้องให้เป็นเหมือนพี่ 

ปัญหาของพี่ชายเรายังคงคาราคาซังมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่พี่ชายเราถูกตำรวจจับ แม่เสียเงินหลายบาทเพื่อประกันตัวพี่ชายออกมา หลายครั้งที่พี่ชายพูดว่าจะเลิกหากแต่ก็ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจนครั้งหนึ่งถูกส่งไปบำบัด 

เวลาจะแก้ไขทุกอย่าง เราคิดแบบนั้นแต่ก็ต้องมีสิ่งกระตุ้นด้วยเหมือนกัน 

พี่ชายเราหักดิบเลิกเสพกัญชาก่อนจะบวชให้แม่ เพราะเหตุผลที่ว่า ไม่อยากอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตำรวจอีกต่อไป 

ถึงวันที่พี่ชายเราต้องโกนหัว ห่มผ้าเหลือง บวชให้พ่อแม่แล้ว พี่เราขอกลับไปบวชถึงสุพรรณบุรี บ้านเกิดแม่เรา แม่เราเข้าวัดมากขึ้น ขับรถจากกรุงเทพไปสุพรรณทุกวันหยุด ได้คุยกับลูกชายตัวเองมากขึ้น พัฒนาสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์แม่ลูกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง 

พี่ชายเราส่งข้อความปรึกษาเรื่องความรักกับแม่ครั้งแรก ทั้งเราเองและแม่ก็ต่างแปลกใจ เมื่อพี่ชายไม่เคยแม้แต่จะคุยเรื่องอะไรจริงจังแบบนี้มาก่อน นี่แหละสิ่งท่ีเราเรียกว่า Comfort Zone เมื่ออยู่กับใครหรือคุยกับใครแล้วสบายใจ เราก็มักจะเริ่มคุยและปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ กับคนนั้น 

เราดีใจและมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทั้งสองฝ่าย พี่ชายเราทำตัวดีขึ้น หันหน้าเข้าหาการศึกษา ตั้งใจเรียน ส่วนแม่ก็ได้ชดเชยสิ่งที่แม่คิดว่าได้บกพร่องไป นั่นคือความใส่ใจ 



ในทุกเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น ทำให้เราใส่ใจหลาย ๆ คนมากขึ้นโดยเฉพาะแม่ของเราเอง 
เราไม่ลืมที่จะบอกแม่ทุกครั้งว่า ขับรถดี ๆ นะ 
เราไม่ลืมที่จะถามแม่ว่า ม๊ากินอะไรมาหรือยัง หรือ ม๊ากินข้าวมั้ย 

มีประโยคหนึ่งที่แม่พูดบ่อย ๆ แม่มักจะพูดว่า
"ทำได้เพื่อลูก"

เราจึงรู้ว่า ถ้าคุณรักใครมากพอ ต่อให้คุณเหนื่อยกายแค่ไหน คุณก็จะหาเวลาและหาโอกาสทำทุกอย่างเพื่อคนคนนั้นได้เสมอ

สุดท้ายแล้วคำว่า ความใส่ใจ ก็คืออีกหนึ่งความหมายของคำว่า ความรัก

SHARE
Written in this book
Tales from another Broken Home
เรื่องราวชีวิตในมุมมองของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
Writer
coconut_juice
Writer
A story of my life, a girl who is lonely living abroad

Comments