[os] #ficyourjoy • wenjoy •

bgm : if you wonder - jeff bernat


ท้องฟ้าตอนหกโมงเช้าในช่วงเดือนมกราคมเป็นท้องฟ้าที่เปลี่ยวเหงาที่สุด เหมือนพลุยังแตกไม่เต็มดอก เหล้ายังหมดไปไม่ถึงครึ่งกลม เพลงทำนองเร่งจังหวะที่ใช้ในงานเฉลิมฉลองยังบรรเลงไม่จบดี เพราะล่วงเลยช่วงเวลาของปีใหม่มาแล้ว หากบรรยากาศแจ่มใสชุ่มชื่นยังคงกระจายตัวโดยรอบถึงแม้พื้นที่นั้นจะอ้างว้างไร้ผู้คน



และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่พัคซูยองปิดม่านตลอดเวลา ไม่ว่าแดดออกหรือลมฝนกระหน่ำ เธอรักการเก็บตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม อุดอู้อยู่บนเตียงนอน ดื่มเบียร์เพื่อให้หลับ เปิดปิดไฟฉายเล่นในห้องมืดๆ เฝ้ามองมันติดและดับวนเวียนไปอยู่อย่างนั้น เปิดเพลงเมทัลร็อคพอให้แสบหู โดยไม่ได้สนใจถึงเนื้อหาของมัน เพียงสุ่มๆเอาตามยูทูป เพราะเวลาได้ฟังแล้วหัวมันโล่งดี ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นรสนิยม เธอเปิดแค่ไม่ให้ห้องเงียบ 

แต่ตอนนี้เธอทำอย่างนั้นไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตกำลังหลับใหล หลับตาพริ้ม แนบหูอยู่ที่ข้างอกเปลือยเปล่าของเธอ ราวกับลูกสุนัขที่พึงจะหลับสนิทเมื่อได้ยินเสียงชีพจรที่ถูกใจ ขนตายาวเป็นแพของหล่อนขยับขึ้นลงตามจังหวะการขยายของปอด ซูยองเฝ้ามองมันแทนที่จะเป็นการเปิดปิดไฟฉายเล่นเหมือนอย่างทุกคืน



เรานอนด้วยกันเมื่อคืน ไม่มีใครถามชื่อใคร
แต่เพียงแค่มองตากัน คลื่นรังสีบางอย่างแผ่กระจาย พัคซูยองไม่อาจบอกได้ว่าเธอจะเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัย และหญิงสาวร่างเล็กที่วางตัวอยู่ภายในวงแขนของเธอก็ไม่อาจหาอะไรมายืนยันตนได้ว่าหล่อนไม่ใช่พวกมิจฉาชีพ

หากอะไรบางอย่างดลใจให้เราเกิดวางความแคลงใจไว้ที่ข้างถนนเสียดื้อๆ ในขณะสบตากันที่หน้าร้านมินิมาร์ท อีกคนดื่มหนัก เมาเจียนหมา ส่วนเธอเพิ่งกระดกน้ำส้มในมือไปอึกใหญ่ เหงาเจียนตาย



แล้วคนเหงาก็ปรี่ตรงเข้าไปประคองคนเมาในขณะที่หล่อนเกือบจะล้มหน้าคว่ำ
แล้วคนเจียนหมาก็ขอร้องให้เธอพาหล่อนกลับไป เหมือนลูกหมาที่ถูกทิ้งไว้ในกล่องและถูกซ่อนไว้ตามพุ่มไม้ ที่ข้างกล่องเขียนคำชวนเชิญให้รับไปเลี้ยงด้วยถ้อยคำว่า ‘เพื่อคลายความเหงา




จ้องมองคนในอกอยู่สักพัก ราวกับโรคติดต่อ หล่อนตื่นหลังจากเธอตื่นไม่นาน เธอเคยมีประสบการณ์วันไนท์ฯก็จริงอยู่ หากการเอ่ยทักเป็นคำแรก เป็นคนแรก หลังจากที่ผ่านคืนแรก และคืนสุดท้ายไป สร้างความลำบากใจให้ซูยองเสมอ น้อยครั้งที่อีกฝ่ายจะเป็นคนพูดก่อน อย่างเช่นตอนนี้

“ไง”

ซูยองกระพริบตาตอบ ไม่แน่ใจว่าคนตัวเล็กผิวขาวซีดคนนี้สร่างเมาแล้วหรือยัง “ปวดหัวหรือเปล่า”

“อือ นิดหน่อย ปวดตัวด้วย”

“ขอโทษ”

“ไม่เป็นไร” หล่อนตอบพลางคลี่ยิ้ม เป็นครั้งแรกที่เห็นหล่อนยิ้ม ในห้องมืดๆที่แสงลอดรำไรผ่านใยผ้าม่านราคาถูก และนั่นทำให้ซูยองปักใจเชื่อได้ไม่ยากว่ารอยยิ้มของหล่อนสว่างกว่าแสงของพระอาทิตย์เสียอีก และเป็นเรื่องน่าอัปยศอยู่ไม่น้อยที่คนรักความมืดอย่างเธอโอบกอดรั้งเอวพระอาทิตย์ไว้แน่นขนาดนี้ “เหนื่อยจัง ขอนอนต่อได้มั้ย”


ซูยองขมวดคิ้ว เธอไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว และไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นจะต้องขออนุญาต แต่พออีกฝ่ายกางแขนมาโอบกอดเธอบ้าง จึงได้เข้าใจในวินาทีนั้น

“แน่นอน นานเท่าที่คุณต้องการ”






เรากอดกันจนถึงสิบโมง หรือพูดให้เห็นภาพกว่านั้น เรานอนหลับในขณะที่ท่อนแขนยังพันเกี่ยวกันอยู่นานนับชั่วโมง ก่อนจะผุดลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วเริ่มอาบน้ำแต่งตัว ซูยองเลือกเสื้อยืดสีขาว กับกางเกงวอร์มให้อีกฝ่ายใส่ ตัวใหญ่ไปหน่อย แต่ก็พอใส่ได้ไม่น่าเกลียด


“ซนซึงวานนะ” ซูยองที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้าถึงกับเลิกคิ้ว หันไปมองอีกคนที่อยู่ในห้อง ขณะกำลังก้มกดโทรศัพท์มือถือของตัวเองยิกๆ “ชื่อซนซึงวาน”

“พัคซูยอง”

“เรียนจบหรือยัง”

“ยัง”

“เรียกเราว่าพี่แล้วกัน”
คนตัวสูงกว่าเบิกตากว้าง แทบไม่เชื่อสายตา คนตรงหน้าเธอเรียนจบแล้วหรือนี่ เดิมทีใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นก็ชวนให้เข้าใจผิดอยู่แล้ว หากทรงผมที่ตัดสั้นประบ่านั่น หลอกว่ายังอยู่ชั้นมัธยมปลายเธอก็คงเชื่อสนิทใจ
“พี่ขออาศัยอยู่ด้วยก่อนได้ไหม สักสามวัน” หล่อนว่าพลางถอนหายใจ “เดี๋ยวพอถึงวันกลับแล้วจะให้ค่าตอบแทนอย่างดีเลย”

“พี่จะกลับไปไหน”

“แคนาดา”

ซูยองเก็บผ้าเสร็จแล้ว และค่อนข้างตกใจกับคำตอบอยู่ไม่น้อย “ไปทำไม”

“ไปทำงานต่อ ที่ออกมาได้นี่ก็หนีมา” ซึงวานว่าเสียงอ่อน เธอคิดว่าที่มองว่าอีกฝ่ายยังเด็กกว่าอยู่ก็คงเพราะแววตาไม่ประสานี่ด้วย “อันที่จริงก็ไม่อยากกลับไปเลย”

พัคซูยองไม่ได้พูดอะไร เธอเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะปัดความรับผิดชอบทิ้งแล้วใช้ชีวิตเสเพลแบบเธอ และซึงวานเองก็ดูมีอะไรที่แบกไว้บนบ่ามากกว่าหน้าที่การงานในต่างประเทศของหล่อน
ที่เห็นได้ชัดจนแทบจะเอื้อมมือไปปัดมันทิ้งได้ก็คงเป็นความกดดันอะไรสักอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในนัยน์ตาสีอ่อนคู่นั้น

อะไรบางอย่างที่เธอไม่อยากเข้าใจและพร้อมสะบัดทิ้งหากมันเข้าใกล้ตัว






“กลับไปก็คงต้องเข้าประชุมก่อนเลยเป็นอันดับแรก แด๊ดคงเร่งให้พี่ไปแนะนำตัวต่อคณะกรรมการผู้ถือหุ้น” ทุกสิ่งที่ซึงวานพูดดูล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากสำหรับนักศึกษาที่ใช้เหรียญก้นกระเป๋าซื้อรามยอนประทังชีวิตแบบเธอ ถ้านอกจากในซีรีส์ที่เปิดตามร้านข้าวที่ซูยองเคยเห็นผ่านๆแล้ว เธอไม่เคยจินตนาการภาพตามเลยสักครั้งว่าชีวิตของพวกผู้บริหารเจ้าของบริษัทรวยคับฟ้าจะเป็นยังไง 

“พี่กลับเกาหลีเพราะอยากมาหาแม่ แต่มาถึงวันแรกก็โดนล้วงกระเป๋าซะแล้ว ดีที่มันเอาไปแค่เงิน เบอร์ติดต่อใครก็ไม่มี”

“แล้วยังจะใช้เงินที่เหลือติดตัวอยู่ไปลงกับขวดเหล้าอีกงั้นเหรอ”

เรานั่งอยู่ข้างกันในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง โชคดีที่วันนี้แดดไม่จัดมาก ในมือของเธอถือถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไว้ หากคนที่สูดเส้นเอาๆกลับเป็นคนตัวเล็กที่ไม่รู้ว่าไปหิวมาจากไหนต่างหาก

“ก็ถ้าอย่างน้อยพี่ทำอะไรผิดไป จะได้โทษมันอย่างเต็มปากว่าเป็นเพราะว่าพี่เมา”

“แต่สิ่งที่พี่ทำผิดก็คือการเลือกซื้อเหล้าเนี่ยนะ?“

ซึงวานคีบไส้กรอกชิ้นสุดท้ายป้อนถึงปากเธอ เมื่อซูยองยอมเคี้ยวหล่อนจึงว่าต่อ “สิ่งที่พี่ทำถูกต้องก็คือพี่ได้เจอเธอเมื่อคืนต่างหาก”

“เรื่องเมื่อคืนพี่จะโทษว่าเป็นเพราะว่าพี่เมาหรือเปล่า”

ซึงวานส่ายหน้า “พี่จะขอบคุณที่พี่เมามากกว่า”







“เรียนจบแล้วจะทำอะไร”

ซูยองส่ายหัว “ไม่รู้สิ เขียนการ์ตูนไปวันๆมั้ง”

“เป็นโชคดีของเธอที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ”

เธอเงียบ เป็นเพราะว่าบางทีพัคซูยองเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอชอบสิ่งนี้จริงๆหรือไม่ หรือเพียงเพราะอยากจะหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่ชอบ มาหาสิ่งที่ไม่ชอบน้อยกว่าหรือค่อนไปเฉยๆแทน

“ชอบเพลงนี้มั้ย”
ตอนนี้เองที่ซูยองเพิ่งตระหนัก ห้องของเธอไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยเสียงคำรามอีกต่อไปแล้ว เพลงที่ซึงวานฟังไม่มีทางเข้าร่วมกับเพลย์ลิสท์ของเธอได้ การร้องอย่างนุ่มนวล และเสียงบรรเลงเปียโนที่ขึ้นต้นมา ถ้าเป็นปกติซูยองคงกดเลื่อนผ่านไปแน่ๆ

“เพิ่งเคยฟัง”
เพิ่งได้รู้ด้วย ว่าเพราะดีเหมือนกัน

“เพลงโปรดพี่”
ซึงวานยิ้มกว้าง ก่อเกิดความพึงใจเล็กๆไว้เป็นรากฐานอย่างมั่นคงในความรู้สึกของพัคซูยอง ที่วันนี้เธอยอมเปิดม่านรับแสงอาทิตย์ ยอมปล่อยให้ห้องถูกกรอกด้วยเพลงหวานๆ และยอมให้คนหน้าหวานที่ยิ้มหวานจับใจมาเดินยุ่มย่าม สอดส่องดูของใช้ส่วนตัวของเธอได้อย่างไม่นึกรำคาญใจ ซ้ำยังเป็นฝ่ายเอ่ยปากชักชวนให้อีกคนดู

เซทการ์ตูนคอมมิคเก่าๆที่ซึงวานเคยอ่านเมื่อครั้งยังเด็ก สมุดวาดภาพตอนประถม รูปเหมือนของรักแรกที่วาดไว้แต่ไม่เคยส่งถึงมืออีกฝ่าย


“ผู้ชาย?”

“อือ อันที่จริงก็เป็นแบบนั้นมาตลอด”

ซึงวานขมวดคิ้ว “แล้วทำไม…?”

“เราคงไม่ได้ตกหลุมรักใครที่เพศล่ะมั้ง”
ซูยองเอ่ยตอบ คลายความสงสัยที่ติดอยู่ถึงการกระทำเมื่อคืนได้อย่างปลิดทิ้ง ซึงวานไม่มีคำถามอะไรอีก และไม่ได้มีอะไรอยากทำเป็นพิเศษนอกจากนอนเท้าคางอยู่ข้างกันบนเตียงนอนรกๆ สบตากันอย่างเงียบๆ กับเพลงเดิมที่ซึงวานตั้งโปรแกรมให้เล่นวนซ้ำอยู่เพียงแค่เพลงเดียวเท่านั้น

วินาทีนั้นซูยองได้ตระหนักข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งว่า เธอตกหลุมรักคนจากดวงตาต่างหาก








วันที่สอง เธอพยายามพาซึงวานไปตามหาแม่ของหล่อน แต่เรามากันผิดจังหวะไปหน่อย ครอบครัวฝั่งเกาหลีของซึงวานเหมือนจะยังไม่หมดโควต้าหยุดยาว และพวกเขาอาจกำลังไปเที่ยวอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไกลออกไป ประตูจึงถูกล็อคลงกลอนแน่นหนาเช่นนี้ 

และห่วงบาศแห่งหน้าที่กำลังบีบรัดซึงวานแน่นจนแทบหายใจไม่ออก หล่อนง่วนอยู่กับโทรศัพท์อยู่เกือบทั้งวัน และในท้ายที่สุด ซึงวานตัดสินใจปิดเครื่อง


“ปะ ไปต่อกัน”

“ทำแบบนี้จะดีเหรอ” ซึงวานเอียงคอมองอย่างฉงน เธอจึงรีบพูดต่อ “งานที่นู่นจะไม่มีปัญหาแน่นะ”

คนแก่กว่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา โอบประคองแก้มใสของเธอเบาๆอย่างนึกเอ็นดู “แน่สิ เพราะปัญหาหนึ่งเดียวตอนนี้คือตัวพี่เองนี่นา”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ก็แค่หยุดพักผ่อนช่วงปีใหม่”

“หยุดแบบไม่บอกใคร แถมหยุดยาวเสียด้วย”

ซูยองถอนหายใจ เหนื่อยจะเถียง “บางครั้งปัญหาก็เหนื่อยเป็น”

และด้วยคำพูดนั้น ซึงวานจึงเลื่อนมือจากแก้มไปโอบที่หลังคอ ก่อนเขย่งตัวขึ้นบดจูบเด็กช่างเถียงตอนที่คนกำลังเดินผ่านพลุกพล่านในย่านการค้าที่ห่างจากบ้านของหล่อนมาเพียงสองตรอก เราจูบกันนานจนลืมหายใจ และต้องเป็นตัวหล่อนเองทุกทีที่ถอนจูบออกมาเพราะหายใจไม่ทัน



ซึงวานสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แทบหอบ “เธอพูดถูก บางครั้งปัญหาก็เหนื่อยเป็น”






ระหว่างทางกลับหอ ซูยองหยุดเล่นกับลูกสุนัขสีขาวสะอาด และดูไม่ใช่หมาพันทางเลยสักนิด เธอบอกกับคนข้างกายว่าแอบมาให้ไส้กรอกมันกินทุกวัน และแวะเล่นด้วยทุกครั้งที่เดินผ่าน

“แล้วทำไมไม่เลี้ยงมันไว้ซะเลยล่ะ เจ้าของหอว่าเหรอ”

“ก็เปล่าหรอก อันที่จริง ถ้าไม่รบกวนข้างห้องก็ไม่มีปัญหาน่ะนะ” ซูยองยิ้มกว้าง ขณะกำลังลูบขนเจ้าตัวเล็กอย่างเอ็นดู โดยที่เธอไม่รู้ตัว ว่าตัวเธอเองน่ะไม่ได้ยิ้มบ่อยนัก “แต่แค่ชีวิตเรายังดูแลให้ดีไม่ได้ ก็ไม่กล้าจะไปรับดูแลชีวิตใครน่ะ”

ซึงวานยืนฟังนิ่งงัน ไม่ได้ตอบอะไรต่อ หากย่อตัวลงมาเล่นกับลูกสุนัขด้วยกัน






คืนนั้นเราเปิดเพลงจากยูทูป ที่เรียกได้ว่าเป็นรสนิยมของซูยองจริงๆ เธอกู่ร้องตะโกนสุดกล่องเสียง ตราบใดที่ข้างห้องยังไม่ออกมาด่า 
ส่วนซึงวาน หล่อนร้องเพลงเกาหลีสมัยใหม่แทบไม่ได้ด้วยซ้ำ สิ่งที่หญิงสาวทำคือกระโดดโลดเต้นบนเตียง อย่างไม่สนใจใครหน้าไหน เพราะคนที่อยู่ในห้องก็มีแค่หล่อน และคนที่หล่อนพร้อมจะเปิดตัวตนทุกด้านของตนให้ได้เห็น


ตกดึก เราคลุมโปงเล่าเรื่องผี ไฟฉายของซูยองถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง และเธอรู้จักที่จะใช้มันอย่างถูกวิธีถูกเวลาเสียด้วย ซูยองจงใจปิดมันในฉากที่ผีโผล่ออกมาพอดี แน่นอนว่าคนแก่กว่าตกใจกลัวจนน้ำตาคลอหน่วงอยูที่เบ้า กระโดดมากอดเธอเสียแน่นจนแทบขยับแขนไม่ได้ คนตัวสูงกว่าระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างไม่เกรงใจใคร แม้กระทั่งคนที่กำลังเกาะแขนเธออยู่ 

แต่พอถึงเวลาเป็นฝั่งซึงวานเล่าบ้าง ซูยองรู้สึกว่าไม่ต่างจากถูกจับล็อคอยู่กับที่ในโรงหนังเพียงลำพัง รับสารจากฟิล์มม้วนสั้นภาพขาวดำ หากเสียงชัดฟังถนัดหู ภาพยนตร์ที่เปิดคือหนังผีอินดี้ เวียนหัว ชวนสยอง และเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม หล่อนช่างน่าทึ่ง สะกดสายตาเธอให้จับจ้องอยู่ที่เดิมได้ไม่ลอกแลกไปไหน

คืนนั้นจบด้วยการที่เราเล่นผีผ้าห่มกัน เป็นเครื่องการันตีชั้นดีให้ซูยองได้รู้ว่าผีฝรั่งก็ขี้เล่นไม่ต่างจากผีเกาหลีเท่าไหร่นัก





เพราะซึงวานเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตของเธออย่างฉับพลัน และจากไปอย่างทันด่วน ซูยองจึงยังไม่สามารถตั้งรับทุกอย่างได้ทัน ทั้งความรู้สึกที่มีต่อหล่อน ความโหยหา ความสุขที่มีร่วมกัน ห้องนอนที่เปิดไฟสว่าง ลำโพงโทรศัพท์ที่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างคุ้มค่า ม่านที่ถูกเปิดออก และแสงอาทิตย์ที่แยงตา

เรากอดกันจนเช้า ช่วยกันเก็บของ และเดินทางไปที่สนามบินด้วยกัน ใช้ทุกวินาทีราวกับว่า วินาทีถัดไป คนตรงหน้าจะจากลาลับ แล้วเก็บสามวันสามคืนนี้ไว้เป็นเพียงแค่ความทรงจำในขณะต้องใช้ชีวิตตามกรอบปฏิบัติของห้วงเวลาปัจจุบันนั้น


“อันที่จริงเวลาก็ห่างกันอยู่นะ”

“อื้ม ห่างสิ ห่างมาก”

“ทักไปกวนได้บ่อยๆใช่มั้ย”

ซูยองขมวดคิ้ว คนตัวเล็กตรงหน้าจะเอาเวลาที่ไหนมากวนเธอได้ มีหวังคงได้ทำแต่งานไม่โงหัว “ก็ถ้าพีไม่ติดอะไร”


“เราเองก็ติดต่อกลับมาบ้างนะ”
ตอนที่วินาทีถัดไป คือการจากลาที่แท้จริงอย่างที่เราสองคนกลัว คำขอสุดท้ายของซึงวานฟังดูเศร้าจนสลัดออกจากหูไม่ได้ คล้ายเสียงหินก้อนเล็กที่ถูกโยนเขวี้ยงลงน้ำและจมจ่อมไปอย่างสงบ ไม่ว่าคิดถึงเมื่อไหร่ก็ดังชัดไม่เคยเลือนหาย ซูยองเกร็งเบ้าตาไม่ให้น้ำตาไหล เพราะเธอไม่อยากให้เรื่องไร้สาระที่สุดของชีวิต คือการร้องไห้ให้กับการกลับบ้านของคนที่อยู่ด้วยกันแค่สามวันเท่านั้น

“แล้วจะพยายาม”






จริงอยู่ที่มันฟังดูบ้ามาก ที่หล่อนเลือกทิ้งงานทุกอย่างที่บริษัท ในวันที่เครียดและกดดันที่สุด เพื่อไปยังเกาหลี บ้านเกิดเมืองนอน โหยหาอ้อมกอดอุ่น และคำพูดปลอบประโลมจากมารดา หากสิ่งที่ได้มา คือค่ำคืนแห่งความรุ่งโรจน์ในร่างกายสาบสาว วงแขนบางๆของคนตัวสูง และท่าทีรับฟัง หากไร้คำตอบจากเธอ

ซึงวานรู้อยู่แก่ใจ ว่าเธอไม่สมควรผูกติดใจไว้กับคนเกือบแปลกหน้าคนนั้น การส่งข้อความของเราไม่ได้ถี่นัก ตามประสาที่ทั้งสองฝ่ายมีภาระหน้าที่หนักอึ้ง บางครั้งพัคซูยองก็ไม่ตอบหล่อนเป็นวันๆ และบางครั้งตัวหล่อนเองก็หายตัวไปหลายคืน

วันเวลาวิ่งอยู่เป็นปีบนเส้นด้ายแห่งความสัมพันธ์ที่ตึงจนเกือบขาด เธอยังคงรู้สึกกับพัคซูยองไม่เปลี่ยนจากวันนั้นที่เราเจอกันหน้ามินิมาร์ท

ด้วยความไว้วางใจ ที่ซึงวานคิดว่า บนไหล่ของเธอ เหมาะที่สุด ที่จะไว้พักใจ
แต่ตัวของเธอนั้น หล่อนไม่แน่ใจว่ายังเป็นเหมือนเดิมกันอยู่หรือเปล่า



ซึงวานวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ตัดสินใจทำมันเป็นงานสุดท้าย ก่อนเอื้อมซองพัสดุมา ไร้ชื่อคนส่ง หากคนรับน่ะคือหล่อนไม่ผิดแน่

และแล้วเมื่อเปิดซองออกดูหล่อนก็ต้องตะลึงจนยกมือขึ้นปิดปาก เพราะภาพที่เห็นคือการสเก็ตภาพเหมือนขาวดำของเธอเอง ลงลายเซ็นกำกับไว้ชัดเจน ‘your joy’

พัคซูยองพูดถูก เธอคือความสุขของหล่อนจริงๆ



“นี่ นอนอยู่หรือเปล่า”
และในห้วงหายใจถัดมา หล่อนรีบโทรหาเจ้าของภาพวาดโดยตรง และไม่สนใจว่าจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะคอลไปในกาเกาทอล์คทีไร ซูยองก็ชอบปิดแจ้งเตือนทำให้ไม่ได้ยินเสียงทุกที

“อื้ม แต่คุยได้ ว่าไงเหรอ”

“ภาพที่ส่งมานี่…”

“อ๋อ” ซูยองเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ชอบมั้ย”

“ชอบมาก”

“อื้ม... ตั้งใจวาดมาก” หล่อนได้ยินเสียงเขาถอนหายใจ “ไม่ใช่ภาพวาดของรักแรก แล้วก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นรักสุดท้ายมั้ย”
เธอเกริ่นประโยคได้น่าฟังจนหล่อนหยุดหายใจเมื่อรอฟังประโยคถัดไป “แต่รู้อย่างเดียวว่ามันคือรัก”

ตอนนั้นเองที่ซึงวานหุบยิ้มไม่ไหวแล้ว ทำไมไอ้คนเย็นชาพูดน้อยตัวสูงคนนี้ถึงได้น่ารักแบบนี้ก็ไม่รู้

พัคซูยองทำให้เธอย้อนกลับไปตอนมัธยมที่เพิ่งเคยตกหลุมรักเป็นครั้งแรก ทั้งหวานซึ้งซาบซ่าจนน่าใจหาย และทรมานเจียนตายในวันที่เราห่างเหินหรือทะเลาะกัน


โฮ่ง
“ชู่ว เบาสิแฮชนิม”

ซึงวานเลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยความสงสัย “หื้ม เธอรับเลี้ยงเจ้านั่นแล้วเหรอ”

“อื้ม รับมาสักพักแล้ว แต่ไม่ได้บอกพี่ เพราะช่วงนี้ก็เริ่มรับงานวาดนอกแล้ว พวกออกแบบนอกเวลาเรียน หรือวันไหนว่างๆก็ไปเป็นมาสคอตแจกใบปลิว”

นี่เองคือเหตุผลที่เขาไม่ตอบแชทเป็นวันๆได้ “เป็นหนี้หรือไง รักษาสุขภาพด้วยสิ ทำงานเยอะขนาดนั้นเดี๋ยวก็ป่วยหรอก”
ซึงวานว่า “แล้วชื่อแฮชนิมซะด้วย”

“พระอาทิตย์ ฟังแล้วมันดูสดใสดี” ซูยองบอกไม่ครบหรอก ว่าเป็นเพราะหล่อน เธอถึงได้ชอบแสงอาทิตย์ขนาดนี้

“แล้วนึกยังไงถึงยอมเลี้ยงล่ะ”

“ก็อยากเริ่มดูแลให้ได้แล้ว พอเริ่มดูแลหาเลี้ยงตัวเองได้ ก็เลยรับเลี้ยงไอ้ตัวเล็กนี่มา”

“ก็ดีแล้วล่ะ โตขึ้นมากแล้วนะ”

“อือฮึ วันนี้พร้อมแล้วนะ ดูแลชีวิตตัวเองได้ ดูแลแฮชนิมได้” ซูยองก็ยังคงเป็นซูยองคนเดิม คนที่แสนจะพูดน้อย หากทุกครั้งที่เธอพูดออกมา ทำให้ซึงวานอุ่นใจได้ทุกเมื่อ
“ดูแลพี่ได้ด้วยนะ”
“พวกเราคบกันได้หรือยัง”

ซนซึงวานทำโทรศัพท์ร่วงจากมือ หล่อนรีบคว้ามันขึ้นมา แต่ก็ตกซ้ำอีก กร่นด่าในใจไม่รู้จบ ก่อนจะหยิบมันมาแนบหูอีกครั้ง
“เสียงอะไรดังกุกกักเชียว”

“พี่ทำโทรศัพท์หล่นน่ะ”

ซูยองหัวเราะ “แล้วตกลงว่าไง คบกันได้มั้ย”

“อืม” ซึงวานตอบ พยายามแสร้งเสียงว่าไม่เขินที่สุด ทั้งที่ความจริงหล่อนแทบจะหยิกแขนตัวเองแรงๆ “ก็คบสิ”








#ficyourjoy



ตราบใดที่ความรักยังเป็นแรงขับให้เราทำเรื่องดีๆได้ ก็มาเชื่อในความรักกันเยอะๆนะคะ 💚💙
SHARE
Written in this book
os
Writer
baeconicerene
girl
do you know red velvet?

Comments

Meateater
2 months ago
โอยตาย เขินตายกับท้ายเรื่องนี้แหละค่ะ //กรี้ดอัดหมอน
เป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ คนรักความมืดกลายเป็นคนรักแสงอาทิตย์ มันช่างน่ารัก คุณพระอาทิตย์ก็น่ารัก มันดีมากๆเลยค่ะ ฮื้อ
ขอบคุณนะคะที่เขียนฟิคเรื่องนี้ขึ้นมา รู้สึกอบอุ่นหัวใจไปด้วยเลยค่ะ
Reply
Schatten
2 months ago
ชอบภาษามากเลยค่ะ ฟิคเรื่องนี้อบอุ่นหัวใจมาก จะติดตามผลงานต่อไปนะคะ
Reply