คืนหนึ่ง...คืนนั้น
[คืนหนึ่ง...คืนนั้น]





ฉีเหิง & ป๋อลี่







ฉีเหิงสดับรับฟังข่าวทางชายแดนด้วยความรู้สึกชนิดหนึ่ง





ชนเผ่านอกด่านรุกประชิดเขตชายแดน แม่ทัพประจำเมืองหน้าด่านต้านไว้ได้ แต่จะอีกนานสักเท่าใด ราชสำนักเอาแต่สุขสำราญ ขุนนางประจบสอพลอ ฮ่องเต้ไม่ออกว่าราชการ ขลุกอยู่กับเหล่าสนมนางใน หาได้สำเหนียกถึงภยันตรายที่ประชิดใกล้เข้ามาทุกที





ป่านฉะนี้ คนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิจะเป็นฉันใด?





ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง เศษอาภรณ์ชิ้นนั้นยังเก็บแนบไว้ในอกเสื้อพลางคะนึงหาอย่างปวดร้าว...เขาเคยสูญเสียปู้เวย บ่าวสนิทรู้ใจ เคยเสียหมิงหลัน สตรีที่เคยรัก เสียกู้ถิงเย่ว์ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว จนบัดนี้เขาจะสูญเสียป๋อลี่ไปอีกคนหรือไม่?





‘อย่ารอ’ เขาจำคำนั้นได้





หาก ‘ข้าจะรอ’ ไม่ว่าเมื่อไหร่





ภายนอกห้องรัตติกาลย่างเยือน จันทร์เสี้ยวลอยเบื้องฟ้าท่ามกลางหมู่ดาวดารดาษ บ่าวรับใช้ในจวนเริ่มแขวนโคมตามแนวระเบียงให้ความสว่าง ทว่า ฉีเหิงกลับนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องในความมืดอย่างเงียบงัน ป๋อลี่มักมาหาเขายามค่ำคืนเสมอ นอกเหนือไปจากความต้องการปกปิดฐานะตัวตนแล้ว ยังปลอดผู้คนรู้เห็น เขาคนนั้นมักเร้นกายมาอย่างเงียบงันเช่นยามนี้เสมอ





ฉีเหิงเคยรอ...จนฟ้าสาง





เคยรอจนตะวันลอยขึ้นสู่เบื้องฟ้า





ในทุกคืนที่รัตติกาลมาถึง...เขารอคนผู้นั้น





“คุณชาย...” เป็นเสียงบ่าวรับใช้คนหนึ่งดังขึ้นนอกห้อง หากฉีเหิงหาได้ส่งเสียงใดออกไปไม่





ไม่ใช่ป๋อลี่





เมื่อเห็นว่าเจ้านายตนมิได้ขานรับ จึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเพื่อจุดเทียนให้ความสว่างแก่ห้องหับ กระนั้นฉีเหิงยังคงนั่งนิ่ง หาได้ใส่ใจไม่ นับตั้งแต่ปู้เวยตาย มารดาเปลี่ยนบ่าวรับใช้ของเขาใหม่หมด แต่ละคนล้วนถูกคัดเลือกมาอย่างเข้มงวด คอยสอดส่องเขาทุกฝีก้าว คอยจับตาดูว่าเขาออกนอกลู่ทางที่มารดาวางไว้ให้หรือไม่





หัวใจฉีเหิงชืดชามานานแล้ว





ตราบจนกระทั่งพบป๋อลี่





เขานำพาแสงสว่างเข้ามาในหัวใจที่ตายด้าน เย็นชา เหมือนผืนดินแห้งแล้งได้รับความชุมฉ่ำจากสายฝน





บ่าวรับใช้จุดเทียนครบแล้วจึงล่าถอยจากไป ไม่ลืมหับประตูปิดสนิทดังเดิม...แสงสว่างนอกจากขับเน้นดวงหน้าซีดขาว ไร้ชีวิตชีวาแล้ว ยังแสดงให้เห็นถาดสีแดงชาดถาดหนึ่งที่วางจดหมายจากในวัง บอกฤกษ์ยามงานมงคล!





นี่มิใช่ ‘ข่าวดี’ สำหรับเขาเลย





มิใช่ครั้งแรกที่เขาถูกบังคับให้แต่งงาน ตระกูลเชื้อพระวงศ์อย่าได้ถามถึงการแต่งงานด้วยความรัก ตั้งแต่เกิดมาทุกคนล้วนถูกกรอบกำหนด 'หน้าที่' ที่ต้อง ‘เป็น’ หน้าที่ที่ต้อง ‘ทำ’





ไม่นานมานี้ พระญาติของเขา...องค์หญิงเจินเอ๋อร์ยังต้องถูกส่งตัวไป ‘อภิเษก’ กับโอรสคนหนึ่งของต้าฉานหยูเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชาวซยงหนู เพื่อให้สงครามยุติ ทว่า มาบัดนี้ สงครามปะทุขึ้น สัญญาสันติภาพถูกฉีก เขาไม่รู้ชะตากรรมของเจินเอ๋อร์ เขารู้เพียงนางเป็นแค่ ‘หมาก’ ตัวหนึ่งในเกมกลการเมือง!





ฉีเหิงหยันเยาะตนเองในใจ...เขาจะต่างอะไรจากเจินเอ๋อร์ เขาก็เป็นเพียง ‘หมาก’ ตัวหนึ่งเช่นกัน





ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งของในถาด กลับหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาแสร้งทำทีเป็นสนใจ ตบตาบ่าวรับใช้ที่คอยสอดส่องพฤติกรรม...ความจริงเขากำลัง ‘พินิจ’ สถานการณ์ศึกชายแดน ชาวซยงหนูมักทำศึกยามหน้าแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจดฤดูร้อน แต่ครานี้กลับทำศึกยามฤดูหนาวที่โหดร้ายทารุณแปลว่าเตรียมการมานาน โดยเก็บเกี่ยวข้าวในยุ้งฉางและหญ้าสำหรับม้าไว้มากพอที่จะทำศึกยืดเยื้อนานนับปี





ป๋อลี่คงจะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ บนอาชาสีขาว บัญชาการศึกด้วยตนเอง





เป็นอีกครั้งที่ฉีเหิงหนาวเยือกอยู่ในใจ...หากป๋อลี่พลาดพลั้ง...





ไม่!





เสียหนึ่งดังก้องในใจ คัดค้านขึ้นมาทันควัน เขาบอกแล้วว่า...จะรอ คนผู้นั้นควรรู้ว่าเขาจะรออย่างแน่วแน่ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง





ค่ำคืนนี้ยังคงอีกยาวนานในการรอคอย





ท้องฟ้ามัวสลัว ด้านนอกเกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายแล้ว คนที่อยู่กลางสนามรบจะหนาวหรือไม่?





ฉีเหิงวางตำราลง ป่านนี้ดึกสงัดมากพอที่จะไม่มีบ่าวคอยสอดส่อง เขาหยิบชุดสุราขึ้นมาวางบนโต๊ะ อุ่นสุราไว้รอคอยหากมีผู้มาเยือน...





ค่ำคืนนี้เขาจะรออย่างเปล่าดายอีกค่ำคืนหนึ่งหรือไม่?





หิมะเริ่มทับถมสูง ดึกสงัดไร้สรรพสำเนียง หากแต่ฉีเหิงกลับได้ยินเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาคล้ายลมผ่านช่อง สีหน้าชืดชาปรากฏแววยินดี ชายหนุ่มลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า ไม่ลืมหยิบอาภรณ์ขนสัตว์ขึ้นห่มคลุม เพียงผลักประตูเปิดเบาๆ ลมหนาวก็หอบมาวูบหนึ่งพร้อมๆ กับร่างของคนหนึ่งเร้นกายเข้ามาตามลำพังอย่างเงียบงัน





ไม่มีใครเอ่ยวาจาต่อกัน ตราบจนกระทั่งผู้มาเยือนมิอาจอดรนทนไหวจึงเปิดปากถาม





“เจ้าแต่งงาน?”





“ข้ายังไม่ได้แต่งงาน”





“ข่าวลือแพร่สะพัด แผ่นดินซ่งดีนักนะ สงครามมาประชิดเมืองยังมีแก่ใจจัดงานมงคล” ถ้อยคำคล้ายมีรอยประชดเย้ยหยัน ฉีเหิงนิ่วหน้า มองคนที่ยังหลบในเงาสลัว





ป๋อลี่ผอมลงไปมาก แม้เสื้อผ้าจะหนาหลายชั้นปิดอำพรางร่างกาย หากไม่สามารถปิดบังแก้มที่ตอบลง ดวงหน้าซีดขาว เบ้าตาลึกโหล บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่ได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ฉีเหิงเลื่อนสายตาลงไปที่มือข้างหนึ่งที่มีผ้าพันแผลพันตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นไปจนถึงข้อมือและลับหายภายใต้อาภรณ์





“เจ้าบาดเจ็บ?”





“เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าแสดงความห่วงใย ผู้มาเยือนก็ลดน้ำเสียงเครียดเคร่งลง ยินยอมให้ฝ่ายนั้นก้าวเข้าหาประคองมือข้างที่บาดเจ็บขึ้นมาแนบจูบ มืออีกข้างหนึ่งป๋อลี่แตะดวงหน้าขาวของฉีเหิง





“เจ้าผอมลง”





“ไม่ต่างไปจากเจ้าเช่นกัน...ป๋อลี่ มือเจ้าเย็นเหลือเกิน” ชายหนุ่มไม่รู้ว่ายามศึกสงครามต่างที่ต่างฝ่ายต่างยันทัพกันเอาไว้ ป๋อลี่ลอบเข้ามาเมืองหลวงได้อย่างไร แต่ช่างมันเถิด เขารู้แน่แก่ใจถึงความสามารถของป๋อลี่ คนผู้นี้ต่อให้มีกำลังทหารนับร้อยอยู่ตรงหน้า ย่อมฝ่าทัพออกมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน





ทว่า ตอนนี้เขาบาดเจ็บ





บาดเจ็บได้อย่างไร?





เป็นครั้งแรกที่ฉีเหิงรู้สึกอยากฆ่าใครสักคน...ใครคนที่ทำให้ป๋อลี่ของเขาต้องตกโลหิต!





“ข้างนอกเป็นอย่างไร?” ฉีเหิงหมายถึงเขตชายแดน ยามนี้น่าจะอยู่ในช่วงสงคราม การที่ป๋อลี่เร้นกายมาหาเขาถึงที่นี่ได้ แปลได้ว่าสงครามอาจจะยุติลง





“ต้าฉานหยูสั่งให้ถอยทัพจากกำแพงเมืองชายแดนสามสิบลี้ ตั้งค่ายหยุดพักชั่วคราว”





“เพราะเหตใด?”





“แผ่นดินซ่งคงโชคดี ได้แม่ทัพเก่งกาจ”





“ข้าไม่อยากให้มีสงคราม...เจ้าจะได้ไม่บาดเจ็บ” ฉีเหิงดึงมือให้ป๋อลี่มานั่งลงที่เก้าอี้ พลางรินสุราอุ่นขับไล่ความหนาว





“ข้าเคยโดนมากกว่านี้ ยังผ่านมาได้ เจ้าอย่ากังวล”





“ข้ากังวลเสมอ หากเป็นเรื่องของเจ้า”





ใบหน้าขาวซีดของผู้ฝ่าความหนาวมาเริ่มมีสีสัน ริมฝีปากแห้งเริ่มฉ่ำชื้นและแดงก่ำตามรสแรงของสุรา ทำให้ฉีเหิงพอใจอยู่ลึกๆ





“ข้าคิดถึงเจ้ามาก...รู้หรือไม่?”





“รู้...”





“เจ้ามาหาข้าเพราะคิดถึงเช่นกัน...ใช่หรือไม่?”





คำถามนี้ ป๋อลี่ไม่ได้ตอบ เพราะเสียงเขาถูกกลืนหายไปพร้อมกับรอยจูบประทับของฉีเหิงแล้ว

.

.

.

.

ดึกสงัด ค่ำคืนนั้น





ร่างสองร่างโอบประคองโอบกอดแบ่งปันไออุ่น ฉีเหิงไม่อยากให้ยามเช้ามาเยือน เพราะเมื่อใดที่ฟ้าสาง ป๋อลี่จะจากเขาไป...อีกนานเท่าใดก็สุดรู้กว่าจะได้พบกันอีก นานมาแล้วที่ฉีเหิงเคยแย้มยิ้มหัวเราะ มีความสุขกับชีวิต และความจริงของชีวิตก็ได้พรากรอยยิ้มนั้นของเขาไป จนกระทั่งได้พบกับป๋อลี่ ยามที่ฉีเหิงได้อยู่กับป๋อลี่ ใบหน้าจะปรากฏความสุขฉาบฉายจนสัมผัสได้





ยามที่จูบกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างกอดกันแน่น ชั่วขณะหนึ่งที่ป๋อลี่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา “...ข้าคิดถึงเจ้าเช่นกัน”





ฉีเหิงผละริมฝีปากก็ประคองดวงหน้าของป๋อลี่ด้วยสองมือ จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาทั้งคู่ ชั่วขณะนั้นเองที่เขารู้สึกมีความสุขมาก





“ข้าอยากให้ค่ำคืนนี้ยาวนานออกไปอีกสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย” เพราะเมื่อใดที่ฟ้าสาง ยามนั้นเขาได้แต่ทอดสายตาแลตาม “หากเจ้ายังเป็นของข้า คืนนี้อยู่ต่ออีกนิดจะได้หรือไม่?”





“ได้ ข้าจะอยู่กับเจ้า”





อยู่...เพื่อปลอบประโลมจิตใจโศกเศร้าเดียวดายให้กันและกัน




จบ

SHARE
Writer
MIntChocChip
Writer
Write.

Comments