Let me taste you : part 3 (END)
“ทุกครั้งที่ส่งรายงาน ไม่ต้องยืนรอจนฉันเดินมาเก็บก็ได้นะคะ เพื่อนคนอื่นเขาก็วางไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไปหมดแล้วไม่เห็นหรือไงคะ คุณกาอึน” อาจารย์สาวทักนักศึกษาตรงหน้าที่กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่หน้ากองรายงานที่เพิ่งวางลงไป แต่ไม่ยอมขยับตัวไปไหนทั้งๆที่คลาสเลิกแล้ว
“ฉันแค่อยากได้ยินอาจารย์ยูกิเรียกชื่อฉันอีกสักครั้งก่อนที่เราจะไม่ได้พบกันอีกน่ะค่ะ”
“พูดเหมือนคุณกาอึนกำลังจะลาออกเลยนะคะ คาบหน้า...อีกสองวัน เราก็ได้พบกันแล้วนะคะ”
“ฉันไม่มีทางลาออกง่ายๆหรอกค่ะ ตราบใดที่อาจารย์ยูกิยังสอนอยู่ จะอยู่ให้อาจารย์เรียกชื่อไปเรื่อยๆแบบนี้นั่นแหละค่ะ”
“ชอบจังเลยนะคะ การถูกเรียกชื่อเนี่ย” ยูกิยิ้มน้อยๆให้เขา “คุณกาอึน”
“สำหรับฉันน่ะ” คนเด็กกว่ายิ้มกว้าง “การที่ถูกอาจารย์ยูกิเรียกชื่อแบบนี้ ไม่ว่าจะกี่หนก็ไม่เคยพอหรอกค่ะ”
“จะไม่ไหวแล้วนะ” จูรินะที่ยืนอยู่ด้านหลังกาอึนแลบลิ้นแล้วทำหน้าเหยเก “ทั้งๆที่ยังไม่ได้กินอะไรแต่เลี่ยนซะไม่มี อ้วกจะแตก”
“ไอ้บ้านี่ ขัดเก่ง” กาอึนหันหลังกลับไปตีไหลเพื่อนตัวแสบก่อนจะหันกลับมาหาอาจารย์สาว “งั้นเราสองคนขอตัวก่อนนะคะ อาจารย์ยูกิ”
“ค่ะ แล้วพบกันนะคะ คุณกาอึน คุณจูรินะ”
.
.
.
“สำหรับคลาสนี้ ก็จบแค่นี้แหละค่ะ” อาจารย์สาวสวยที่ยืนอยู่หน้าห้องพับหน้าจอแล็บท็อปของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะพูดต่อ “ส่วนเรื่องการสอบ ถ้าหากทบทวนในสิ่งที่ได้เรียนมา ฉันคิดว่าคงจะไม่มีคนที่ทำข้อสอบไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ” เสียงนักศึกษาทั้งหมดในคลาสนั้นพึมพำบ้าง ถอนหายใจบ้าง “ขอบคุณสำหรับคลาสที่น่ารักในเทอมนี้มากๆนะคะ”
หลังจากยูกิสอนคลาสสุดท้ายของเทอมนี้จบ ทุกคนก็ทยอยแยกย้ายเดินออกจากห้อง จะเหลือก็แต่เพียงตัวเจ้าของวิชา และนักศึกษาตัวแสบสองคนที่นั่งหน้าแป้นอยู่หน้าคลาสเท่านั้นที่นังไม่ยอมลุกไปไหนสักที เหมือนทุกๆคาบที่เธอได้สอนพวกเขา
“ไม่กลับหรือไงคะ คุณกาอึน คุณจูรินะ?” เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ก็อดถามออกไปไม่ได้ ไม่รู้เพราะชอบที่จะมองรอยยิ้มคนตรงหน้ายามที่เธอเรียกชื่อเขาหรือเปล่า
“ยังค่ะ รอคนบ้าอยู่” จูรินะแซวเพื่อนตัวเองขึ้นมาขำๆ นั่นทำให้กาอึนลุกจากโต๊ะที่นั่งอยู่แล้วเดินตรงเข้าไปหาคนที่โตกว่าช้าๆ
“อาจารย์ยูกิคะ เป็นไปได้ไหมคะ” เขามองเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้าแล้วพูดสิ่งที่ค้างคาในใจอยู่ให้จบ “ถ้าฉันจะขอเบอร์ติดต่ออาจารย์เอาไว้ เผื่อว่ามีอะไรจะโทรปรึกษา?”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” ยูกิยิ้มแล้วส่ายหน้าน้อยๆ “ถ้าหากจะติดต่ออะไร ฉันก็ให้อีเมลของฉันกับนักศึกษาทุกคนไปแล้ว ติดต่อทางนั้นจะเหมาะสมกว่านะคะ แล้วอีกอย่าง เทอมหน้าคุณคงไม่ต้องลงเรียนวิชาที่ฉันรับผิดชอบอีกแล้ว คงไม่มีอะไรต้องมาปรึกษาฉันอีกแล้วแหละค่ะ”
เธอตอบไปแบบนั้นก็จริง แต่เธอเองก็รู้ดี ว่าในใจเธอคงจะโหยหากลิ่นซิตรัสที่สดชื่นของเขาเป็นแน่
กลิ่นสดชื่นที่เขาได้มอบให้กับเธอผ่านน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สว่างจ้านั่น
ส่วนกาอึนเอง จากสีหน้าสดใสที่เคยมอบให้เธอ ตอนนี้เขาทำให้แค่ขมวดคิ้วแล้วมองคนตรงหน้าที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะยอมใจอ่อนให้ง่ายๆ
มันไม่มีทางพออยู่แล้ว ตัวหนังสือในอีเมลนั่น
ไม่มีทางจะเติมเต็มสิ่งที่เขาโหยหาอยู่ได้ ไม่มีทาง
รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่ได้รับจากคำพูดของเธอ น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มของเธอ ตัวอักษรน่ะ มันไม่มีทางแทนที่ได้ ไม่มีทาง
ระหว่างที่เขากำลังคิดหาทางออก ยูกิก็เก็บของใส่กระเป๋าเสร็จพอดี เธอจึงบอกลาทั้งสองคนแล้วเดินออกจากห้องไป
เหลือทิ้งไว้แค่ความว่างเปล่า และรสชาติที่เขาคุ้นเคยเมื่อยามที่เธอเอ่ยชื่อเขาออกมาก่อนที่จะจากกัน
.
.
.
“นี่ เค้กมะพร้าวอันนี้อร่อยดีนะกาอึน” ฉันถูกรสขมเฝื่อนของดินปลุกให้ตื่นจากภวังค์ความคิด หันไปก็เห็นไอ้เพื่อนตัวแสบกำลังส่งยิ้มแบบกวนประสาทมาให้ “ก็เรียกตั้งหลายทีแล้วไม่ยอมหัน มันไม่มีทางอื่นแล้วนี่นา” จูรินะดูจะไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่ทำให้ฉันต้องรับรู้ถึงรสนั้น
ไม่สิ อันที่จริง ฉันต่างหากควรจะเป็นคนที่ต้องรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่
ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันสอบ แตเราสองคนกลับตัดสินใจออกมานั่งกินเค้กอยู่ที่ร้านหน้ามหาวิทยลัยสบายใจเฉิบ
ตัวฉันเองน่ะเข้าใจ ว่าเพราะคิดแบบโง่ๆ แค่อยากจะเจอกับเธอคนนั้นอีก อยากจะฟังเสียงของเธออีก ถึงได้ยอมไม่เข้าสอบ เทอมหน้าค่อยลงใหม่อีกทีก็ได้
ก็รู้สึกผิดอยู่หรอก แต่ว่า นั่นแหละนะ แบบที่เค้าว่ากัน ความรักมันทำให้คนตาบอดจริงๆสินะ
แต่ไอ้เพื่อนตัวแสบที่นั่งกินเค้กแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี่สิ เมื่อเช้าพอมันรู้ว่าฉันจะไม่เข้าห้องสอบ มันก็ไม่เข้าด้วยกันเฉยเลย
“นี่ จะตามใจกันมากเกินไปแล้วนะ จูรินะ” ฉันเอามือเท้าคงแล้วหันไปพูดกับคนที่กำลังตักเค้กมะพร้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“เรื่องอะไร?”
“ก็ที่ยอมดร็อปเป็นเพื่อนกันแบบนี้ มันจะสปอยล์กันไปหน่อยรึเปล่า?”
“ก็ไม่นะ” จูรินะตอบด้วยสีหน้าอารมณ์ดี “จริงๆแล้วเราเองก็ชอบวิชานี้ ถึงจะต้องเรียนอีกรอบก็สบายมาก ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสักนิด”
“เฮ้อ” ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจยาวๆแล้วส่งยิ้มให้คนตรงหน้า
การมีเพื่อนสนิทดีๆสักคนนี่มันดีอย่างนี้เองสินะ
.
.
.
วันนี้ฉันเข้าไปรับข้อสอบกับทางมหาวิทยาลัยกลับมาเพื่อจะตรวจ ปกติการตรวจข้อสอบของนักศึกษาพวกนี้มันมีอะไรแปลกๆให้ประหลาดใจอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ฉันประหลาดใจยิ่งกว่าการตรวจข้อสอบก็คือสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
“เอ๊ะ!”
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอยูกิริน”
“ซาชิฮาระ” ฉันหันไปมองเพื่อนของตัวเองที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะข้างๆ “ทั้งกาอึน และจูรินะ ไม่ได้เข้าสอบน่ะสิ”
“ว่าไงนะ” ดูเหมือนซาชิฮาระเองก็ตกใจไม่แพ้กัน “สองคนนั้นไม่ใช่เด็กไม่ดีนี่นา ถึงจะชอบเล่นกันยังไง แต่ก็ถือว่าเป็นเด็กที่ค่อนข้างหัวดี ทำไมถึงไม่เข้าสอบกันล่ะ?”
“ไม่รู้สิ ทั้งๆที่คะแนนเก็บก็ดีแท้ๆเลย น่าเสียดายเกินไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันนะ?”
“หืม” ซาชิฮาระหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วกดที่หน้าจออยู่สามสี่ครั้ง “ให้ฉันลองโทรถามกาอึนดูมั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมเธอถึงมีเบอร์ได้ล่ะ?” ฉันถามไปด้วยความสงสัย
“ก็ สอนมาตั้งสองปีแล้วนี่นะ สองคนนั้นน่ะอยู่เอกที่ฉันรับผิดชอบ ก็มีไว้ติดต่องานนั่นหละ” อยู่ดีๆซาชิฮาระก็ยิ้มแบบมีพิรุธขึ้นมา แล้วหันไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนอะไรบางอย่างลงไปบนนั้นแล้วยื่นมาให้ฉัน “ฉันว่าเธอเอาไปโทรเองดีกว่านะยูกิริน ทำหน้าแบบนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าเป็นห่วงน่ะ”
“จะบ้าหรือไง...” ทั้งๆที่พูดออกไปแบบนั้นแต่สุดท้ายฉันก็รับกระดาษแผ่นนั้นมาแล้วเก็บใส่ลงไปในกระเป๋า แล้วก็ไม่วายโดนเพื่อนสาวยิ้มแบบกวนประสาทใส่อีกรอบ
.
.
.
กว่าที่ฉันจะเคลียร์ข้อสอบเสร็จและกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาดึกดื่น นานจนลืมไปแล้วว่าได้รับกระดาษแผ่นนั้นมาจากซาชิฮาระ จนกระทั่งตอนที่จะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเช็คอีเมล์ก่อนที่จะไปอาบน้ำ กระดาษแผ่นนั้นก็ร่วงออกมาจากกระเป๋า
ฉันหยิบมันขึ้นมาและเห็นว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของเด็กคนนั้นที่ซาชิฮาระเป็นคนจดไว้ให้ ฉันจ้องมันอยู่สักพัก ชั่งใจอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจกดโทรออกไป
“ฮัลโหล ใครคะ” ปลายสายตอบรับด้วน้ำเสียงงัวเงีย ฉันจึงหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังก็เห็นว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว นี่ฉันทำอะไรลงไปกันเนี่ย “ฮัลโหล ได้ยินไหมคะ?” ปลายสายพูดอีกครั้งเมื่อเห็นว่าฉันเงียบไปนาน
“ค่ะ นั่นคุณกาอึนใช่ไหม ฉัน...”
“อาจารย์ยูกิ!” ปลายสายที่เสียงดูไม่ค่อยตื่นดีเมื่อครู่ อยู่ดีๆก็เสียงตื่นเต้นขึ้นมา ฉันได้กลิ่นซิตรัสอ่อนๆของเขาอีกแล้วถึงได้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้โทรหาคนผิด
“ใช่ค่ะ ฉันเอง” ฉันตอบกลับไปด้วยความรู้สึกผิดหน่อยๆที่ไม่ยอมดูเวลาให้ดีก่อนจะโทรหาเขา “ขอโทษนะคะ ที่โทรหาซะดึกดื่น”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ อาจารย์จะโทรมาตอนไหนก็ได้ ฉันสะดวกเสมอค่ะ” ปลายสายพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นจนฉันอดยิ้มไม่ได้ จะดูออกง่ายไปหน่อยไหมเนี่ย
“อย่างนั้นเหรอคะ” ฉันตอบเขากลับไปแบบนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนฉันจะลืมเป้าหมายของตัวเองตั้งแต่แรกไปหมดสิ้น ฉันกดวางหูลงไปทั้งๆที่ไม่ได้รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่มาเข้าสอบ
ได้รู้เพียงแค่ว่า เราคุยกันนานกว่าสองชั่วโมง และบทสนทนาของเขาก็มีกลิ่นที่หอมเหลือเกินสำหรับฉัน นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ฉันอ้อยอิ่งไม่ยอมกดวางสักทีทั้งๆที่มองเห็นอยู่ว่าเข็มสั้นของนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังเดินมาถึงเลขสองแล้ว
แต่ในที่สุด เราทั้งคู่ก็ตัดสินใจจบบทสนทนาของเราลง
สิ่งที่ฉันได้รู้เพิ่มขึ้นมาเกี่ยวกับตัวเขาก็คือ เขาชอบที่จะถูกฉันเรียกชื่อ
และฉันเอง ก็รู้สึกไม่ต่างกัน
.
.
.
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่การคุยโทรศัพท์กับเธอถูกบรรจุเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ฉันต้องทำก่อนที่จะเข้านอน นอกจากการอาบน้ำและแปรงฟัน
ตอนแรกๆมันก็เริ่มจากการคุยกันสองอาทิตย์ครั้ง แล้วค่อยๆขยับความถี่เข้ามาเป็นอาทิตย์ละครั้ง สองวันครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็นอย่างน้อยที่สุดวันละครั้ง
เธอไม่เคยปฎิเสธที่จะรับสายจากฉัน และฉันเองก็รักในช่วงเวลาที่ได้ชิมรสชาตินั้นยามที่เธอเรียกชื่อกัน
สุดท้ายแล้ว ช่วงเวลาที่ฉันได้คุยกับเธอมันจึงมีค่าสำหรับฉันเสมอ
คำพูดของเธอทุกคำ มันช่างมีความหมายกับฉันมากเหลือเกิน
“ค่ะ ว่าไงคะ?” ปลายสายกดรับแทบจะทันทีที่ฉันโทรเข้าไป ฉันยิ้มกับตัวเอง
“ไม่เรียกชื่อกันหน่อยหรอคะอาจารย์ยูกิ”
“ชอบจังเลยนะคะ คุณกาอึน” ปลายสายหัวเราะด้วยน้ำเสียงร่าเริง “อยู่ไหนแล้วคะ?”
“จะถึงแล้วค่ะอาจารย์” ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่งก่อนจะกดกริ่งเพื่อให้เจ้าของบ้านเปิดประตูให้
“ถ้าอยู่ใกล้ขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องโทรมาก็ได้ไหมคะ?” เจ้าของบ้านที่เดินมาเปิดประตูให้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เธอยังคงถือโทรศัพท์มือถือแนบไว้กับหูของเธอ ฉันเดินเข้าไปในบ้านก่อนปิดประตู กดวางสายที่โทรศัพท์มือถือของตัวเองแล้ววางมันไว้บนตู้รองเท้าข้างๆตัว
“อาจารย์ยูกิไม่อยากให้ฉันโทรหาแล้วหรอคะ?” ฉันใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวเธอเอาไว้ก่อนจะรั้งตัวเธอเข้ามาให้อยู่ชิดกันมากขึ้น
“ฉันบอกเหรอคะว่าไม่อยากให้โทรแล้ว” คนตรงหน้าตีที่หัวไหล่ฉันเบาๆ “แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าอาจารย์ได้แล้วค่ะ เรียนจบมาตั้งหลายปีแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“แต่ว่านะ” ฉันโน้มตัวลงไปเพื่อเอาจมูกของตัวเองไปชนกับจมูกของเธอ “เรียกว่าอาจารย์ยูกิน่ะ มันหอมกว่าไม่ใช่หรือไงคะ?” ฉันยิ้มให้เธอ เธอเองก็ยิ้มตอบกลับมา ไม่ได้ปฎิเสธสิ่งที่ฉันพูดออกไป
หลังจากเรารู้จักกันได้สักพัก เธอก็เริ่มสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้ชอบให้เธอเรียกชื่อตัวเองนัก ในที่สุดฉันจึงเล่าอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ให้เธอฟัง น่าแปลกที่ฉันได้รู้ว่าเธอเองก็มีอาการใกล้เคียงกัน เราทั้งสองคนล้วนเป็น Synesthesia แบบที่หายากมากๆ
อาจจะเพราะแบบนั้น ความสัมพันธ์ของเราถึงได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ความสัมพันธ์แบบที่เริ่มจากความแตกต่าง...ความแตกต่างที่เหมือนกัน
“เพราะงั้น ฉันน่ะ อยากจะเรียกคุณว่าอาจารย์ยูกิไปเรื่อยๆเลยนะคะ” เธอยิ้มแล้วบีบจมูกฉันเบาๆก่อนจะขยับมันไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว
“แล้วเธอล่ะ ยังอยากให้ฉันเรียกกาอึนไปเรื่อยๆอยู่เหมือนเดิมรึเปล่า?”
“ไม่รู้สิคะ” ฉันตอบเธอกลับไป “ฉันน่ะ ชอบให้คุณเรียกก็เพราะว่ารสชาติตอนที่คุณเรียกชื่อฉันน่ะ ฉันชอบมันมากๆเลยล่ะค่ะอาจารย์ยูกิ” เธอทำหน้างงเล็กน้อยเพราะคำตอบว่าไม่รู้ของฉัน
“แต่ว่านะ” ฉันก้มลงจุมพิตยูกิเบาๆ “รสชาติของคุณเอง ก็ไม่ได้หวานน้อยไปกว่าตอนที่คุณเรียกชื่อฉันสักนิดเลยค่ะ”
“จะบ้าหรือไง” เธอตอบกลับมาแบบนั้นด้วยใบหน้าแดงจัด
“มาคิดๆดูอีกที อาจารย์ยูกิ ช่วยเรียกชื่อฉันบ่อยๆ เรียกฉันว่ากาอึนตลอดไปเลยได้ไหมคะ?” แล้วฉันก็อยากตบกบาลตัวเองแรงๆ เพราะได้ใจมากไปหน่อยจนลืมไปว่า ถ้าไม่ใช่คนตรงหน้าที่กำลังอยู่ในอ้อมกอดของฉันเรียกล่ะก็ ชื่อของตัวเองมันรสชาติแย่แค่ไหน
เธอเองก็คงสังเกตเห็นอาการของฉันที่อยู่ดีๆหน้าก็เหยเกเพราะกินดินเข้าไปอีกรอบหลังจากห่างหายไปนาน เธอถึงได้หัวเราะขึ้นมา
“อืม ไม่รู้สินะ ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ขอช่วยล้างรสขมนั่นให้คุณก่อนแล้วกันนะคะ กาอึน” เธอโอบแขนทั้งสองข้างไว้รอบคอฉัน ก่อนที่จะโน้มให้ลงไปรับจูบแสนหวานจากเธอ
เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้ตั้งแต่แรกนั่นแหละ
ตัวเธอเอง ก็ไม่ไดหวานน้อยไปกว่าคำพูดของเธอยามที่เอ่ยชื่อของฉันสักนิด
ถ้ายังไง ก็จะขอชิมรสชาติที่ฉันคงขาดไม่ได้อีกต่อไปนี่ไปเรื่อยๆแล้วกันล่ะนะ
.
.
.
END
.
.
.
เฮ้อ จบแล้วค่ะ กาอึนยูกิ หวังว่าจะชอบกันนะคะ
ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องโรคทางสมองค่ะ คิดว่ามันน่าสนใจมาก
หลังจากนี้ก็อาจจะเขียนอะไรทำนองนี้ออกมาอีกนะคะ เพราะมันสนุกดีค่ะ
ชอบไม่ชอบยังไงก็บอกกันได้นะคะ จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในบทถัดๆไปค่ะ
ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ กราบบบบบบ
ปล.ตามไปคุยกันต่อในทวิตเตอร์ได้นะคะ @purrjurr ค่ะ ยินดีคุยเรื่องมีสาระและไร้สาระทุกรูปแบบค่า
SHARE
Written in this book
เรือผีสี่แปด
จะใครก็ได้ ถ้าใจจะชิป
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments

french_kiss
5 months ago
ดีย์มากฮะไรท์
Reply