ทำไมเราไม่ควรอยู่คนเดียว

มีอยู่ช่วงนึงตอนวัยเด็ก ผมรู้สึกอยากอยู่คนเดียว รู้สึกแอนตี้สังคมรอบข้างตัวมากๆ เพราะว่าสังคมรอบข้างที่ผมเจอมามันมีแต่เรื่องราวที่ไม่ถูกจริตกับตัวผม หารู้ไหมว่าตัวผมเองนี่แหละที่ไม่ถูกจริตกับสังคมรอบข้าง 

ก่อนหน้านั้นผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เป็นผู้นำเป็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นความคิดของเด็กๆคนหนึ่งที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับสังคมแล้วตัดสินสิ่งที่คิดขึ้นมาเอง 

จนกระทั่งเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ความคิดแบบนี้มันเริ่มใช้ไม่ได้ผล แล้วมันเริ่มส่งผลเสียกับผมในระยะยาวและในระยะสั้น เวลาเรียนมหาวิทยาลัยผมจะต้องทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆบ่อยขึ้น บางวิชาจะเน้นงานกลุ่มเป็นหลัก น้อยมากที่จะอ่านเน้นทำงานเดี่ยว แม้แต่วิทยานิพนธ์ ผมก็ต้องหา partner และที่ปรึกษาคอยทำวิทยานิพนธ์ของผมให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

เวลาผ่านไปจนกระทั่งวัยทำงาน เหมือนโชคชะตาของผมทำให้ผมต้องมาทำงานแบบเดี่ยวๆอีกรอบนึง เพราะตำแหน่งงานที่ผมได้คือตำแหน่ง graphic designer แล้วบริษัทส่วนใหญ่ที่รับกราฟฟิกดีไซเนอร์เข้ามาทำงานมักจะมีแค่ตำแหน่งเดียว 

ในขณะที่ผมทำงานในตำแหน่งนี้ ผมจะไปไหนมาไหนคนเดียวเสมอ ในขณะที่คนอื่นๆที่ทำตำแหน่งเซลล์มักจะไปไหนไปด้วยกันแล้วกินข้าวก็กินด้วยกันเยอะ บางทีมีไลน์กลุ่มก็มี แล้วเชื่อไหมว่าคนที่ทำตำแหน่งเซลล์เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติสำหรับบริษัทของผม เจ้าของบริษัทมักจะให้ตำแหน่งเซลล์เป็นตำแหน่งที่เชิดหน้าชูตาเป็นอันดับแรกๆเสมอ ในขณะที่ graphic designer เป็นแค่อาชีพรองลงมาแล้วไม่ค่อยมีหน้ามีตาในบริษัทมากนัก

พอทำงานไปเรื่อยๆ เริ่มมีการเมืองในบริษัท ผมเริ่มทนไม่ได้ เลยต้องออกจากบริษัทนั้นไปทำธุรกิจของตัวเอง แล้วตั้งแต่นั้นมาผมเริ่มเดินทางในสาย "นายตัวเอง" แบบจริงๆจริงจัง แล้วการทำงานสายในตัวเองนี่แหละทำให้ผมเรียนรู้สิ่งๆหนึ่งที่ผมขาดมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ "ทักษะการเข้าสังคม"

จากเป็นคนไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ตอนนี้เริ่มมีทักษะการเข้าสังคมมากขึ้น บางทีผมไปเข้างานสัมมนาต่างๆก็ได้เจอเพื่อนๆใน connection เดียวกัน จึงคิดว่า การไม่อยู่ตัวคนเดียวมีผลดีค่อนข้างเยอะ พอมาอยู่ตัวคนเดียวกลับรู้สึกแปลก ๆ มาดูเหตุผลกันครับว่าทำไมเราไม่ควรอยู่ตัวคนเดียว

พลังแห่งการรวมตัวมักจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมเสมอ

สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ เวลาเราโพสรูปที่ไปเที่ยวกับเพื่อนใน facebook แล้วแท็กกับเพื่อนๆ กลุ่มนั้นมักจะมีจำนวนกด like และเข้ามาคอมเม้นเยอะกว่ารูปที่เราไปคนเดียวเดี๋ยวเดี่ยวเดียวดายหรือเป็นเรื่องราวคนอื่นที่เพื่อนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ถ้ามองในเรื่องของการทำงาน งานโปรเจคใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จหรือเป็นที่เชิดหน้าชูตาจนกลายเป็นกระแสในช่วงเวลานั้น ไม่ได้ประสบความสำเร็จแค่คนเดียว แต่เป็นเพราะทีมงานที่อยู่เบื้องหลังด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ภาพยนตร์ที่กวาดรายได้เป็นหลายร้อยล้าน เรามักจะพูดแค่นักแสดงหลักที่อยู่ในเรื่อง 

แต่เบื้องหลังจริง ๆ คือผู้กำกับทีมงาน ทีมไฟ ทีมเสียง ผู้ตัดต่อวีดีโอ ผู้ทำสีวีดีโอและสถานที่ทีอยู่ในภาพยนตร์นั้น ๆ จะเห็นว่าโปรเจคที่ยิ่งใหญ่แล้วประสบความสำเร็จจนพูดในวงกว้างมักจะประสบความสำเร็จจากกลุ่มคนที่มีหลาย ๆ คนด้วยกัน

การอยู่คนเดียวทำให้ห่างไกลจากความสำเร็จมากขึ้น


ในยุคนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเรามักจะประสบความสำเร็จเพียงแค่คนเดียวก็ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆคนที่ประสบความสำเร็จที่เป็นเจ้าของธุรกิจหลายพันล้าน เวลาสื่อพูดถึงมักจะพูดแค่ CEO หรือเจ้าของบริษัทแค่นั้น แต่กลับไม่พูดถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง, คนที่เป็นทีมงาน, คนที่เป็นพนักงานประจำในบริษัทนั้นและคนที่เป็น connection ที่อยู่เบื้องหลังของบริษัทนั้นอีกที สื่อพูดถึงแค่ CEO อย่างเดียว คนที่ติดตามข่าวหรือติดตามสื่อเขาก็เข้าใจผิดไปกันต่าง ๆ นานาว่าถ้าอยากจะประสบความสำเร็จใช่ไหมก็ทำด้วยตัวคนเดียวสิ

ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น เราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง เพราะด้วยความจำกัดส่วนบุคคลที่มนุษย์ทุกคนมักจะมีความจำกัดของตัวเองอยู่แล้ว มนุษย์ทุกคนมักจะเก่งด้านใดด้านหนึ่ง แต่ถ้าเราเก่งทุกอย่างจะไม่มีใครจดจำเราได้เลย

หน้าที่ของเราคือตามหาคนที่เก่งเฉพาะทางแล้วสามารถให้ประโยชน์กับเราได้และเราให้ประโยชน์กับเขาได้ นี่แหละคือ connection 

ผมสังเกตเห็นคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนแล้วไม่ว่าจะดารานักธุรกิจหรือใครหลายๆคนที่โด่งดังในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ลองสังเกตดูคนดังๆในอินสตาแกรมก็ได้ เวลาอัพรูปลงใน instagram หรือโพสในสตอรี่มักจะมีรูปเพื่อน ๆ ของเขาอยู่เสมอ 

ซึ่งข้อดีของการที่แท็กเพื่อนๆ ในรูปก็คือทำให้ภาพนั้นเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เพราะว่ามันมีรายชื่อเพื่อนคนนั้นแล้วเพื่อนคนนั้นเขาก็แท็กต่อเนื่องไปเรื่อยๆแล้วเพื่อนคนนั้นเขาก็มีผู้ติดตามของเขาอยู่แล้วมันก็ยิ่งกระจายภาพนั้นทั่ว social network

อยู่คนเดียวมันเหงา เวลาเจอปัญหาก็ไม่มีใครช่วยเหลือ

ปัญหากับชีวิตประจำวันมักจะมาคู่กันเสมอ ทุกๆวันเรามักจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลเป็นประจำ ไม่ว่าจะรถติด ไปทำงานสาย กินอาหารกลางวันไม่ทัน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เรามักจะเจอบ่อยๆ

แล้วถ้าเกิดปัญหานั้นเราไม่สามารถแก้ไขได้ ขนาดค้นหาผ่าน google แล้วมันก็ยังหาไม่เจอ วิธีแก้ที่ดีที่สุดก็คือหาคนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้มาช่วยแก้ปัญหานั้น แล้วคนอื่นที่ว่าก็เป็นคนใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือไม่ก็เพื่อนที่สนิทกัน

ถ้าสังเกตให้ดี ๆ ในบริษัทที่เราทำงานอยู่จะมีการประชุมเป็นประจำ และการประชุมแต่ละครั้งมักจะรวมตัวสมาชิกที่อยู่ในบริษัทมาหารือกันเกี่ยวกับโปรเจคแต่ละ project และ Project แต่ละอย่างที่ทางหัวหน้ากำหนดก็ไม่ได้ง่าย ๆ และไม่สามารถทำคนเดียวได้ จำเป็นให้พนักงานที่อยู่ในบริษัทต่างคิดหาทางออกซึ่งกันและกัน รายการคิดรวมกันนั่นแหละมันทำให้ปัญหาต่างๆที่ผุดขึ้นมาในการประชุมบรรลุล่วงไปได้ 

แล้วยิ่งอายุมากขึ้นจนถึงวัยชรา ยิ่งเห็นผลมากๆครับ ชีวิตในวัยชราจำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดเวลา เพื่อใช้ชีวิตอยู่รอดได้ในแต่ละวัน 
คิดจะมีเพื่อนหรือ Connection แต่ละคน ดูให้ดี ๆ

แต่ก็ใช่ว่ากันอยู่กับเพื่อนๆจะมีข้อดีเพียงเดียว ข้อเสียที่เจอแน่นอนคือ "ภาษีสังคม" ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวเวลาไปไหนมาไหนคนเดียวเราแค่เสียอะไรแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ว่าถ้ามีกลุ่มเพื่อนที่รู้จัก เวลาเพื่อนมีเหตุการณ์สำคัญของชีวิต อย่างเช่น มีงานแต่งงานหรืองานวันเกิด เราก็ต้องไปร่วมกับเพื่อนคนนั้นด้วย แล้วการร่วมกับเพื่อนคนนั้นเราจำเป็นต้องจ่ายเงินให้กับปาร์ตี้นั้น ๆ ถ้าไม่จ่ายก็หาว่าใจร้ายใจดำ  โดยเฉพาะงานแต่งงานนี่ตัวดีเลย 
 
เพื่อนที่ควรคบ ควรเป็นเพื่อนที่ส่งเสริมการทำงานของเราให้ดีขึ้นหรือช่วยธุรกิจของเราให้ประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม แบบนี้คือเพื่อนที่น่าคบนะครับ ส่วนเพื่อนที่ไม่ควรคบเลยคือเพื่อนที่วันๆชวนแต่ไปปาร์ตี้หรือไปเที่ยวทำให้เราต้องเสียเงินเสียทรัพย์ทุกๆครั้งเวลาที่เจอกัน ไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นมา

กรณีที่ชัดเจนสุด ๆ คือคนที่เป็นช่างภาพที่ชอบถ่ายสาวๆ การที่ช่างภาพนัดถ่ายกับสาว ๆ มันมีเรื่องของการลงทุนทั้งเวลาและเงิน ซึ่งทางช่างภาพและสาว ๆ ที่มาเป็นแบบให้จะได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ อย่างช่างภาพจะได้ภาพสวยๆเป็น portfolio ส่วนสาวคนนั้นก็ได้ภาพลงโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้วก็ลง portfolio ส่งเสริมการงานของตัวเองให้ดีขึ้น 

แต่กรณีที่ขัดแย้งระหว่างช่างภาพกับสาวที่มาเป็นแบบถ่ายภาพให้ที่เห็นบ่อยที่สุดคือ สาวที่ถ่ายภาพไม่ยอมให้เครดิตคนที่ถ่ายภาพภาพนั้น คำถามคือทำไมจะต้องให้เครดิตกันด้วย เพราะโดยปกติสาวๆที่มาเป็นแบบถ่ายภาพให้มีผู้ติดตามเยอะกว่าช่างภาพพอสมควร อย่างเช่นถ้าช่างภาพมีผู้ติดตามประมาณ 1,000 คน นางแบบคนนั้นมีผู้ติดตามประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนคนเลยทีเดียว แล้วการบอกที่มาของภาพจะทำให้คนที่เข้ามาดูภาพจากฝั่งนางแบบรู้ต้นตอของภาพว่าใครเป็นคนถ่าย

แต่ถ้านางแบบไม่ยอมให้เครดิตกับช่างภาพคนนั้น คนที่ติดตามนางแบบอยู่แล้วเขาจะรู้เลยว่าภาพนั้นคือภาพของนางแบบเองไม่ใช่ภาพที่ช่างภาพถ่ายให้ แล้วคนที่ติดตามเขาก็ไม่รู้ว่าใครถ่าย เพราะนางแบบไม่ยอมโปรโมทเอง และเมื่อนางแบบไม่ยอมโปรโมททำให้ช่างภาพคนนั้นเหมือนถ่ายฟรี ๆ ซึ่งไม่ได้รับการโปรโมท ทำให้งานเข้ามาน้อยลง และไม่ได้เพิ่มคนติดตามงานของเขา ปัญหาตรงนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนช่างภาพบางคนรู้สึกเบื่อแล้วเลิกถ่ายภาพสายนางแบบในที่สุด
 
บางทีการมีเพื่อนจะทำให้เราได้งานมากขึ้น แต่ถ้าเรามีเพื่อนผิดประเภทจะทำให้เรายิ่งเสียเงินหรือเสียโอกาสมากขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้ต้องดูให้ดี ๆ แล้วเลือกเพื่อนที่จะคบให้ดี ๆ นะครับ ไม่งั้นอาจจะสร้างผลเสียกับตัวเอง จะรู้สึกเข็ดหลาบอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบคนเดียวเหมือนเดิม 
SHARE
Writer
Campzzz
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments