Goodreads
สำหรับพวกเรานักชอบเขียนและสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นนักชอบอ่านด้วย การอ่านหนังสือให้มากนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างวัตถุดิบในงานเขียน การอ่านที่มากขึ้นมักนำมาสู่การเขียนที่ได้มากขึ้น เป็นความสอดคล้องระหว่าง input-output เรื่อยไป

ปีที่ผ่านมาผมลองนับจำนวนหนังสือที่ผมได้อ่านไปทั้งหมดได้ 34 เล่ม มีหลายแนว ทั้ง fiction non-fiction ความรู้ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม นิยายต่างชาติ ผลงานคลาสสิค   
การเงินการลงทุน self-help จิตวิทยา ถือว่าเป็นปีที่อ่านหนังสือมากที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยทีเดียว 

ผมเพิ่งได้รู้จักแอพฯ Goodreads เมื่อต้นปีนี้เอง ว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ให้ผู้ใช้ได้บันทึกว่าตัวเองอ่านหนังสือ มีรีวิว มีการให้คะแนน ที่สำคัญ คือ มีฟีเจอร์นึงที่ถูกใจผมมาก นั้นคือ ‘Reading Challenge’ 

มันคือการตั้งเป้าว่่าปีนี้ เราจะอ่านหนังสือให้ได้ทั้งหมดกี่เล่มภายในปี 2019 นี้ ข้อมูลในแอพฯนั้น ระบุว่า มีผู้เล่นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้จะตั้งค่าไว้ที่ประมานปีละ 46 เล่ม โดยระหว่างนั้นถ้าอ่านจบไปทีละเล่ม จะปรากฏตัวเลขความสำเร็จว่าเราทำได้ไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วของเป้าหมาย

ที่ผมตั้งใจว่าจะทำให้ได้ในปีนี้ คือ 50 เล่ม เนื่องจากไปเห็นในทวิตเตอร์ของนักอ่านหลายคนที่มารีวิวหนังสือกันมากมาย พร้อมแฮชแท็คว่า #คนไทยอ่านปีละ50เล่ม ผมรู้สึกว่าเป้าหมายนี้ดูท้้าทายและคิดว่าปีนึงมี 52 สัปดาห์ เฉลี่ยคืออ่านแค่สัปดาห์ละเล่มกับเสี้ยวนิดๆก็น่าจะทัน เพิ่มจากปีที่แล้วแค่อีก 16 เล่มเองงงงงงงงง /ปาดเหงื่อ

การวัดค่าแบบเป็นเปอร์เซ็นต์แบบนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘Gamification’ 
หมายถึง การทำให้สิ่งต่างๆวัดค่าได้แบบเกม จำลองการแข่งขันขึ้นมาเพื่อท้าทายผู้ใช้งาน
ที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การนับระยะการวิ่ง การนับก้าว การทำ reminder ผ่านแอพวางแผนการทำงานต่างๆ แถบแสดง Thophy process ในเกม console ว่าคุณเก็บถ้วยนั้นถ้วยนี้ได้แค่ไหนแล้ว เหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ ใน Goodreads นั้นมีรูปแบบนี้เช่นกัน สร้างความท้าทายให้กับ
ผู้ใช้งานหน้าใหม่อย่างตัวผมเองสุดๆ แล้วสิ้นปีเราจะมาดูกันว่าทำสำเร็จไหม

ใครใช้ Goodreads หรืออ่านหนังสืออะไรอยู่ แนะนำ แลกเปลี่ยน คุยกับผมได้นะครับ ยินดีที่ได้คุยล่วงหน้าครับ


SHARE
Writer
nicenitiwrite
อยากเป็นนักเขียน
Working on my writing discipline and book reviews.

Comments