อนัตตาในพระพุทธศาสนายุคแรกและในยุคต่อมา
คำสอนเรื่องอนัตตาตามท่ีปรากฏในคำอธิบายของพระพุทธเจ้าโดยตรงมีตวามหมายง่ายๆ ไม่ซับซ้อน คือ หมายความว่า "บังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้" ความหมายของอนัตตาตามที่กล่าวมานี้อาจดูได้จากพระสูตรยุคแรกๆ เช่น "อนัตตลักขณสูตร" เป็นต้น โปรดพิจารณาข้อความที่ตรัสอธิบายเรื่องอนัตตาต่อไปน้ี 

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข เป็นทุกข์พระเจ้าข้า 
ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเห็นสิ่งนั้น
ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ไม่ควรเห็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า 
จะเห็นว่าความหมายของ "อนัตตา" ตามที่ทรงอธิบายนั้นเป็นความหมายที่สืบเนื่องมาจาก "ทุกขัง" และ "อนิจจัง" ตามลำดับ ทรงเริ่มต้นด้วยการถามว่าขันธ์ห้าแต่ละอย่างนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง  แน่นอนว่าพระปัญจวัคคีย์ย่อมจะต้องตอบว่าไม่เที่ยงเพราะตามที่ปรากฏแก่ประสาทสัมผัสของเราเรารู้ว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง "บังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้" ...
...ต่อมาได้มีพระสาวกทั้งร่วมสมัยกับพระพุทธองค์และหลังจากนั้นได้พัฒนาความหมายของอนัตตาให้ต่างออกไปจากที่ทรงอธิบาย (ซึ่งอาจตีความว่าคำอธิบายเหล่านี้เป็นการเพิ่มรายละเอียดอนัตตา)  โปรดพิจจารณาข้อความข้างล่างนี้ซึ้งเป็นคำอธิบายอนัตตาของพระสารีบุตรและวชิราภิกษุณีตามลำดับ
ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน  อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเวลาเช้าวชิราภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตรยังพระนครสาวัตถีเที่ยวบิณฑบาตรไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณบาตรแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้งถึงป่าอันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง 
     ลำดับนั้นมารผู้มีบาปใคร่จะให้วชิราภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าและใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาวชิราภิกษุถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกับวชิราภิกษุด้วยคาถาว่า
สัตว์นี้  ใครสร้าง  ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน  สัตว์บังเกิดในที่ไหน  สัตว์ดับไปในที่ไหน ลำดับนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า "นี่ใครหนอกล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์" ทันใดนั้นวชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า "นี่คือมารผู้มีบาปใคร่จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว  ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา"มารเอย...เพราะเหตุใดหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่า "มีสัตว" ในกองสังขารล้วนๆ นี้ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า "วชิราภิกษุณีรู้จักเรา" จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง
พระสารีบุตรนั้นเป็นอัครสาวกใกล้ชิดพระพุทธเจ้า และถือกันในวงการศึกษาพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทว่าได้รับความเชื่อถือจากพระพุทธองค์ในเรื่องการอธิบายธรรมที่ทรงแสดง ดังนั้นทรรศนะของท่านเกี่ยวกับเรื่องอนัตตาข้างต้นจึงน่าสนใจในแง่ที่ว่านี่เป็นคำอธิบายมาจากผู้ที่ได้รับความเชื่อถือมากในวงการพุทธบริษัททั้งในสมัยพุทธการและแม้กระทั่งปัจจุบัน ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า
"อนัตตา"  หมายถึง "ปราศจากแก่นสาร"  (อนตฺตา  อสารกฏฺเฐน)จากข้อความข้างต้น ในส่วนความเข้าใจเรื่องอนัตตาของวชิราภิกษุณีซึ้งเป็นพระสาวิการ่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าก็เป็นต้นแบบของการตีความว่าอนัตตานอกจากจะหมายถึงภาวะที่ไม่สามารถบังคับให้เป็นดังที่ต้องการแล้วยังหมายถึงความปราศจากตัวตนหรือแกนกลางของชีวิตด้วย ซึ้งคำอธิบายนี้ก็สอดรับกับของท่านพระสารีบุตรที่กล่าวมาข้างต้น
SHARE

Comments

Peet-Gunatthito
9 months ago
I'll wait to read your story.
Thank you for introducing this application to me.
Reply
landaiai
8 months ago
ありがとうございます。