ต่อมเอ๊ะ! กับ 4 วิธีหาไอเดียสำหรับเริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่
ยังอยู่กันที่เรื่องไอเดียค่ะ :-)

จากโพสต์ในสัปดาห์ก่อน เราได้ฟังความคิดเห็นของนักเขียนบทภาพยนตร์และนักออกแบบท่าเต้นอย่างคุณ Twyla Tharp พูดตรงกันว่า “ไอเดียมีอยู่ทุกที่ แวดล้อมอยู่ในชีวิตประจำวัน” แต่ละคนมีนิสัยชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังมีการบันทึกไอเดียน่าสนใจที่พบเจอไว้อย่างเป็นระบบด้วย

เราคิดว่ามีอย่างหนึ่งที่เมื่อมาทบทวนดูแล้วมันสำคัญมาก แต่ยังไม่ได้ถูกพูดถึง นั่นคือ “ต่อมเอ๊ะ!” ค่ะ


ต่อมเอ๊ะ! คืออะไร?

เวลาเราเห็นอะไรสักอย่างสะดุดตา ทำไมเราถึงคิดว่าเจ้าสิ่งนั้น “น่าสนใจ” ได้ 
...นั่นคือต่อมเอ๊ะ! ของคุณกำลังทำงานอยู่ค่ะ

ต่อมเอ๊ะ! เรียกให้ทางการหน่อย น่าจะแปลว่าความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) 
ต่อมเอ๊ะ! ทำงานเมื่อเราพบเจอสิ่งที่เราสงสัย หรือสิ่งที่เราถูกใจ ถูกต้องตรงกันกับรสนิยมความชอบของเรา และเมื่อเจอแล้ว เราจะเริ่มรู้สึกสนุก เห็นความเป็นไปได้ของอะไรบางอย่าง ในแวบแรกที่เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา เราเองก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร หรือมันจะนำพาเราไปสู่สิ่งไหน

เช่น ถ้าชีวิตประจำวันของเราคือนั่งอยู่ในออฟฟิศ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนเช็ดกระจกอยู่ในกอนโดล่านอกอาคาร หรือขับรถอยู่แล้วมองไกลออกไป เห็นว่าที่ตึกระฟ้าข้างหน้านั่น มีกลุ่มคนอยู่บนกอนโดล่า กำลังเช็ดกระจกด้านนอกอาคารอยู่

ถ้าเราสะดุดตากับภาพคนในกอนโดล่านั่น แล้วในสมองเกิดภาพเคลื่อนไหวบางอย่างวิ่งไปไม่หยุด นั่นคือต่อมเอ๊ะ! ทำงานแล้ว

สมองคุณอาจจะมองเห็นภาพ:

ก) ชายผู้มีฐานะลำบาก ยอมทำงานเสี่ยงชีวิตเพื่อหาเลี้ยงจุนเจือครอบครัว เขาคนนี้พึ่งลาออกจากงานบริษัท นี่เป็นการมาทำงานใช้แรงงานเป็นครั้งแรก หนี้บัตรเครดิตที่รออยู่ทำให้เขาคิดว่าทำอะไรก็ได้ เขากลัวความสูง แต่อาชีพนี้เงินดี เขาจำเป็นต้องทำ, หรือ

ข) ทีมจารกรรมข้อมูลระดับหัวกระทิ ส่งสายลับมาแอบเก็บข้อมูล โดยปลอมตัวเป็นคนทำความสะอาดกระจก, หรือ

ค) ระหว่างการต่อสู้กับนักพรตประหลาดในปีค.ศ.700 จู่ๆ นักพรตก็เผายันต์ปริศนา แล้วเขาก็มาโผล่บนกอนโดล่าเช็ดกระจกกลางเมืองหลวงปี 2019

ฯลฯ

การที่เราเห็นคนเช็ดกระจกอยู่บนกอนโดล่าเป็นภาพที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันจริงแท้แน่นอน ไม่ได้ต้องดั้นด้นไปตามหาที่ไหนเลย เราอาจเคยเห็นภาพนี้มาแล้วหลายครั้งด้วยซ้ำ เพียงแต่ครั้งนี้ “ต่อมเอ๊ะ!” ของเราทำงาน

สำหรับช่วงหาไอเดียตั้งต้นสำหรับเริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่ เราคิดว่ามันก็เป็นแบบนี้ล่ะ :-)

ดังนั้น ที่คุณนักเขียนบทภาพยนตร์เหล่านั้น(ในโพสต์ก่อน) บอกว่า ไม่ต้องออกไปตามหาไอเดียให้ลำบากลำบน เพราะไอเดียมีเต็มไปหมดจากเรื่องใกล้ตัวก็คงเป็นแบบนี้


แต่ถ้าเป็นช่วงระหว่างเขียน แล้วต้องการไอเดีย เราคิดว่ามันเป็นคนละลักษณะ
ถ้าเกิดอาการตันระหว่างทางแล้วเขียนไม่ออก 
กรณีนั้นเราคิดว่าน่าจะเกิดจากความเครียดและการกดดันตัวเอง

ลองอ่านทางแก้เบื้องต้นที่เราเคยเขียนไว้ในโพสต์นี้นะคะ :

มากระตุ้นตัวเองโค้งสุดท้ายเพื่อเขียนงานให้ได้จนจบกันเถอะ!
https://storylog.co/story/5a3fbb3bc88ae33257bb475a

หรือถ้าอยู่ในช่วงหมดไฟ 
เราเคยเขียนโพสต์ว่าด้วยอาการหมดไฟไป 2 โพสต์ หวังว่าจะพอช่วยได้นะคะ :
 
หมดไฟ แก้ได้ด้วยการเติมไฟจริงๆ เหรอ (Lack of Motivation)
https://storylog.co/story/5b18f179e3280e01073f20fc

Burn Out / Be Gentle / Cycle
https://storylog.co/story/5b2cadafd080bcd56340991c


ถ้าทำให้จิตใจผ่อนคลาย โดยลุกออกไปทำอะไรอย่างอื่น มันจะช่วย distract ตัวเองที่จมอยู่กับงานมากเกินไป 
เราพบว่า เวลาออกไปจดจ่อกับอะไรอย่างอื่น เดี๋ยวไอเดียที่เราคิดไม่ตกนั่น มันจะโผล่มาเอง

อาจบางทีเป็นการทำงานของระบบจิตใต้สำนึก เพราะช่วงที่เราวางแผนก็ดี หรือเขียนๆๆ ต่อเนื่องยาวนานมาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี สมองเราจดจ่ออยู่กับงานมากๆ จนมันซึมลงไปถึงระดับจิตใต้สำนึกโดยที่ตัวเราเองก็ไม่รู้ตัวหรอก

ทีนี้ เมื่อเราตันและเขียนไม่ออก พอพาตัวเองออกจากเขตแดนของการเขียน ปล่อยใจให้สบาย สิ่งที่คุกรุ่นอยู่ด้านใต้ จิตใต้สำนึกที่เราเข้าไม่ถึงมันจะส่งอะไรกลับมาให้เอง และมันก็จะโผล่มาในช่วงที่เราไม่คาดคิด ...นี่คงเป็นสิ่งที่คุณ Twyla Tharp เรียกว่าไอเดียใหญ่ ที่เธอว่าไม่ต้องไปตามหาหรอก ถ้ามันจะมา มันจะมาเอง และเมื่อมันมานะ มันจะอุ้มเรื่องราวของเราไปได้อีก 2-3 ยกเป็นอย่างน้อย



นอกเรื่องไปไกล...
กลับมาที่ช่วงไอเดียตั้งต้นเพื่อเริ่มเขียนนิยายเรื่องใหม่กันค่ะ

เพราะเราเองก็ยังอยู่ในระหว่างหัดเขียน การกักตุนไอเดียอาจมีไม่มากเท่านักเขียนที่แก่กล้าประสบการณ์ และถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะเริ่มต้นจากตรงไหนล่ะ? วิธีที่เราเคยใช้แล้วได้ผลกับตัวเอง มีดังนี้ค่ะ

1. Write what you want to know (ให้เขียนในสิ่งที่เราอยากรู้)
เราเขียนนิยายจบไปสองเรื่องได้เพราะเรามีคำถามในใจที่เราไม่รู้คำตอบ แต่เพราะอยากรู้ ก็เลยเขียนเป็นนิยายสองเรื่องนั้นขึ้นมา ระหว่างที่เขียนไปนั้น มันช่วยให้เราได้เสาะหา ทบทวน และทำความเข้าใจคำถามนั้น คำตอบที่ได้บางทีก็ง่ายมาก คำตอบที่ได้บางทีก็ดีจัง ทำไมก่อนหน้านี้ถึงคิดแบบนั้นไม่ได้ก็ไม่รู้ :-) แต่เพราะเขียน จึงได้คำตอบ

บางสำนักอาจสอนให้เขียนในเรื่องที่ “เรารู้” 
แต่เราเป็นพวกอยากเขียนในเรื่องที่ “เราอยากรู้” มากกว่า

อาจจะคล้ายกับเวลาลงเรียนวิชาเลือกนอกคณะ 
มันก็จะรู้สึกสนุกกว่าเรียนวิชาบังคับในคณะตัวเองล่ะมั้ง...

เราไม่ได้จบหมอ แต่อยากเขียนตัวละครเป็นหมอ 
รดน้ำต้นไม้ยังไม่ค่อยจะรอดเลย แต่เขียนเรื่องเจ้าของร้านขายต้นไม้ 
มาเขียนเรื่องธุรกิจหนังสือมือสอง โดยที่ก็ไม่ได้รู้หรอกว่าจริงๆ เขาต้องทำกันอย่างไร

แต่เพราะ “อยากรู้” ก็เลยไปค้นคว้าข้อมูล ไปอ่าน ไปถาม ไปคุย ไปดูสารคดี ไปศึกษาเพิ่มเติมมา เพราะ “ความอยากรู้” มันสนุกและมันกระตุ้นให้เราอยากรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ศึกษาไปจนถึงจุดที่ทำให้ตัวเองหายสงสัย

จุดเริ่มต้นก็แค่เพราะว่า “อยากรู้”

2. เติมข้อมูลลงบ่อ
บางที “ต่อมเอ๊ะ!” ของเราก็ไม่ค่อยทำงานเท่าไร เวลาเขียนงานเรื่องหนึ่งจบไปแล้วอยากเขียนงานเรื่องอื่นต่อเลย บางทีก็จะรู้สึกว่างเปล่า

ความรู้สึกกลวงเปล่าแบบนั้นน่ากลัว 
แต่มองอีกมุมหนึ่งแล้วก็ทำให้รู้สึกดีได้เหมือนกัน

มันแปลว่า เจ้านิยายเรื่องก่อนที่พึ่งเขียนจบไปน่ะ 
เราได้ทุ่มเททั้งหมดที่เรามีใส่ลงไปในนั้นหมดแล้วนะ

ดังนั้น ในช่วงเวลาแบบนี้ จะรู้สึกว่างเปล่าก็ไม่เห็นแปลก 
มันแปลว่า เรื่องที่ผ่านมา คุณใส่ลงไปเต็มที่ไง

พอบ่อน้ำว่างเปล่า ก็ต้องเติมน้ำ
เติมลงไปจนตาน้ำข้างล่างเริ่มจะผุดโผล่เองเข้ามาผสมด้วย
เมื่อถึงเวลานั้น เราก็มีไอเดียให้ทำงานต่อได้แล้ว :-)
 
การเติมข้อมูลลงบ่อ ได้แก่

2.1 ดูว่าเราสนใจอะไร
เช่น งานอดิเรก ความชอบ สถานที่ที่เราชอบ นักร้องที่เราชอบ เครื่องดนตรีที่เราชอบ blog ที่เราชอบ เหล้าที่เราชอบ ฯลฯ ไปดู เยือน กิน เสพย์ อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ลองไปสัมผัสมันให้ลึกซึ้งกว่าเคย ถามตัวเองดูว่า “ก็แล้วทำไมเราถึงชอบล่ะ?”

ในระหว่างที่เติมข้อมูลใหม่ใส่ลงมา อย่าจำกัดการรับสารเฉพาะทางตา เทคนิคที่เราใช้คือ การดมกลิ่น จับสัมผัส หรือฟังเสียง การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่น มันทำให้เกิดการรับรู้ในระดับที่ลึกกว่า (อาจเพราะวันๆ ตาล้าจากการจ้องคอมมากไปก็ได้)

เวลาไปเที่ยวหรือไปเยือนสถานที่ใหม่ อย่าพึ่งรีบถ่ายรูป แต่เลือกที่จะสัมผัสด้วยตัวเองก่อน ฟังเสียง ได้กลิ่น และสัมผัสบรรยากาศ หนาว? ร้อน? เหนียว? บันทึกประสบการณ์ทั้งหมดใส่ตัวของตัวเองก่อน แล้วค่อยบันทึกภาพ วาด หรือเขียนเก็บไว้

2.2 ดูข่าว อ่านบทความ-โพสต์-หนังสือ ดูหนัง-ซีรีย์-ละคร ไปชมนิทรรศการ-พิพิธภัณฑ์-แกลอรี่
กรณีไม่มีไอเดียเลยจริงๆ ทั้ง “ต่อมเอ๊ะ!” ก็นิ่งสนิท และเป็นคนไม่มีงานอดิเรก ไม่มีความชอบอะไรเลยด้วย ก็ต้องลองสุ่มทำดูไม่แน่ว่าอาจจะไปอ่านเจอกระทู้เด็ดๆ ในพันทิป อาจจะเจอคลิปน่าสนใจในยูทูป ไปนั่งรอหมอฟันก็อาจอ่านเจออะไรสะดุดตาในนิตยสารที่วางกองไว้ตรงนั้น

หรือบางที อาจจะใช้ “ข่าว” ก็ได้ เพราะข่าวบางข่าวมันกระทบใจหนักมาก เช่น เรื่องทีมหมูป่าติดถ้ำ ก็มีคนอยากขอนำเรื่องไปสร้างภาพยนตร์ หรือ Haruki Murakami เองก็ฝังใจกับคดีโอมชินริเคียวมาก จนเขียน Underground ออกมา

2.3 ลองทำอะไรใหม่ๆ เป็นครั้งแรก
ถ้าชีวิตปกติมันช่วยอะไรเราไม่ได้ ก็ต้องปรับโหมดใหม่ ไปลองทำอะไรที่ไม่เคยลอง อ่านอะไรที่ปกติไม่อ่าน ลองทำอะไรที่ปกติไม่ทำ การลองทำอะไรเป็นครั้งแรกจะปลุกประสาทสัมผัสเราให้ตื่นขึ้นทั้งตัว

ไม่ว่าจะเป็นการไปเมืองที่ไม่เคยไปเป็นครั้งแรก (ลองไม่ตื่นตัวก็ได้หลงทางกันพอดี), ไปปีนเขาครั้งแรก, นั่งรถไฟเหาะครั้งแรก, นั่งรถไฟไปหาเพื่อนครั้งแรก, นอนเต้นท์ครั้งแรก, หัดทำอาหารเกาหลีครั้งแรก, ตัดผมสั้นครั้งแรก, ซื้อเมล็ดผักกาดมาลองปลูกเองครั้งแรก, ลุกขึ้นมาทำการ์ดขอบคุณแฟนเป็นครั้งแรก ฯลฯ

การทำอะไรสักอย่างเป็น “ครั้งแรก” มันเป็นการกระตุ้นประสาทตัวเองโดยอัตโนมัติ ว่าจะต้องทั้งระวัง ทั้งพร้อมเรียนรู้ คือเปิดโหมดสั่งลุยเต็มที่ ในระหว่างที่จิตใจจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้น “ต่อมเอ๊ะ!” อาจทำงาน หรือมันอาจเริ่มทำงานหลังกิจกรรมทั้งหมดจบลงแล้วเรามาเขียนบันทึกทบทวนตัวเองว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง ได้เรียนรู้อะไรบ้าง


3. ทบทวนเหตุการณ์ที่เป็น “ที่สุด” ในชีวิตของตัวเอง
เหงาที่สุด/ เสียใจที่สุด/ เศร้าที่สุด/ ดีใจที่สุด/ โกรธที่สุด

เผชิญหน้ากับช่วงเวลาเหล่านั้นอีกครั้งบนหน้ากระดาษ เขียนมันลงมาว่าทำไม เพราะอะไร ถ้าแก้ไขได้ จะอยากแก้ไขอะไร

ในชีวิตจริง เราอาจแก้ไขไม่ได้ แต่ตัวละครในเรื่องที่เรากำลังจะเขียน อาจแก้ไขได้ก็ได้นะ

4. วิเคราะห์ตัวละคร
จะเป็นหนังสือ ซีรีย์ หรือภาพยนตร์ก็ได้ มันจะมีเรื่องบางเรื่องที่เราชอบ หรือบางทีเราก็ไม่ได้ชอบเรื่องหรอก แต่ตัวละครตัวหนึ่งในนั้นมันน่าสนใจ ให้หยิบตัวละครตัวนั้นมากางดูว่าเค้ามีเรื่องราว มีพัฒนาการอย่างไร

ถ้าเป็นสายชอบเขียนโดจิน จะเขียนโดจินก็ได้ (เดี๋ยวนี้เค้าเรียกว่าแฟนฟิครึเปล่านะคะ?) 
แต่ถ้ารู้สึกว่าชอบตัวละครแบบนี้ แต่อยากให้เขาเป็นแบบอื่น ในสถานการณ์อื่น สภาพแวดล้อมอื่น งั้นก็เริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวเองได้เลย :-)

เวลาเราตันๆ เราก็ชอบหยิบนิยายเรื่องที่เราชอบมาวิเคราะห์แยกส่วนดู คืออยากรู้ว่านักเขียนเก่งๆ เค้าทำยังไงกันน่ะค่ะ ก็จะได้เห็นทั้งลำดับเรื่อง พัฒนาการตัวละคร การใช้ภาษา แถมเห็นเทคนิคที่นักเขียนแต่ละคนใช้กันอีกต่างหาก มีให้เรียนมากมายไม่รู้จบจริงๆ ค่ะ วิธีนี้

ย้ำว่าให้ “วิเคราะห์” ไม่ใช่ “ลอกเลียนผลงาน” นะคะ 
สองคำนี้แตกต่างกันมาก วิธีทำก็ต่าง วิธีคิดก็ต่าง 
เราสนุกกับการเขียน ดังนั้น เราควรเขียนเองนะคะ


วิธีคิดหาไอเดียเท่าที่เราเคยลองทำมา ก็มีประมาณนี้ 
ถ้าใครมีวิธีหาไอเดียแบบอื่น แบ่งปันได้ก็จะยินดีมากๆ นะคะ 555

ข้อสำคัญก็คือ ไอเดียก็จะเป็นเพียงไอเดีย หากไม่ถูกนำไปสร้างสรรค์อะไร
เมื่อไม่ถูกลงมือสร้างให้เป็นจริงขึ้นมา ทุกอย่างก็เป็นเพียงอากาศ เป็นเพียงความคิดลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
ดังนั้น ถ้าอยากให้ไอเดียเกิดขึ้นจริง ก็ต้องเขียน ต้องลงมือทำค่ะ


วันนี้ก็สู้ต่อไปนะทุกคน
ขอให้เขียนงานได้ราบรื่นค่ะ

nananatte
9.01.2019


ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว และโฮสต์ล่าสุดที่เราใช้คือ spotify ค่ะ
สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง itune, podbean, soundcloud และ spotify ค่ะ

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Shallot
6 months ago
ขอบคุณมากเลยค่ะสำหรับบทความนี้ กำลังต้องเขียนเรื่องส่งอาจารย์พอดีแล้วรู้สึกงงๆ เริ่มไม่ถูก จะลองทำตามดูนะคะ :)
Reply
nananatte
6 months ago
หวังว่าพอจะช่วยได้บ้างนะคะ คุณ shallot
ขอบคุณที่แวะมาทักทายตลอดค่า (^___^)