กระเป๋าเหล็ก

สมศักดิ์ยื่นแขนผอม ๆ มาดึงกลับอย่างทุลักทุเล ลากฝ่ามือลูบบนกระเป๋าไป สายตาส่อความสนอกสนใจ “โอ้โฮ...กระเป๋าเหล็กเลยเหรอวะ?”


สมศักดิ์มองดูถนนที่เคลื่อนคลาโอบล้อมเขาไปเรื่อย ๆ เมื่อเขาเร่งเครื่องยนต์มุ่งหน้าไป ฮัมเพลงตามทำนองเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุตรงคอนโซลรถ มองดูถนน ณ เบื้องหน้าด้วยดวงตาเลื่อนลอย ขณะประคองรถให้วิ่งไปก็เหม่อมองดูแสงไฟสีเหลืองนวลส่องท้องถนนสีสลัวให้สว่างไสว แสงไฟนีออนหลากสีสันท่ามกลางเมืองไม่เคยหลับไม่เคยนอน ผู้คนในชุดแฟชั่นหลากอายุเดินผ่านไปมาบนฟุตบาธ รถราหลากหลายรุ่นวิ่งแล่นผ่านหน้าคล้อยหลังไปเรื่อย ๆ ราวกับว่าตอนนี้คือกลางวันก็ไม่ผิดนัก

เขามองดูแผงคอนโซล บอกเวลาเที่ยงคืนสิบสองนาที อีกไม่กี่นาทีรายการวิทยุแนวสยองขวัญจะเริ่มแล้ว --- และแม้เขาจะกลัวผีแต่ความอดอยากน่ากลัวมากกว่าเป้นไหน ๆ เรียกได้ว่าสมศักดิ์ยอมขอเลขเด็ดจากผีดีกว่าไม่มีเงินซื้อกับข้าวให้ลูกเมีย

รถแท็กซี่สีเหลือง – เขียวแล่นฝ่าผู้คนและราตรีกาลออกมาได้ในเวลาสิบห้านาที ต่อจากนี้เขาเห็นร้านรวงและแผงลอยตั้งตระหง่านบนทางเท้าแสนสงบเงียบ มีทั้งข้าวต้มโต้รุ่ง ผัดไทย บะหมี่เกี๊ยว หรือแม้แต่ส้มตำ เอาเป็นว่าเมืองกรุงเปรียบเป็นศูนย์รวมของทุกชนชาติในประเทศก็ไม่ปาน สมศักดิ์จอดรถแท็กซี่คู่ใจเลียบฟุตบาธ ดับเครื่องยนต์และเปิดประตูรถ เดินออกมาสูดอากาศเย็นพลางสำรวจแผงลอยนานาตรงหน้า มองไปก็นึกอยากจะเติมพลังให้ผ่านวลางานนี้ไปได้

เขาเดินไปยังร้านขายบะหมี่เกี๊ยวชื่อเดิม ๆ ซึ่งทุกที่ก็จัดร้านแบบเดียวกันหมดเพราะซื้อแฟรนไชส์มาทำจากเจ้าเดียวกันทั้งนั้น นั่งบนเก้าอี้พลาสติก วางศอกวางแขนนิ้วชี้เคาะโต๊ะ ซึ่งดังท่ามกลางราตรีที่ไม่สงบเงียบนัก เรียกหญิงสาวอายุไม่เกินสามสิบห้าให้เดินมารับออเดอร์ --- เธอมองเห็นสมศักดิ์ก็ผ่อนคลายลงเพราะรู้ว่าเป็นลูกค้าประจำ

“เหมือนเดิม?” หญิงขายบะหมี่เกี๊ยวถาม --- สมศักดิ์พยักหน้า เป็นอันเข้าใจกัน

ระหว่างที่หญิงขายบะหมี่เกี๊ยวจัดแจงทำบะหมี่เย็นตาโฟพิเศษของลูกค้าประจำไป เธอก็พูดขึ้นไปพลาง “เออพี่ศักดิ์ เมื่อกี้ไอ้จ๊อดมันไปซื้อของมาน่ะ แล้วเจอคนลืมกระเป๋าไว้ พี่ช่วยน้อยไปให้ตำรวจหน่อยสิ” ว่าจบเธอก็เดินถือชามพลาสติกวางตรงหน้าสมศักดิ์ ชายขับแท็กซี่รีบหยิบตะเกียบจัดการกินมื้อดึกทันที

กินไปก็ถามทั้งที่อาหารอยู่ในปาก “แล้วแกไม่ให้ไอ้จ๊อดไปคืนที่ สน. ล่ะ?”

“ไอ้จ๊อดมันรีบไปเล่นแค่ไหนพี่ก็รู้นี่ แถมบอกว่าจะกลับมาตีหนึ่งอีก” เสียงของหญิงขายบะหมี่เกี๊ยวฟังดูขุ่นมัว --- เธอรู้นิสัยสามีดี, ถ้าไม่หมดตัวหรือได้เงินกลับมาก็ไม่ออกจากบ่อนพนัน สมศักดิ์รู้จักสามีเธอดีเพราะเป็นเพื่อนกันจึงพยักหน้ารับ

เมื่อเขาทานเสร็จก็จ่ายเงิน น้อยมารับเงินที่โต๊ะพร้อมวางกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กสีเทาแวววาวตรงหน้า --- สมศักดิ์ยื่นแขนผอม ๆ มาดึงกลับอย่างทุลักทุเล ลากฝ่ามือลูบบนกระเป๋าไป สายตาส่อความสนอกสนใจ “โอ้โฮ...กระเป๋าเหล็กเลยเหรอวะ?”

“พลาสติกต่างหากล่ะพี่” น้อยว่า พลางอ้างไปถึงลูกชายที่เป็นนักศึกษาของเธอ “พี่เอาไปให้ตำรวจด้วยนะ...เห็นไอ้พิศมันว่าถ้าพี่เอาไปคืนพี่จะได้เงินจากในนี้ตั้งยี่สิบเปอร์เซ็นต์แน่ะ อย่าลืมเอามาแบ่งน้อยบ้างนะ”

สมศักดิ์รับปากว่าจะเอาไปส่งให้สถานีตำรวจ ซึ่งขับรถไปอีกยี่สิบนาทีก็ถึง --- แต่เมื่อกลับเข้ารถ เขาก็ลองเปิดล็อก แล้วเมื่อเปิดแง้มกระเป๋าเหล็กนั้นก็พบว่าในนั้นมีธนบัตรหนึ่งพันบาทวางเป็นปึกใหญ่ และไม่ใช่ปึกเดียวด้วย, มีตั้งสิบกว่าปึกเรียงสวยงามเหมือนขนมเค้กที่จันทราลูกสาวเขาซื้อมาให้เมื่อสองเดือนก่อน

ใครจะโง่เอาแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์วะ สมศักดิ์คิดในใจ ก่อนจะวางกระเป๋าไว้บนที่นั่งข้างคนขับ ปิดไฟป้าย ‘ว่าง’ ตรงหน้ารถ ก่อนจะคาดเข็มขัดนิรภัย, อย่างทุลักทุเล, ให้กับกระเป๋าเดินทางใบนั้น



...จนเมื่อเพ้อเจ้อไปไกลก็เริ่มคิดว่าเงินหนึ่งล้านบาทอาจจะมากพอสำหรับซื้อบ้านได้หนึ่งหลัง อีกทั้งยังจ่ายค่าเทอมที่ค้างคาอยู่ของลูก ๆ ได้จนหมด

ภัชรศรีลุกขึ้นตื่นอย่างัวเงียเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ดับเครื่อง ตอนแรกเธอเข้าใจว่าตอนนี้เป็นเวลาตีสี่เพราะสามีเธอ, สมศักดิ์, จะกลับมาในเวลานี้ประจำ แต่เมื่อเปิดประตูออกมาก็เพิ่งเอะใจว่าเธอเพิ่งนอนไปเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

“ทำไมกลับมาเร็วจังฮึ พี่สม?” ภัชรศรีถามสามี เห็นเขาลากอะไรออกมาจากในรถด้วย ท่าทางหนักพอสมควร

“พรุ่งนี้ศรีไม่ต้องไปขายของแล้วนะ” สมศักดิ์พูดด้วยรอยยิ้มจนทำเอาเธอแปลกใจพอควร สามีผลักเธอให้เดินเข้าไปในบ้าน ภัชรศีรีเดินไปหยิบโคมไฟเก่า ๆ จากโต๊ะทำการบ้านของลูกสาวในห้องนอนแล้วเอามาเสียบปลั๊ก เปิดไฟหน้าบ้าน แสงไฟสีขาวส่องให้กระเป๋าสีเงินแวววาวจับตาหญิงร่างท้วมวัยสามสิบห้าปี

“อะไรเนี่ยพี่สม?”

“มีคนลืมตังค์ไว้ที่ร้านไอ้น้อยน่ะซี”

สมศักดิ์อธิบายสั้น ๆ ไม่ว่าเปล่า เขาเปิดกระเป๋าให้ภรรยาตัวเองดู และก็ยิ่งทำให้ภัชรศรีตกใจจนอ้าปากค้างเมื่อเห็นธนบัตรหนึ่งพันบาทมัดรวมเป็นฟ่อนนอนสงบอยู่ในกระเป๋า แต่ตกใจได้ไม่นานเธอก็สะดุดใจกับคำอธิบายของสามี

“พี่สม...เงินมากขนาดนี้ทำไมไม่ให้ตำรวจล่ะ?”

สีหน้าของสมศักดิ์เปลี่ยนไปทันที “เฮอะ! ใครจะบ้าเอาไปให้ตำรวจวะ...นี่ศรี แกจะเอายี่สิบเปอร์เซ็นต์หรือจะเอาร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ? เป็นแม่ค้าซะเปล่า”

ภรรยาก็มีสีหน้าออกจาเอือมระอาความละโมบโลภมากของชายตรงหน้า “อ้าว! นี่แกว่าฉันเหรอตาสม? แล้วทีแกนับยังล่ะว่ามีเท่าไหร่? ถ้าในนั้นมีหนึ่งล้านเราก็ได้ตั้งสองแสนเลยนะ แค่นั้นก็มากจะตายแล้ว”

มือก็จะเอื้อมไปหยิบเงินปึกหนึ่ง แต่สามีตีมือ ยิ่งทำเอาภรรยาเดือดดาลกว่าเดิม ก็ตีแขนสามีกลับบ้าน สองผัวเมียมะรุมมะตุ้มตีแขนตีไหล่ไปมา ทะเลาะในแสงสลัวเงียบ ๆ เพราะกลัวลูก ๆ ตื่น แต่สุดท้ายก็เงียบไปด้วยความเหนื่อยล้า จนในที่สุดภรรยาก็เอ่ยขึ้น

“เอาไปคืนเขาเลยนะ”

“แล้วฉันจะรู้มั้ยเล่าว่าใครเป้นเจ้าของน่ะ?”

“ก็ให้ตำรวจเอาไปคืนให้ซีวะ”

“แล้วงี้เราจะได้สองแสนมั้ยล่ะวะ?”

ภรรยาเงียบไปในที่สุด --- และด้วยความอ่อนความรู้ด้านกฎหมายจึงได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ในบ้านเช่าเก่า ๆ เท่านั้น สองจิตสองใจว่าว่าจะเอาเงินไปส่งให้ตำรวจดีหรือไม่ และถ้าหากตำรวจได้ส่วนแบ่งยี่สิบเปอร์เซ็นต์แทนทั้งสอง พวกเขาจะทำอย่างไร...จนเมื่อเพ้อเจ้อไปไกลก็เริ่มคิดว่าเงินหนึ่งล้านบาทอาจจะมากพอสำหรับซื้อบ้านได้หนึ่งหลัง อีกทั้งยังจ่ายค่าเทอมที่ค้างคาอยู่ของลูก ๆ ได้จนหมด แถมยังเหลือเพื่อไปเปิดกิจการร้านขายผลไม้แบบที่สร้อย เพื่อนที่เปิดแผงลอยขายผลไม้เหมือนกันได้ไปเช่าที่ถึงในตลาดสด มีเงินเป็นกอบเป็นกำ

เมื่อสมศักดิ์ปิดกระเป๋าแล้วบอกกับภรรยาว่า “พรุ่งนี้แกไปรับลูกที่โรงเรียนมาด้วย ตอนเย็นเดี๋ยวไปห้างฯ กัน”

ภัทรศรีทำหน้านิ่ว “แล้วไอ้จันล่ะใครจะไปรับ? แค่ให้ไอ้จิ๊กกับไอ้แจงนั่งกับฉันก็หนักจะตายแล้วนะ”

สมศักดิ์ยกมือขึ้นมาเกาศีรษะไม่นานก็พูดอย่างดไม่ได้ “เออ ๆ เดี๋ยวฉันไปรับไอ้จันที่โรงเรียนก็แล้วกัน”




จันทรากะไว้แล้วว่าพ่อจะมารับเธอหน้าโรงเรียนแน่นอน เพราะเธอได้ยินทุกอย่างที่พ่อกับแม่อย่างชัดเจนมิผิดเพี้ยน แถมเมื่อตอนเช้าเธอก็แอบเปิดดูภายในกระเป๋าเดินทางนั้นแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังสงสัยว่าทำไมพ่อของเธอไม่เอาเงินไปให้ตำรวจ

เด็กหญิงวัยสิบสามปีในชุดนักเรียนคอซองเดินไปยังรถแท็กซี่สีเหลือง – เขียวซึ่งจอดไม่ไกลจากประตูหน้าโรงเรียนนัก เห็นแผ่นหลังพ่อกำลังพิงรถยืนสูบบุหรี่ เด็กหญิงเดินไปจนพ่อของเธอรู้ตัวแล้วจึงรอให้เขาเปิดรถ จันทราเข้าไปนั่งที่นั่งข้างหลัง ทิ้งกระเป๋า ปล่อยผมซึ่งผูกรวบด้วยริบบิ้นสีน้ำเงินแล้วถอนหายใจอย่างอดมิได้

“พ่อจะพาหนูไปไหนน่ะ?” เด็กหญิงแสร้งถาม ได้ยินเสียงรถติดเครื่องยนต์ พ่อบังคับพวงมาลัยขี่ออกไป

ผู้เป็นพ่อไม่ได้พูดอะไรออกมามากนักนอกจากบอกว่า “เดี๋ยวพาไปซื้อของที่ห้างฯ”

จันทราถามต่อ “ซื้ออะไรล่ะ?”

“อะไรก็ได้ที่แกอยากซื้อ”

เด็กหญิงมองออกในทันทีว่าพ่อจะเอาเงินพวกนั้นไปใช้แล้วจริง ๆ แต่กระนั้นก็ยังแกล้งถามราวไม่รู้ประสีประสาอะไร

“แล้วพ่อเอาเงินมาจากไหน?”

สมศักดิ์นิ่งอึ้งไป เขาเหลือบมามองลูกสาวผ่านกระจกมองหลัง แต่แล้วก็กลับไปสนใจทัศนวิสัยแสนวุ่นวายในบ่ายสี่โมงเย็นแทน



พนักงานขายชายวัยสามสิบปีในชุดประจำร้านกล่าวทักทายอย่างสุภาพแล้วผายมือไปยังเตียงขนาดเบ้อเริ่มตรงหน้า ยิ้มด้วยรอยยิ้มนักบริการ “เชิญลองได้นะครับ”

เด็กชายอายุสิบเอ็ดปีและเด็กหญิงอายุแปดปีเดินตามจันทราผู้เป็นพี่สาวไป ขนาบสองข้างและมีเด็กหญิงผู้พี่จูงมือไว้ เธอมองแผ่นหลังของพ่อและแม่ไม่วางตา จับสังเกตว่าทั้งสองดูเกร็ง ๆ ด้วยอาจจะไม่ค่อยชินที่มาเดินในห้างช่วงนี้ พ่อจะเอาเงินพวกนั้นไปซื้ออะไรบ้างนะ จันทราคิด แต่แล้วก็ต้องหยุดเดินทันทีเมื่อแม่หันมาบอกว่า

“จันอยากได้อะไรรึเปล่าลูก?”

--- สีหน้าเคร่งเครียดจนเด็กหญิงรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ก็ตอบออกไปเรียบ ๆ

“ไปดูฟูกนอนใหม่ได้มั้ยคะ...?”

--- น้ำเสียงไม่มั่นใจจนพ่อต้องเหลียวหลังมา แม่เริ่มมีสีหน้าเจื่อน ๆ

ไม่ค่อยมีใครสนใจจันทรากับน้อง ๆ เท่าไหร่ แต่ชายหยิงหลายคนเหลียวหลังมามองอย่าพินิจที่พ่อและแม่ของเธออยู่บ้าง เพราะตอนนี้พ่อยังอยู่ในชุดคนขับแท็กซี่สีฟ้า ส่วนแม่ก็ใส่ชุดลายดอกไม้กับกางเกงตัวโคร่ง ไม่เหมาะกับการมาเดินห้างเลย เด็กหญิงเห็นว่าแม่มองดูร้านขายเสื้อที่อยู่ทั้งสองฝั่งบ่อยมากแต่ก็หันกลับมาพูดกับพ่อเงียบ ๆ เท่านั้น จิระพงษ์หรือจิ๊กโก๋น้องคนรองเห็นร้านของเล่นแล้วก็งอแงอยากจะเข้า แต่เมื่อจันทราดุว่าต้องไปซื้อของใช้ก่อน บวกกับการสนับสนุนของพ่อทำให้เงียบไปได้

มาหยุดอยู่ที่โซนขายของใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ครอบครัวต่างหยุดมองด้วยความประหลาดใจเพราะไม่นึกว่าจะยิ่งใหญ่มโหฬารราวกับครองพื้นที่สามในสี่ของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ไปแล้ว --- ทั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ดูจะจำเป็นไปหมด ณ ขณะนี้ หรือแม้แต่ครอบครัวต่าง ๆ ที่เดินมาเลือกของใช้หรูหราในโซนนี้ก็ตาม

ทุกบรรยากาศอันแสนสุขราวกับได้เป็นคนใหม่ทำเอาพ่อและแม่อ้าปากค้าง ส่วนจันทรากลับต้องวิ่งแจ้นตามจินดาพร, หรือจุ๊บแจง, น้องสาวคนเล็กที่มุ่งหน้าไปยังเตียงขนาดคิงไซส์ซึ่งวางฟูกและหมอนสีขาวสะอาดราวกับที่นอนของราชาในนิทาน ทำให้พ่อแม่และลูก ๆ ตามไปถึงในร้าน และเมื่อเห็นตัวเด็กหญิงก็โล่งใจพอสมควรเพราะเด็กหญิงคนนั้นยังไม่ได้เดินไปไหนไกล

พนักงานขายชายวัยสามสิบปีในชุดประจำร้านกล่าวทักทายอย่างสุภาพแล้วผายมือไปยังเตียงขนาดเบ้อเริ่มตรงหน้า ยิ้มด้วยรอยยิ้มนักบริการ “เชิญลองได้นะครับ”

สมศักดิ์ตั้งท่าจะปฏิเสธแต่เมื่อเห็นว่าจินดาพรกระโดดขึ้นไปนอนข้างบนได้สำเร็จก็เหลอหลาปรี่เข้าไปอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา บอกให้เธอลุกขึ้นแต่เด็กน้อยกลับงอแง นิ้วจิกผ้าปูที่นอนตวาดแหวเสียงดัง “ปล่อยหนู...หนูอยากได้เตียงนี้...นุ่มมากเลยนะ...”

ชายผู้เป็นพ่อก็ได้แต่ส่ายหน้าทำอะไรไม่ถูก “แจงอย่าลูก เดี๋ยวของเขาก็เสียหายหรอก”

“พ่อซื้อให้แจงนะ...” เด็กหญิงว่า แต่เมื่อพ่อสั่นศีรษะก็ร้องอแงเสียงดัง เกือบจะเอาศีรษะซุกไปบนฟูกขาวสะอาดแต่พ่อรีบดึงเด็กหญิงมากอดไว้ในอ้อมอก ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดของเด็กหญิงและท่าทีขัดขืนแต่สมศักดิ์ยังกอดแน่นพลางดุไปด้วย

จันทราไม่ได้เดินเข้าไปดูแต่สะกิดแม่มาคุยด้วย

“แม่ ๆ พ่อเอาเงินมาจากไหน?”

ภัชรศรีบอกความจริงแก่ลูกสาว “พ่อแกไปเจอกระเป๋าใส่เงินน่ะซี เห็นมีเงินตั้งเป็นปึกก็เลยจะเอาเงินนั่นมาซื้อของให้พวกแกไง”

จันทราได้ฟังก็เดินปรี่เข้าไปหาน้องชายที่กำลังวิ่งไปที่เตียงนั้น สังเกตเห็นสายตาพนักงานขายซึ่งเจื่อนๆ เหลอหลาทำอะไรไม่ถูก จันทราเดินไปลากน้องชายออกมาจากของซื้อของขายได้ทันท่วงที ส่วนพ่อก็กำลังโอ๋เด็กหญิงทุกวิถีทาง โอ้โลมปฏิโลมไม่ให้ลูกสาวงอแงด้วยเกรงใจคน จันทราสบตามองแม่ แม่มองตอบด้วยความหมายเดียวกัน พวกเขากังวลกับเงินที่ได้มาอย่างบอกไม่ถูก

แต่ไม่ทันที่ครอบครัวจะได้ทำอะไร เสียงเดินตึงตังกรูมาไล่จากด้านหลัง พนักงานขายกระซิบเหงื่อตก “ตำรวจ...” เรียกให้ครอบครัวหันไปมองด้านหลัง --- ชายสิบคนคละอายุทั้งวัยยี่สิบกว่า ๆ จนถึงห้าสิบปลาย ๆ ทั้งสวมชุดกากีและชุดอื่น ๆ ที่ดูดี พอจะบอกได้ว่าเป้นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ เดินห้อมล้อมทั้งหน้าทั้งหลังห้าคน พ่อดึงลูกชายมาไว้ใกล้ตัว ส่วนจันทราถอยไปอยู่ใกล้พ่อแม่อัตโนมัติ ภัชรศรีตกใจอยู่ไม่นานก็ทำใจแข็งตะโกนถามออกมาเป็นคนแรก

“คุณตำรวจมีอะไรคะ?”

นายตำรวจที่น่าจะเป็นหัวหน้าก้าวออกมา ทั้งห้าคนถอยหลังหนีไปอีกทางจึงทำให้อีกฝ่ายหยุดแค่นั้น

“ผมขอถามคุณสมศักดิ์หน่อยได้มั้ยครับ?”

สมศักดิ์หน้าตาเหลอหลา ลนลานจนในที่สุดก็หลุดปาก

“ผ...ผมยังไม่ได้เอาเงินนั่นไปใช้เลยนะ! ผ...ผมไม่ได้ค้ายาหรือขโมยเงินใครมาด้วย...ก็ไอ้น้อยมันเอากระเป๋าเหล็กมาให้ผมผมก็เลยจะเก็บไว้เฉย ๆ!”

นายตำรวจดูสงบ แต่บรรยากาศยังเคร่งเครียด “ถ้างั้นคุณพาผมไปเอากระเป๋านั่นได้มั้ย?”

จันทรามองดูแม่และพ่อสลับกัน ภัชรศรีถามต่อ “แล้วมันมีอะไรกันแน่ล่ะคะคุณตำรวจ?”

“คุณนพดลเขาไปทำร้ายและปล้นเงินจากนักธุรกิจมาน่ะสิครับ เห็นว่าคุณน้อยภรรยาเขาบอกว่าได้ฝากกระเป๋าไว้กับคุณ”

ได้ยินเช่นนั้นสมศักดิ์จึงพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ “ไอ้จ๊อด...”

ภัชรศรียังคงทำใจดีสู้เสือ “แล้ว...พวกเราคงไม่โดนจับใช่มั้ยคะ?”

นายตำรวจคนดังกล่าวพูดเป็นนัย ๆ

“ก็ถ้าคุณส่งเงินพวกนั้นมาก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ”




สรุปแล้ว --- เหตุการณ์นั้นก็จบลงที่นายจ๊อดสามีนางน้อยถูกจับเข้าซังเตตามระเบียบ จันทราดูข่าวนี้ในโทรทัศน์แล้วเห็นตัวเองในโทรทัศน์ กำลังให้สำภาษณ์แก่นักข่าว ณ หน้าสถานีตำรวจภูธร

‘ครอบครัวหนูไม่รู้เลยค่ะว่าเงินมาจากไหน พ่อหนูได้เงินมาแล้วมาบอกพวกเรา บอกว่าพรุ่งนี้จะเอาไปคืนค่ะ...พวกเราไม่อยากได้เงินหรอกค่ะ แค่ไม่รู้ว่าเงินมาจากไหนทั้งนั้น’

เมื่ออีกใบหน้าปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์เก่า ๆ สมศักดิ์ผู้เป้นพ่อก็ปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมท ภัชรศรีที่นั่งข้าง ๆ กันยกมือขึ้นมาแพ่นกบาลอีกฝ่ายเสียงดัง สมศักดิ์ร้องอียยกมือมาลูบ

“จะปิดทำไมยะตาสม? เมื่อกี้ฉันได้ออกทีวีด้วยนะ...”

“ก็ฉันไม่อยากเห็นตัวเองในทีวีนี่หว่า...” สามีพูดอาย ๆ

“อดได้เตียงนุ่ม ๆ เลย...” จินดาพรน้องสาวคนเล็กบ่นขณะนอนบนตักของจันทรา

พี่สาวได้แต่ปลอบใจเธอ “เดี๋ยวถ้าเรามีเงินพี่จะเลือกที่ใหญ่ที่สุดให้นะ”

แต่แล้วสมศักดิ์ก็เปรยขึ้นมาอย่างหงุดหงิด “คงจะได้ซื้ออีกหรอกไอ้จัน --- ถ้าแกขอไอ้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์นั่นจากพ่อนักธุรกิจคนนั้นได้ก็ดี”

“แกนี่ก็หน้าเงินจริงนะ!” ภรรยาหันมาดุเสียงดัง “ถึงขอไปเขาก็ไม่ให้หรอกย่ะ”

“งั้นก็จิ๊กมาสักหน่อย --- ”

“เดี๋ยวจะสองทุ่มแล้ว...” หญิงร่างท้วมผู้เป็นภรรยาร้องขึ้นเมื่อเห็นนาฬิกาเรือนเก่าบนผนัง หันมาเห็นสามีทำหน้าเซ็ง ๆ ก็มองค้อน “ไปทำงาน! ไป!”

แล้วเขาก็ต้องกลับไปร้องโอ๊ยอีกรอบด้วยฝีมือของภัชรศรี ก่อนที่สมศักดิ์ลุกขึ้นไปหลังบ้านเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวขับรถแท็กซี่กะดึก จันทรามองเห็นน้องสาวนอนหลับอุตุบนตักก็ยิ้มออกมาอย่างเบาใจ ขออย่าให้พ่อเจอกระเป๋าเหล็กนั่นอีกเลยนะ... เด็กหญิงคิดพลางวางฝ่ามือนิ่มนวลลูบบนหัวจินดาพร เด็กหญิงตัวเล็กดิ้นเปลี่ยนท่า.


SHARE
Writer
IAMCHANOON
Summoner
ฤดูร้อนเป็นฆาตกรที่เลือดเย็นที่สุด

Comments