กท.ใส่ชุดไปรเวทได้ หรือเสรีภาพเด็กต้องรอผู้ใหญ่อนุญาต ?

ในช่วงนี้มีข่าวเรื่อง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ได้อนุญาตให้นักเรียนใส่ขุดไปรเวทมาเรียนได้ในวันอังคารของทุกสัปดาห์
ซึ่งหลังจากมีข่าวที่ว่านี้ออกไปก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งล่าสุดก็ได้มีเจ้าของบัญชีเฟชบุค ชื่อ “Moo Othavorn” ได้ออกมาแถลงการณ์ โดยผมตัดตอนข้อความบางส่วนที่สำคัญมาจากโพสต์นั้นดังนี้

“ ประเด็นแรกเลยคือไม่มีการยกเลิกชุดนักเรียน เด็ดขาดไม่ได้อยู่ในแนวคิดการทำวิจัยครั้งนี้ ประเด็นต่อมาคือ
การให้เด็กใส่ไปรเวทมาเรียนเป็นการทำวิจัยถึงการศึกษาตัวเด็ก ที่เมื่อเราให้อิสระทางความคิดแก่เค้าจะเกิดผลดีผลเสียตามมาอย่างไรถ้าเกิดผลดี ก็ไม่ได้หมายความว่ารร.จะยกเลิกเครื่องแบบ แต่จะหากิจกรรมหรือรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในเจนนั้นๆมาพัฒนาเพื่อต่อยอดต่อไป
คราวนี้ ที่มาของกระแสคัดค้านเกิดจากรร.สื่อออกไปผิดวิธี โดยไปเปิดหัวด้วยว่าเด็กๆมาขอรร.ใส่ไปรเวทมาเรียนรร.เลยอนุญาติ มันก็เลยไปกันใหญ่พี่ทอมก็แมนๆ ยอมรับตามตรงว่าอ่อนประชาสัมพันธ์ และสื่อสารผิดประเด็น “

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการอนุญาตให้ใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้ ไม่ได้เพราะมี “นักเรียนไปขอ” แต่มาจากการ “ต้องการวิจัย” ของผู้ใหญ่
คำถามต่อมา คือ เราควรดีใจ หรือ กังขา กับ “สิทธิ,เสรีภาพ” ของนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ได้มาในคราวนี้

สำหรับผม ผมว่าเราไม่ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เรา “จำเป็น” ต้องรู้สึกถึงทั้ง 2 อารมณ์ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว จะทำให้แนวทางการต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีของเยาวชนไทยคลาดเคลื่อนไป

ทำไมต้อง “กังขา” ?

เราต้องไม่มองว่า การที่โรงเรียนหนึ่งสามารถใส่ชุดไปรเวทไปเรียนในวันอังคารได้ เป็นที่สุดของสิทธิ,เสรีภาพของนักเรียนแล้ว เพราะ
1. ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่นักเรียนยังถูกกดทับด้านสิทธินี้
และจำเป็นต้องได้รับสิทธิของพวกเขาคืน
2. นอกจากเรื่องการถูกบังคับให้แต่งเครื่องแบบแล้ว ยังมีปัญหาของการศึกษาไทยอีกหลายประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข ยังมีสิทธิ เสรีภาพของนักเรียนอีกหลายอย่างที่ถูกริดรอนไป และไม่ได้เด่นชัดเท่าเรื่องเครืองแบบและทรงผม
3. สิทธิเสรีภาพที่ได้มาในคราวนี้นั้น ไม่ได้ทำให้เกิด “สำนึกในพลังของนักเรียน” เพราะเป็นการใช้อำนาจแบบ บนลงล่าง สังคมยังคงมองว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องรอให้มี “ผู้ใหญ่,นายทุน,ขุนศึก,ศักดินา,ผู้มีอำนาจ” บัญชาการลงมา หรือไม่ตัวผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องรอให้วันนึงที่ตัวเองมีอำนาจบาตรใหญ่เช่นนั้นค่อยสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

แล้วทำไมควร “ดีใจ” ?

1. เพราะ “นักเรียน” (หรือก็คือคนส่วนใหญ่) ได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ อย่างน้อยในวันอังคารพวกเขาก็สามารถแต่งตัวได้หลากหลายขึ้น (ภายใต้กรอบว่าขุดใดเหมาะสมบ้าง)

2. พวกเขาได้รับการ “ให้เกียรติ” ว่าพวกเขาไม่ใช่ เครื่องมือหรือสัตว์เลี้ยง ที่ต้องมีคนอื่นมาคิดแทนให้ตลอดเวลา

3. เพราะในการต่อสู้ของ “ผู้ไร้เสียง” ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นผลในปีสองปี หากแต่เป็นผลผลิตมวลรวมของประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ความสามัคคี,ความพยายาม,ความกล้าหาญ อีกมาก หากเราไม่ชื่นชมความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ที่ผ่านเข้ามาก่อนจะถึงเป้าหมาย ในที่สุดเราจะ “หมดใจ” เหนื่อยล้า และเลือกไปยืนอยู่ข้าง “ผู้มีเสียง” หรือเลือกที่จะเงียบเสียงตัวเองลง เพราะถูกความรักสบายกลืนกิน และกลายเป็น “ผู้ใหญ่ในแบบที่ตัวเองเคยเกลียด” ในที่สุด

อ่านมาถึงตรงนี้ผมว่าผู้อ่าน อาจจะสงสัยขึ้นมาว่า ไหนผมบอกว่าความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เป็นการใช้อำนาจจาก “บนลงล่าง” ทำไมเราควรจะนับว่ามันเป็น “ความสำเร็จ” ของเหล่าผู้ไร้เสียง ?

นั่นก็เพราะว่า การตัดสินใจของผู้ใหญ่ไม่กี่คน ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้าขึ้นนั้น ไม่ได้ผุกขึ้นมาจากอากาศธาตุ หากแต่มาจากการประมวลผลและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ใหญ่แต่ละคน การเรียกร้องขอคืนสิทธิของนักเรียน ไม่ได้พึ่งมีในปีสองปีนี้ ไม่ได้มีแค่ในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน หากแต่มีมาหลายครั้ง หลายสถานที่ในโลก ซึ่งเรามิอาจปฏิเสธได้ว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนนึงในการประกอบเป็น “การตัดสินใจ” ของผู้ใหญ่ในครั้งนี้

หรือถ้าพูดอีกแบบก็ คือ ถ้าเราไม่คิดว่าการที่ไอ้หนุ่มเซอเบียร์พร้อมปืนกระบอกนึง ที่เอาไปยิงใส่ “อาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์แห่งออสเตรีย” เป็น “สาเหตุทั้งหมด” ในการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1
ทำไมเราจะคิดว่า การอนุญาตให้ใส่ชุดไปรเวทมาเรียนในวันอังคารได้ เป็นผลมาจากการที่อยู่ๆผู้ใหญ่ไม่กี่คนไปคุยกันแล้วออกกฎออกมาว่า ให้คืนสิทธิอันพึงมีแก่นักเรียน


ถ้าหากเราเข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้แล้ว เราจะพบว่า “การต่อสู้ของผู้ไร้เสียง” ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ “ ณ ตอนนั้น” ล้วนแล้วแต่มีความหมายและมีประโยชน์เสมอ เพราะทุกๆครั้งที่ได้มีการต่อสู้ จารึกลงไปในประวัติศาสตร์ ขบวนการของผู้ไร้เสียงได้เรียนรู้และปรับปรุงต่อยอดจากรุ่นที่แล้ว ในขณะเดียวกัน ผู้มีเสียง ก็ได้เรียนรู้อีกเช่นกันว่า ถ้าหากจะยังดื้อดึงทำอะไรตามใจชอบต่อไป ย่อมต้องมีการต่อต้านเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นผู้มีเสียงที่มีความชาญฉลาด จะรีบปรับตัวและผ่อนปรน ก่อนที่การต่อต้านนั้นจะมาถึงตน มิหนำซ้ำในบางกรณียังได้รับการสรรเสริญจากในและนอกประเทศ ว่าเป็น “นักปกครองที่หัวก้าวหน้า” อีกด้วย

กลับกัน หากเรามองแบบคับแคบว่า “ถ้าม๊อบ A เรียกร้อง B แต่ไม่ได้ตามนั้น = แพ้,เปล่าประโยชน์,โง่,ทำไมไม่อยู่เงียบๆ” เราจะเข้าใจผิดอย่างมหันต์ในการวิเคราะห์ ความเป็นไปของเหตุการณ์ในโลก เพราะเราจะคอยมองแต่ว่าเมื่อไรจะมี “วีรบุรุษขี่ม้าขาว” มานำ “ดรีมทีม” จนนำไปสู่ความก้าวหน้าของทั้งสังคมได้ และเราจะไม่เห็นคุณค่าของการออกมาเรียกร้องต่อสู้ทวงคืนสิทธิ เราจะดูถูกพลังของคนธรรมดา และไปบูชาระบอบอำนาจนิยม แม้ว่าปากเราจะเรียกตัวเองว่าเป็น “คนหัวก้าวหน้า” ก็ตาม

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหากเราจะเคยชินกับวิธีคิดแบบนั้น เพราะเราก็ถูกการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยแบบเน้นตัวบุคคล ได้ตัดทอนเอาความจริงทางประวัติศาสตร์ออกไปเหลือเพียง “ฮีโร่” ที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่ถ้าปราศจากปัจจัยแวดล้อมรอบตัวที่ประกอบกันเป็น “ฮีโร่” คนนั้น ปราศจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ “ฮีโร่” คนนั้นก็เป็นแค่คนธรรมดาๆที่ไม่ได้น่าจดจำ
หรือก็เหมือนที่วาทะในตำนานที่เราเคยได้ยินมาแต่เด็ก คือ “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ซึ่งการไปคิดว่า “ไม่ต้องสู้หรอกสู้ไปก็แพ้” มันคือการคิดแคบๆว่า ถ้าตัวเองไม่ได้เป็นวีรบุรุษก็ไม่สู้
ซึ่งความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้มาจากการมี “วีรบุรุษ” หรอก หากแต่มาจากการมี “ผู้ร่วมสร้างสถานการณ์” (ซึ่งสถานการณ์จะไปสร้างวีรบุรุษ) ต่างหาก
สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ก็ คือ ลำพังแค่การ “มีความคิดก้าวหน้า” ไม่อาจนำไปสู่ผลที่ดีต่อตัวเองและสังคม หากปราศจากการรู้จักมีความสุขกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆที่ได้ระหว่างทาง หรือแม้แต่ความสำเร็จที่ตกอยู่กับผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่าเรา แม้ประโยชน์นั้นจะไม่ได้ตกแก่ท่านเอง ในที่สุดเราก็จะถูกแรงดึงดูดของ “อำนาจนิยม-เผด็จการ” ดึงเรากลับไปสู่บ่อเกรอะแห่งความโง่เขลาและเห็นแก่ตัว และเช่นเดียวกันลำพังการ “มองแต่แง่ดี” โดยคิดแต่เพียงว่า “ได้เท่านี้ก็ดีแค่ไหน” ก็จะดึงเราไปสู่บ่อเดียวกันกับบุคคลประเภทข้างต้น
ขอแสดงความยินดีกับนักเรียน ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จที่เป็นดั่ง “อีกความก้าวหน้า” ของสิทธิเสรีภาพของนักเรียนไทยครับ (แม้จะยังเป็นแค่การ "ทดลองใช้" ก็ตาม)

SHARE
Writer
PSYLENT
Rapper
อดีตนักเขียน Music Column @JOOX ,บรรณาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทรุ่น 1-4 ปัจจุบันเป็น Rapper ปากหมาจากวงซ้ายจัดชื่อ Kalibut ใน A.K.A PSYLENT และเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต) สนใจในประเด็น ปรัชญาการเมือง,ดนตรี,เพศ มีทั้งความสาระดีและสารเลว ปะปนกันไป สำหรับการจ้างงานเขียน หรือ อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องตั่งต่าง ติดต่อได้ผ่าน FB: มือกลอง กบฏ เด้อครับเด้อ

Comments