เมื่อเราถูกเด็กบ่นว่า "ผู้ใหญ่หัวโบราณ"
จำตอนเด็กๆได้ไหมที่เราชอบบ่นกับเพื่อนๆด้วยกันว่า “ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณจัง”

แล้วพอมาตอนโต เรากลับโดนเด็กๆบ่นใส่เราว่า “ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณจัง”

ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ เรากำลังจะโดนเด็กๆในสมัยนี้บ่นผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ว่า “ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณจัง”

เมื่อก่อนเพื่อนๆของผมตอนอยู่มัธยมชอบบ่นกันในกลุ่มเพื่อนว่า “ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณจัง ทำไมต้องมาเข้าแถวหน้าเสาธงแล้วต้องมาฟังอาจารย์พูดด้วย ทั้งๆที่เรื่องที่อาจารย์พูดมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย” แล้วก็สรรหาเรื่องราวที่ต้องบ่นเป็นประจำ ในยุคนั้นเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตเริ่มบุกเบิกจนใช้เป็นปกติในประเทศไทย ถ้าใครได้อ่านบทความเกี่ยวกับวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียมของผมมาก่อนหน้านั้น ผมคนหนึ่งครับที่มีประสบการณ์ในช่วงวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียม

ประเด็นเรื่องราวที่บ่นกับผู้ใหญ่ว่า “ผู้ใหญ่หัวโบราณจัง” มักจะเป็นการละเล่นหรือกิจกรรมที่เด็กวัยรุ่นสมัยนั้นฮิตมาก ๆ แต่ผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ มาโรงเรียนก็ต้องมาเรียนหนังสือสิ ไม่ใช่มันนั่งเล่นพวกการ์ดเกมยูกิ หรือลงเกม DOTA ในเครื่องคอม ซึ่งในยุคนั้นเกม DOTA ยังเป็น DOTA ภาคแรกอยู่ อาศัยใช้ Mod จากเกม Warcraft 3 Frozen throne อีกทีนึง อาจารย์บางคนถ้าเห็นนักเรียนกำลังเล่นของพวกนี้อยู่ ก็จะเรียกมาทำโทษ อย่างใช้ไม้เรียวตี หรือไม่ก็หักคะแนนความประพฤติ

ซึ่งพฤติกรรมแบบนั้นทำให้เพื่อนๆของผมในช่วงมัธยมบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำไมผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณจัง”

ไม่ใช่แค่ประเด็นนี้อย่างเดียว ยังรวมไปถึงระบบการคัดคนเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ O-NET กับ A-NET มาแรก ๆ เลย และรุ่นของผมเป็นหนึ่งในรุ่นหนูทดลอง ตอนนั้นก็มีบ่นๆอยู่ ในหมู่เพื่อนๆ

หลังจากนั้น ก็เป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยแล้วดำเนินต่อจนกระทั่งวัยทำงานอย่างตอนนี้

แล้วเมื่อผมอายุกำลังใกล้เข้า 30 ผมก็ทำ Content เกี่ยวกับเกมลง youtube เพื่อหารายได้เสริม พอทำไปทำมารู้สึกว่าบางคนเห็นคนที่เข้ามาดูตั้งคำถามกับผมว่า “ทำไมพี่หัวโบราณจัง โลกไปถึงไหนแล้วครับ”

ซึ่ง YouTube คนดูส่วนใหญ่เป็นเด็ก แล้ว Content เกี่ยวกับเกมส์เด็กจะสนใจเยอะมากๆครับ การที่เด็กมาบอกผมว่า “ทำไมหัวโบราณจัง” ทำให้นึกย้อนไปช่วงวัยรุ่นเพื่อนๆผมและบางครั้งผมก็บ่นกับคนบางคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วยังหัวโบราณอยู่

กลายเป็นว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”
 
ความคิดของผู้ใหญ่
 
สิ่งที่ผู้ใหญ่จะแตกต่างกับเด็ก คือเรื่องของความรับผิดชอบของชีวิต ในวัยเด็ก สิ่งที่รับผิดชอบก็มีไม่กี่อย่างก็จะมีการเรียนการทำกิจกรรมการหาเพื่อนแค่นั้น แต่พอมาตอนโต สิ่งที่เรารับผิดชอบจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องการงาน เรื่ององค์กร เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องการเลี้ยงดู และเรื่องอื่นๆที่มมันมีบทบาทในชีวิตของเรา คงคิดแบบเด็กๆไม่ได้อีกแล้ว 

ถ้าคิดแบบเด็ก ๆ ก็จะเน้นความสนุกเต็มที่โดยที่ไม่คิดถึงอนาคตต่อๆไป ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเด็กๆสมัยนี้คิดแบบผู้ใหญ่กันหมดทุกคนเลยไหม เดี๋ยวนี้เด็กๆเขาเก่งมากไหมครับ บางคนก็เปิดช่อง YouTube แล้วก็ทำรายได้เยอะกว่าผู้ใหญ่บางคนซะอีก หรือบางคนสร้างตัวเอง พัฒนาตัวเองเพื่อที่จะผลักดันตัวเองเข้าสู่วงการบันเทิงในอนาคต แต่สำหรับผมตอนวัยรุ่น ผมไม่ได้คิดเรื่องอนาคตอะไรแบบนั้น ออกแนวแบบใช้ชีวิตไปวันๆบางทีเลิกเรียนก็มาเล่นเกม หรือนัดทานข้าวกับเพื่อนๆ บางทีก็เล่นฟุตบอล อ่านการ์ตูน ฯลฯ

พอมาช่วงผู้ใหญ่ ไลฟ์สไตล์ของผู้ใหญ่ก็แตกต่างจากเด็กแล้ว ถ้าเป็นพนักงานประจำ ก็ต้องตื่นแต่เช้าแล้วก็ต้องออกเดินทางไปที่บริษัท แล้วก็ทำงานเจ้าหน้าทั่ง 6 โมงเย็นเลิกงานก็พักผ่อน แล้วชีวิตก็เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องเรื่อยๆอย่างน้อยประมาณ 5-6 วัน แล้ววัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักจะทำแต่เรื่องราวเดิมๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ทำให้การเรียนรู้ของในวัยผู้ใหญ่จะด้อยกว่าในวัยเด็กอยู่เยอะ แต่บางคนแก้ด้วยการฟังพ็อดคาสท์หรืออ่านหนังสือจากที่อื่นเพื่อเพิ่มความรู้ไปในตัว

ปัญหาคือส่วนใหญ่วัยผู้ใหญ่มักจะอยู่ในที่เดิมๆมีองค์ความรู้เดิมๆ แล้วก็รวมไปถึงเพลงที่ฟังมีแต่เพลงเดิมๆ อย่างผู้ชายที่เติบโตในวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียม บางคนก็ฟังเพลงเก่าๆของแคลช หรือบางทีก็ Silly Fools ไม่ค่อยเปิดรับพวกอะไรใหม่ๆมากนัก มันเป็นเรื่องปกติของวัยผู้ใหญ่ที่จะสร้างผลเสียกับคนวัยผู้ใหญ่ในระยะยาว ตรงนี้คนวัยผู้ใหญ่ต้องปรับตัวด่วนเลย ต้องพยายามหาอะไรใหม่ๆเข้ามาในชีวิตบ้าง 

และพฤติกรรมของผู้ใหญ่หลายๆคนมักจะเป็น สมัยก่อนตอนเด็กๆมักจะเกลียดพฤติกรรมนี้จากผู้ใหญ่มากๆ นั่นคือ “การที่ชอบวิจารณ์” เพราะว่าตอนเด็กๆเรามักจะชอบสร้างสรรค์หรือทำอะไรที่มันแปลกและแตกต่างจากคนอื่น แต่ผู้ใหญ่มองว่าสิ่งที่ทำไปมันไร้สาระมันทำไปแล้วได้เงินเหรอ หรือทำไปแล้วเกิดประโยชน์อะไรกับสังคม ผู้ใหญ่มักจะตั้งคำถามต่างๆนานาให้เด็กเลิกเรียนรู้

แล้วพอผมตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ ความคิดที่ชอบวิจารณ์คนอื่น มันเริ่มส่งผลและพยายามทำ มันเหมือนเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ใหญ่เลย บางครั้งผมเผลอวิจารณ์คนนู้นคนนี้โดยที่ไม่ได้รู้ตัว พฤติกรรมที่ชัดเจนคือการเล่น Social Network ในสมัยก่อนกับสมัยนี้ เมื่อก่อนตอนที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนก็จะอัพรูปที่ไปเที่ยวกับเพื่อนลง Facebook ของตัวเอง แต่พอยุคทํางานแล้ว ก็เจอแต่ที่เดิม ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ มันก็ไม่น่าถ่ายรูปแล้วก็ลงเฟส

แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆก็คือ “วิจารณ์เรื่องราวต่างๆนานาลงใน social network ของตัวเอง” จะว่าไปการวิจารณ์มันก็เหมือนการแสดงความคิดเห็น มันก็เหมือนการพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในหัวข้อแต่ละหัวข้อ แล้วที่สำคัญมันง่ายด้วย แต่ความง่ายของมันมันทำให้เรามักจะวิจารณ์ในองค์ความรู้เดิมๆ แล้วเมื่อเราพูดแต่ความรู้เดิมๆโดยที่ไม่มองว่าโลกไปไกลถึงไหนแล้ว สุดท้ายก็จะโดนเด็กๆบ่นว่า “ผู้ใหญ่หัวโบราณจัง” ในที่สุด

ความคิดของเด็กในยุคนี้ 

พูดถึงความคิดของผู้ใหญ่ไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงความคิดของเด็กในยุคนี้กันบ้างครับ พฤติกรรมและความคิดของเด็กในยุคนี้เปลี่ยนไปจากเด็กในยุคเราๆหรือก่อนหน้านั้นค่อนข้างมากพอสมควรครับ บางทีเราอาจจะโต้แย้งเด็กแล้วเราอาจจะแพ้เด็กในที่สุด เพราะเด็กในยุคนี้เติบโตมากับแหล่งความรู้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต และรู้จักการใช้ Social Network ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆรู้จักกันใช้ Social Network ก็ประมาณอายุ 17-18 กันแล้ว

ไอดอลของเด็กในยุคนี้ไม่ใช่ดาราและนักร้องที่เห็นตามทีวีหรือภาพยนตร์เหมือนในยุคก่อนก่อน แต่กลับเป็น YouTube creator ได้ยินไม่ผิดครับ YouTube creator นี่แหละคือไอดอลของเด็กในยุคนี้

ก็อย่างที่บอก พฤติกรรมการเสพสื่อของเด็กสมัยนี้เร็วกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆมาก บางครอบครัวก็เลี้ยงลูกโดยให้แท็บเล็ตกับลูกแล้วให้ลูกเปิดดู เอาจริง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ดี พ่อแม่อย่าทำกันนะครับ อาจจะเป็นผลเสียระยะยาวสำหรับเด็กคนนั้น แต่มันเป็นกรณีศึกษาที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆควรรู้พฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ครับ

ไม่ใช่แค่ YouTube Creator ที่มีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของเด็กในยุคนี้ การศึกษาของเด็กๆในยุคนี้ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าย่ำแย่ ระบบการศึกษาอาจจะไม่ดีก็จริง แต่เด็กๆสมัยนี้แก้ปัญหาด้วยการหาตำรานอกโรงเรียน อย่างเช่นติดตามเพจที่ให้ความรู้แนว ๆ วิทยาศาสตร์ หรือเข้าดู YouTube ที่สอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น

พูดถึงการเรียนการสอนของเด็กในยุคนี้ทำให้ผมนึกถึงในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษของผม ซึ่งมีหนังสือนั้นมีภาพเปรียบเทียบระหว่างการเรียนการสอนในสมัยนี้กับการเรียนการสอนในอนาคต เขาบอกประมาณว่าในยุค 90 การเรียนการสอนก็คือนักเรียนจะเจอกับครูแล้วสอนเป็นรายบุคคลหรือสอนเป็นกลุ่ม แต่พอในปี 2010 เป็นต้นไป การเรียนการสอนจะสอนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วมันก็เป็นจริงตามที่คนในสมัยก่อนคาดเดาเอาไว้ เพียงแต่ไม่ใช่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้นยังรวมไปถึงจอมือถือและแท็บเล็ต

และการใช้งาน Social Network ของเด็กๆในยุคนี้ที่เร็วมากๆ ทำให้เด็กๆในสมัยนี้เรียนรู้การแสดงความคิดเห็น เพราะ Social Network ในปัจจุบันอย่าง Facebook ผลักดันให้คนแต่ละคนแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาตามโพสต์ต่างๆ ผมเข้าไปดูคอมเม้นของเด็กๆที่แสดงความคิดเห็นของเรื่องแต่ละเรื่อง บางความคิดเห็นผมเห็นแล้วอึ้งกับความคิดของเด็กในยุคนี้ครับ

ไม่ใช่ความคิดเห็นไม่ดีนะครับ แต่มันเป็นความคิดเห็นที่ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างเราเราจะรู้ในบางเรื่อง คือคนที่เป็นกูรูจริงๆเวลาแสดงความคิดเห็นเรื่องราวแต่ละเรื่อง เราอ่านแล้วได้รับความรู้ไปด้วยนะ มันก็เหมือนกับเวลาเราพูดเรื่องนึงแล้วมีคนพูดเรื่องนั้นเสริมให้คนในวงรู้ไปตาม ๆ กัน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ เชื่อเลยครับว่าเด็ก ๆ ในยุคนี้มีความคิดเป็นของตัวเองสูง ถ้าจะเชื่อจะต้องอ่านแล้วอ่านอีกอ่านแล้วอ่านอีก ใครมาพูดกรอกหูจะเชื่อยาก 

นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้ Social Network ของเด็กๆในยุคนี้ เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คือถ้าไม่ได้เป็นคนสาธารณะก็เป็นคนส่วนตัวไปเลย เวลาเล่น Social Network ก็จะเล่นกับหมู่เพื่อนๆที่รู้จักกันเท่านั้น ต่อให้หน้าตาดีแค่ไหนแต่ถ้าต้องการความส่วนตัวในโลกออนไลน์เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้โพสต์ของเขาไม่แพร่กระจายไปวงกว้าง หรือบางทีเลือกที่จะโพสต์บางเรื่องราวแบบสาธารณะ และบางเรื่องราวแบบเฉพาะเพื่อน

และเพื่อนรุ่นน้องบางคนที่ผมสนิทกัน ในอินสตาแกรมเขาไม่โพสต์รูปของตัวเองเลย แต่เรื่องแชร์ในสตอรี่แทน ผมเคยไปถามน้องคนนี้ว่าทำไมไม่โพสต์รูปทั่วไปใน Instagram ของตัวเองทำไมโพสแต่ในสตอรี่ น้องให้เหตุผลว่า

คือหนูเป็นคนที่ชอบโพสอะไรเยอะมาก ๆ ค่ะ อย่างบางทีไปเที่ยวเจออะไรอร่อย ๆ ก็จะถ่ายแล้วให้เพื่อนๆดู ถ้าเกิดหนูโพสต์ถี่ ๆ ในไทม์ไลน์ปกติ นอกจากมันจะรกนิวฟีดแล้วมันทำให้โปรไฟล์ไม่สวยด้วย บางทีคิดแล้วคิดอีกว่าจะเอารูปอะไรลงในโปรไฟล์ของตัวเอง คิดมากไปก็ปวดหัวเลยเน้นเล่น Story มากกว่าค่ะ
 
นับวันโลกไปไกลมาก แล้วทุกๆปีมันก็จะเร็วขึ้น  

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ถ้าคนในยุคปี 1800 นั่งไทม์แมชชีนมาในปี 1900 จะเกิดปรากฏการณ์ culture Shock เล็กน้อย แต่ถ้าเอาคนปี 1950 มานั่งไทม์แมชชีนไปในปี 2,000 อาจจะเกิดปรากฏการณ์ culture Shock อย่างรุนแรง หรือแม้แต่เอาคนในปี 2000 มานั่งไทม์แมชชีนำไปในปี 2020 มันก็เกิดปรากฏการณ์ Culture Shock ได้เช่นกัน

ซึ่งนับวันภาพอนาคตของภาพยนตร์ยุค 80 หรือ 90 ที่จินตนาการในยุคอนาคต เริ่มจะเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าบางอย่างมันจะไม่จริง เทคโนโลยีในสมัยนี้ยังไปไม่ถึง แต่อย่างน้อยสิ่งที่แสดงให้เห็นในภาพยนตร์แนวไซไฟของยุค 80 หรือ 90 มันเป็นการคาดเดาที่ใกล้ความเป็นจริงเข้าทุกที

สิ่งที่ทำได้สำหรับผู้ใหญ่ในยุคนี้ คืออย่ายึดติดกับภูมิความรู้เดิม ๆ ที่เคยเจอมา เรื่องราวในอดีตที่เรามักจะระลึกถึง บางทีอาจจะไม่มีค่าในสายตาของคนหลายๆคนในยุคนี้ เว้นแต่ว่ามีคนที่ชอบวัฒนธรรมและความเป็นไปของยุคของเราโดยการสร้างสถานที่ที่รวบรวมความทรงจำดีๆในช่วงยุค Millennium

ตรงกันข้าม พยายามติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงและความรู้ใหม่ ๆ ทุกวัน โชคดีมากที่ในยุคนี้วิทยุพัฒนากลายเป็นรายการพ็อดคาสท์ที่เราสามารถรับฟังและเลือกหัวข้อแต่ละหัวข้อว่าตอนนี้อยากจะฟังเรื่องอะไรได้ทุกที่ทุกเวลา ขอให้ต่ออินเตอร์เน็ตได้ก็พอ แล้วเดี๋ยวนี้ช่องพ็อดคาสท์ดังๆในไทยก็เริ่มมีให้ฟังกันเยอะกว่าเดิม และแต่ละช่องได้รับข่าวสารความรู้กันไปต่างๆนานา เรื่องราวที่ยังไม่รู้ก็ได้รู้ในที่สุด

 
SHARE
Writer
Campzzz
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments