สิ่งที่เราโพสต์ลงบนโลกโซเชียล ใช่ตัวตนเราจริงๆ หรือไม่?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่มักทำหลังตื่นนอนคือการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบไลน์ เช็คการแจ้งเตือนต่างๆ จากโลกโซเชียลอย่างเช่นเฟซบุ๊ก เลื่อนหน้าฟีดอ่านโพสต์นั้นโพสต์นี้ โพสต์เป็นสิบเป็นร้อยได้ผ่านตาเราไปเรื่อยๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และเทคโนโลยีของโลกที่เราเหยียบยืนอยู่ล้วนเอื้ออำนวยต่อการเชื่อมถึงกันมากขึ้น เราจึงอยากรับรู้เรื่องต่างๆ ของคนอื่น นอกจากการที่เราเป็นฝ่ายรับรู้แล้ว เรายังอยากให้คนอื่นรับรู้เรื่องราวของเราอีกด้วย เราอยากให้คนเห็น, กดไลก์, แสดงความคิดเห็นหรือแชร์ มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเรื่องราวของเรา หรือจะกล่าวให้ชัดเจนอีกก็คงจะเป็น “รับรู้ถึงตัวตนและการมีอยู่ของเรา” เราจึงโพสต์แต่ละอย่างออกไปนั่นเอง ทั้งการโพสต์ข้อความ, รูปภาพ หรือแม้กระทั่งวีดีโอ

แน่นอนว่าก่อนเราจะโพสต์แต่ละอย่าง มักจะต้องถูกคัดกรองโดยตัวเราก่อน จะโพสต์เรื่องอะไรดี? เรื่องนี้ดีไหม? แล้วจะใช้คำอย่างไรดี? จะโพสต์รูป เริ่มจากถ่ายก่อน จะถ่ายแบบไหนดี? หรือหากมีรูปพร้อมโพสต์แล้ว จะแต่งแบบไหนดี? รูปดูดีหรือยัง? สาเหตุที่เราคัดกรองขนาดนี้ (ซึ่งแต่ละคนอาจจะมากน้อยต่างกันไป) เพราะเรามีความคาดหวังว่าจะให้คนที่รับรู้เรื่องราวของเรานั้นสนใจ ชอบ หรือไม่ถึงขนาดชอบ แต่ขอให้ไม่เกลียดก็พอ
เพราะความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างเราๆ นั่นก็คือ
“การได้รับการยอมรับ” นั่นเอง
เราคัดกรองหนึ่งโพสต์ก่อนจะกดโพสต์ และในการโพสต์ครั้งต่อๆ ไป เราก็คัดกรองทุกครั้ง บางครั้งอาจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว เกิดเป็นความต้องการที่ว่า “ต้องการได้รับการยอมรับ พร้อมๆ กับการที่ให้คนยอมรับในแบบที่เราเป็นเราในแบบนี้เท่านั้น แบบที่เราเลือกแล้ว คัดกรองแล้ว” เช่น จะต้องจำและยอมรับเราในแบบที่เราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงความคิดเห็น, จะต้องจำและยอมรับเราในแบบที่เราเป็นคนอ่อนโยน, จะต้องจำและยอมรับเราในแบบที่เราชอบถ่ายรูป ตลอดไปจนถึงจะต้องจำและยอมรับเราในแบบที่เราเป็นผู้นำแฟชั่น แต่ความจริงแล้ว ตัวตนเราในโลกจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิด และเราก็ไม่ได้มีความสุขกับการเป็นแบบนั้นบนโลกโซเชียลเท่าไหร่ด้วย
เราคัดกรองไปเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่า “ตัวตนบนโซเชียล” ของเราต่างจาก
“ตัวตนในชีวิตจริง” คนจำเราอีกแบบ เป็นแบบที่เราคัดกรอง อยากให้เป็น
ในขณะที่ตัวตนเราเป็นอีกแบบ 
เช่น เราชอบโพสต์รูปเข้าสังคม เฮฮากับผู้คนเยอะแยะ แต่ความเป็นจริงเราชอบอยู่บ้าน ชอบไปนั่งที่สงบๆ แต่ที่เราโพสต์แบบนั้น เราแค่อยากให้คนเห็นว่าเราเป็นคนเข้าสังคมเก่ง, เราชอบโพสต์เพลงแปลกๆ ภาพอาร์ตๆ ที่เราเองก็ไม่ได้อินกับมันนัก ในขณะที่ตัวตนเราชอบฟังเพลงทั่วๆ ไป ดูรูปขำๆ ตลกๆ ทั่วๆ ไป แต่ที่เราโพสต์แบบนั้น เราแค่อยากให้คนเห็นว่าเรามีรสนิยมดี

ผลคือ นอกจากการที่เราจะรู้สึกไม่ได้เป็นตัวเองบนโลกโซเซียล ที่ซึ่งจำลองการใช้ชีวิต การเข้าสังคมของเราแล้ว การได้รับการปฏิบัติก็อาจต่างกันไปด้วย คนส่วนใหญ่จะเข้าหาเรา เปิดประเด็นกับเรา ใช้คำพูดกับเราในแบบที่เขารู้จักเราจากตัวตนที่เราสร้างไว้บนโลกโซเชียล “ที่เที่ยวกลางคืนที่ไหนน่าไปบ้าง แนะนำหน่อย, ไปเที่ยวกลางคืนด้วยกันไหม?, ฟังเพลงของศิลปินคนนั้นด้วยหรอ? ไม่ค่อยเห็นคนฟังแนวนี้เหมือนกันเลย ดีจัง" ก็ไม่ได้ผิดอะไรที่คนเหล่านั้นจะเข้าหาเราในแบบที่เขาคิดว่าเขารู้จักเราแบบนั้น แต่ปัญหาจะค่อยๆ เกิดที่ตัวเราเองเมื่อเรารู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวเราจริงๆ เราจะเริ่มอึดอัด ต่อให้สิ่งเหล่านั้นจะเชื้อเชิญให้คนยอมรับและเข้าหาเราก็ตาม ความสุขในการอยู่บนโลกโซเชียลของเราก็จะหายไป ล็อกอินเข้าไปอยู่ทีไร คนก็จำเราในแบบที่เราสร้างไว้ เหมือนไม่ใช่ตัวเราเอง
จะว่าไปก็เหมือนการเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไปอาศัยร่างของคนอื่นอยู่
อย่างในหนังเรื่อง Homestay เลยเนอะ (โยงไปถึงนั่นได้ยังไง?)
อย่างหนังเรื่อง Ingrid Goes West (2017) หนังที่ชนะรางวัลสาขาบทภาพยนตร์อย่าง Waldo Salt Screenwriting จากเทศกาล Sundance Film Festival เล่าเรื่องราวของอิงกริด หญิงสาวที่มีความป่วยจิตจากการเล่นโซเชียลในอดีตได้เห็น “เทย์เลอร์” หญิงสาวคนดัง ผู้ติดตามเยอะ ได้ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารถึงความเป็นมิตรของเธอ ด้วยความที่เทย์เลอร์ดูเป็นมิตรและเป็นคนดัง อิงกริดอยากมีเพื่อนแบบนั้น จึงตัดสินใจลากกระเป๋าไปอยู่ในเมืองที่เทย์เลอร์อยู่ ถ่ายรูปอาหารเมนูเดียวกันกับที่เทย์เลอร์กินและอัปโหลดลงไว้ในอินสตาแกรมเหมือนกับที่เทย์เลอร์ทำ ไปจนถึงแต่งตัวและใช้กระเป๋าเหมือนเทย์เลอร์ และเรื่องวุ่นวายต่างๆ ก็เกิดขึ้น เมื่ออิงกริดหาทางพยายามจะเป็นเพื่อนกับเทย์เลอร์ให้ได้

นอกจากอิงกริดจะต้องการเพื่อนแล้ว อิงกริดยังอยากได้รับการยอมรับด้วย ซึ่งอิงกริดเองก็ไม่ได้เป็นตัวเองในการทำสิ่งเหล่านี้ เหมือนตัวเองเป็นใครก็ไม่รู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่อิงกริดทำ และประเด็นเหล่านี้ก็ไม่ไกลตัวเราเท่าไหร่นัก
เราเองก็อาจสนใจทำอะไรที่ถ้าทำแล้วคนจะยอมรับ เราก็จะทำ
ทำไปเรื่อยๆ จนมันไกลความเป็นตัวเราไปเรื่อยๆ
จากบทความ “ความทรงจำที่เพิ่งสร้าง : โซเชียลมีเดีย กับความจริงและความทรงจำที่ถูกบิดเบือน” บนเว็บไซต์ The MATTER ได้หยิบยกแคมเปญ 10 Years Challenge บนเฟซบุ๊กมากล่าวถึงประมาณว่า “เราอาจรู้สึกแปลกกับภาพในอดีต 10 ปีที่แล้วของตัวเอง ว่าการแต่งตัวแบบนั้น ทรงผมแบบนั้น การโพสต์ท่าแบบนั้น หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ การใช้ภาษาแบบนั้นผ่านการโพสต์ ทุกอย่างที่ดูเป็นเราแบบนั้น มันใช่เราหรอ?” เมื่อเวลาผ่านเลย การพัฒนาการของตัวเราเองก็ผ่านไปตามกัน นั่นเลยกลายเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบระหว่างตัวตนของเราจริงๆ กับตัวตนของเราบนโลกโซเชียลที่ไม่เหมือนกันได้แบบเห็นภาพมากขึ้น (ในกรณีที่เห็นตัวเองในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ถ้าย้อนไปแค่ 1-2 ปีอาจไม่เห็นภาพเท่าไหร่ ย้อนไป 10 ปีเลยเห็นชัดดี) จะว่าไป ใครที่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเมื่อ 10 ปีที่แล้วหลงเหลืออยู่ก็ลองไปค้นมาดูกันได้ 

อยากให้เราทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้เมื่อเราได้ออนไลน์เข้าสู่โลกโซเชียลในแต่ละวัน เราได้เป็นตัวเองบนนั้น และมีความสุขจริงๆ ไหม เพราะการอยู่บนโลกโซเชียล ก็เหมือนการอยู่บนโลกเสมือนจริงอย่างหนึ่ง เพราะบนนั้นก็มีสังคมอยู่
ให้การใช้ชีวิตอยู่บนโลกโซเชียล
ได้มีความสุขเหมือนการใช้ชีวิตอยู่บนโลกจริง
คนจะได้รู้จักเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ และถ้าหากหลายๆ คนทำได้
เราก็จะได้รู้จักคนอื่น
ในแบบที่เขาเป็นจริงๆ เช่นกัน
แต่หากเรารู้สึกว่าเราได้เป็นตัวเองทั้งสองโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าตัวตนทั้งสองโลกจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็ตาม ขอแค่เรามีความสุข นั่นก็โอเคแล้ว หรือในกรณีที่ชีวิตบนโลกจริงเจอแต่เรื่องเครียด ขอเป็นตัวเองอีกเวอร์ชั่นบนโลกโซเชียล และการเป็นแบบนั้นทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ก็โอเคเหมือนกัน

SHARE

Comments