แม่น้ำวังอำพราง
ตอน1

เมื่อฝนเริ่มฤดูกาลของมันในบ่ายนั้น ผมได้แต่นั่งมองมันโปรยปรายผ่านบานหน้าต่าง ฟัง 
เสียงระงมของเม็ดฝนที่หล่นลงมากระทบหลังคา นอกบานหน้าต่าง ต้นสักริมทางพากันลู่ใบตามลมฝน เลยออกไปแม่น้ำวังกำลังถูกโบยกระหน่ำ ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นเม็ดยุบยับราวกับถูกลงทัณฑ์

ในบางช่วงเวลาผมหลงรักสายฝน ผมชอบอารมณ์ที่ได้เหม่อมองสายฝนผ่านบานหน้าต่างและครุ่นคิดอะไรบางอย่างระหว่างนั้น อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกรักสายฝนในขณะที่ตัวเองไม่เปียกปอน เมื่อมันมีสถานะเป็นเพียงทัศนียภาพงดงามผ่านบานหน้าต่างอันอบอุ่นของห้องนอน แต่ในยามที่ต้องเดินเปียกปอนอยู่ภายนอก แน่นอน ผมเกลียดสายฝนเป็นที่สุด

ผมเคยเหม่อมองสายฝนผ่านหน้าต่างหลายบาน ก่อนย้ายมาลงหลักปักฐานที่ลำปาง เมื่อครั้งทำงานในเมืองหลวง ผมย้ายห้องพักค่อนข้างบ่อย ผมมักเลือกห้องพักที่มีหน้าต่างไว้รับลม นอกจากนี้ก็เพื่อให้ได้มองเห็นความเป็นไปของโลกภายนอก หรือได้แหงนหน้ามองท้องฟ้าและดวงดาวอันหม่นมัวในเมืองได้บ้าง ในกรอบหน้าต่างที่ผ่านมาของชีวิต ผมจดจำมันได้ทุกภาพ ภาพบางภาพไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากวันแรกที่เห็น ภาพบางภาพเปลี่ยนแปลงไปเพียงน้อย ส่วนบางภาพเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อผมตื่นขึ้นมาต้นไม้ในกรอบหน้าต่างก็ถูกแทนที่ด้วยตึกสูงระฟ้า

ภาพของแสงจันทร์นวลกับแสงไฟริมทางตรงกรอบหน้าต่างห้องเช่าแห่งหนี่งของบางช่วงชีวิต ในวันที่เมามายผมเคยเอื้อมมือไปคว้าพระจันทร์ ก่อนพบว่าแท้จริงนั้นเป็นเพียงแสงจากเสาไฟริมทาง แต่นั่นผมก็ได้อาศัยมันเป็นแสงสว่างในห้องพักอันอับเฉา เมื่อปิดไฟทุกดวงที่มี แสงไฟริมทางผสานกับแสงจันทร์ก็ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเพียงพอให้ผมได้เดินทางผ่านตัวอักษรเข้าไปสู่โลกอีกใบหนึ่งในหน้ากระดาษ ดึกสงัด ภายใต้แสงวอมแวมและความเงียบงัน บางครั้งผมอ่านหนังสือจนได้ยินเสียงไก่ขัน ก่อนลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ออกไปทำงานพร้อมกับเรื่องราวที่ตกค้างอยู่ในหัว แต่นั่นก็เป็นชีวิตอับเฉาเพียงช่วงหนึ่งก่อนที่ผมจะได้พบกับใครบางคน

เสียงลมหวีดหวูลอดผ่านช่องเล็กๆ เหนือกระจกบานหน้าต่างเข้ามา มองออกไปภายนอกฝนยังคงโปรยสายไม่มีทีท่าว่าจะซาลง สายลมนั้นชวนให้ผมนึกถึงวันแรกที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่นี่ มันเป็นความฝันของคนหนุ่มสาว ตอนนั้นผมคงอายุสักราว 27-28 กระมัง แต่บางคราวผมยังรู้สึกราวกับเมื่อวาน โดยเฉพาะในคืนที่ฝันร้ายและสะดุ้งตื่นมาพร้อมกับเสียงโครมครามและกรีดร้องที่กังวานอยู่ในโสตประสาท



********************



ผมมาถึงที่นี่ในฤดูฝน และฝนปีนั้นก็ตกชุกเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่และชาวบ้านที่นั่นพากันเอ่ยปากว่า ท้องฟ้าเอาน้ำมาจากไหน ผมในฐานะผู้มาใหม่ ยังคงมองทุกอย่างสวยงาม น้ำวังสูงจนเกือบล้นตลิ่ง อีกไม่เกินไม้บรรทัดน้ำก็จะถึงขอบตลิ่ง และใครๆ ต่างก็บอกว่าน้ำคงจะท่วมในไม่ช้า แต่เป็นเรื่องประหลาด ที่ระดับน้ำทรงตัวอยู่เพียงแค่นั้น จากปีนั้นผมไม่เคยเห็นระดับของแม่น้ำวังมากเท่านั้นอีกเลย น้ำวังในทุกวันนี้แห้งขอดและโดนทำร้ายจนเสื่อมโทรมลงไปไม่เหลือเค้าเดิม อาจเช่นเดียวกับชีวิตของใครบางคน

บ้านของเราตั้งอยู่ริมน้ำวัง หน้าบ้านมีต้นตีนเป็ดเรียงรายอยู่สองฝากถนนส่งกลิ่นฟุ้งในยามที่มันออกดอก และเยื้องไปคือร้านขายของชำของตาเปี๊ยก ที่ตอนนี้มีตึกแถวมาแทนที่ ส่วนตีนเป็ดนั้นก็ถูกโค่นลงไปแล้วเช่นกันในตอนนี้ มันเป็นบ้านไม้สองชั้น ขนาดสองห้องนอน เพื่อนของเราคนหนึ่งที่นี่เป็นผู้ติดต่อจัดหาให้ ไม่มีใครปิดบังอะไรเรา เรารู้ดีว่ามีคนตายในบ้านหลังนี้ ผู้ตายเป็นลูกสาวเจ้าของบ้าน ไม่ใช่การฆาตกรรมหรือการตายแบบพิสดารอะไร เพียงแต่เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยก็เท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้เองเราจึงได้บ้านหลังนี้มาในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ แน่ล่ะ คนปกติคงไม่มีใครอยากเสียซื้อบ้านที่ตนเองรู้ว่ามีคนตายในนั้นไว้อยู่อาศัย นอกจากจะต้องการซื้อเก็บไว้เพื่อไปปกปิดขายอีกต่อหนึ่ง

วันแรกที่มาถึงเพื่อนบ้านต่างถามไถ่ พวกเขาอาจคิดว่าเราไม่รู้ ว่าบ้านหลังนี้มีคนตาย แต่เราก็ได้แต่ยิ้มรับและบอกกล่าวว่าเราทราบดี แน่นอนโดยเฉพาะคุณด้วยแล้ว ยิ่งไม่เชื่อในเรื่องผีเรื่องวิญญานเอาเสียเลย คุณเชื่อว่าคนเราตายแล้วก็สูญหายไปก็เท่านั้น ส่วนผมแม้จะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคุณโน้มน้าวให้เหตุผล ว่าที่ไหนๆ ก็ล้วนมีคนตาย กอปรกับเงินในกระเป๋าของเราที่มีไม่มากนัก ผมจึงต้องตามใจคุณและทิ้งความตะขิดตะขวงนั้นไว้ข้างหลัง

เราตกแต่งบ้านไม้หลังน้อยให้กลายเป็นร้านหนังสือและร้านกาแฟตามความฝัน ชั้นหนังสือถูกต่อขึ้นด้วยฝีมือของลุงนองข้างบ้าน หนังสือของเราที่สะสมมาเราเก็บแยกไว้ที่ชั้นส่วนตัวบนห้องนอน ส่วนหนังสือที่เราหามาเข้าร้านมีทั้งที่สั่งซื้อจากสำนักพิมพ์ และที่เราหาซื้อกันมาเอง การทำร้านหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย และนักธุรกิจที่ฉลาดคงไม่มาลงทุนทำร้านหนังสือเป็นแน่

ใครสักคนกล่าวไว้ว่า ร้านหนังสือเป็นธุรกิจสำหรับนักฝันเท่านั้น เราเพิ่งจะรู้ว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำด้วยตนเอง ยิ่งใน พ.ศ. นั้น ร้านหนังสือในความหมายที่ไม่ใช่แผงขายหนังสือพิมพ์และนิตยสารยังเป็นสิ่งแปลกหน้าสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ตามท้องถิ่นต่างจังหวัด แต่เราก็พอมีนักท่องเที่ยวและผู้คนละแวกนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่แวะเวียนมาอุดหนุนจุนเจือให้ร้านของเราพออยู่ได้ ร้านเล็กๆ แห่งนี้จึงเป็นความฝันอันอัตคัดที่พยุงไว้ด้วยอุดมคติโดยแท้



********************



ใช่ว่าธุรกิจร้านหนังสือของเราจะตั้งอยู่บนความฝันเพียงอย่างเดียว แน่นอน เราไม่ได้มีมรดกให้นอนกินนอนใช้ จึงย่อมหวังให้มันอยู่รอดและเลี้ยงตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม เราได้สร้างสังคมเล็กๆ ขึ้นมา ณ ที่แห่งนี้ ขณะเดียวกันคนเหล่านี้นี่เองที่จุนเจือเราให้อยู่รอด

พี่อ๊อด เป็นลูกค้าพันธุ์แท้ของเรา แกเป็นชายกลางคน เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้ร่ำเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เป็นหนอนหนังสือตัวร้ายและดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการเร่ขายหนังสือมือสองตามตลาดนัด นอกจากนี้ยังขายหนังสือผ่านทาง Internet ผมพบพี่อ๊อดครั้งแรกที่ตลาดนัดแห่งหนึ่ง ผมสะดุดตากับหนังสือที่แกเลือกมาขาย บนผ้าใบปูพื้นผืนเล็กๆ นั้นบรรจุหนังสือดีไว้มากมาย เราสนทนากันถูกคอด้วยเรื่องหนังสือ ยิ่งเมื่อแกรู้ว่าผมมาเปิดร้านหนังสืออยู่ที่อีกฝั่งแม่น้ำ แกก็ยิ่งมีแววตาชื่นชม ผมซื้อหนังสือหายากมาจากแกหลายเล่ม และคืนนั้นผมชวนพี่อ็อดมาที่ร้าน เรานั่งดื่มเหล้ากันตรงลานดินหลังบ้านจนล่วงเที่ยงคืน ท่ามกลางแสงไฟวอมแวมจากเทียนหอม สำหรับมนุษย์ประเภทเดียวกัน บางครามิตรภาพจริงใจก็งอกงามขึ้นได้ภายในคืนเดียว

หลังจากนั้นพี่อ๊อดแวะเวียนมาที่ร้านเป็นประจำ และมักมีหนังสือติดไม้ติดมือมาเสมอ แกเป็นแฟนจอห์น สไตน์เบ็ค ตัวยง เราให้แกเอาหนังสือมาฝากขายในร้าน ที่เราจัดออกเป็นโซนหนังสือเก่าหายาก และพี่ อ๊อดนี่เองที่เป็นผู้แนะนำลูกค้าที่เป็นนักอ่านและนักสะสมหนังสือให้แก่เรา เราเริ่มต้นหาหนังสือมือสองที่หายากตามท้องตลาดมาวางขาย หลายเล่มมีราคาสูงเกินกว่าราคาหน้าปกไปมากด้วยความหายาก โดยเฉพาะหนังสือประเภทที่พิมพ์ครั้งเดียวและเป็นหนังสือที่มีผู้นิยมสะสม นอกจากหนังสือใหม่แล้ว ธุรกิจค้าหนังสือหายากของเราดำเนินไปได้ด้วยดี โดยมีพี่อ๊อดให้คำแนะนำ ไม่นานเรากลายเป็นหุ้นส่วนกัน แต่ความยุ่งยากภายหลังก็เกิดขึ้นจากเขาเช่นกัน



********************

อันที่จริงผมยังคงได้กลิ่นความตายในบ้านหลังนี้ แม้ผมจะพยายามทำเป็นลืมมันไป หรือแสร้งทำเป็นคิดว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แน่นอน มีหลายครั้งที่ผมลืมมันไปแล้ว บางครานานนับเดือน แต่ยามที่ผมอยู่ลำพัง บางครั้งผมกลับได้กลิ่นความตายนั้นอีกครั้ง

อันที่จริงเมื่อนึกย้อนกลับไป มีบางสิ่งที่ชวนให้ผมนึกถึงเรื่องนี้อยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในยามที่คุณอยู่ด้วยแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นปกติไปเสียสิ้น

คืนหนึ่งในขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว คืนนั้นคุณกลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้าน....

to be continue... 
SHARE
Writer
standfast
Wednesday's child
the sun is gone, but I have a light

Comments