"อย่านอนตรงประตู ผีจะมา"
"อย่านอนตรงประตู" ผมจำไม่ได้ว่าใครเคยบอก แต่ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ล้อมวงเข้ามาครับ  เวลานั้นผมอายุราวยี่สิบปี นอนเล่นในห้องโถงกลางบ้าน บ้านเก่าผมเป็นบ้านชั้นเดียว ลมพัดเข้ามาทางประตูทิศตะวันตกที่เปิดไว้ ลมเย็นและแรงกว่าแรงส่ายกระจายความร้อนจากพัดลมตั้งพื้นตัวเดียวในเวลาบ่ายวันนั้นเสียอีก

ผมเผลอหลับไปบนที่นอนพับได้แบบมีหมอนในตัว ที่ชาวบ้านทางเมืองเลย อุบล ทำขายนักท่องเที่ยว รู้ตัวว่าครึ่งหลับค่อนตื่น คืออาการรู้สึกตัวว่าไม่ได้หลับนั้นมีมากกว่าหลับ รู้สึกตัวว่าแน่นหน้าอก เหมือนมีใครมานั่งทับอย่างไรอย่างนั้น พอหายใจขัดหนักเข้า ผมก็ลืมตามอง สิ่งที่เห็๋นตรงหน้า มันบดบังฝ้าเพดานที่ผมคุ้นเคยจนมิด

สิ่งที่ผมเห็น คือ ชายสูงอายุผู้หนึ่ง นั่งทับบนอกผมและเอาสองมือหยาบใหญ่ของเขาบีบคอผมอยู่ ที่ผมรู้ว่ามือหยาบใหญ่จากการที่ผมเอามือตัวเองไปรั้งสองข้อมือของเขาให้ออกจากคอผม ไม่สำเร็จ ไอ้อาการผีอำที่เคยได้ยินมามันไม่เห็นจะเข้มข้นเท่าที่ผมเจอเลย

ร้อยทั้งร้อย ใครเจอผีก็ต้องสวดมนต์ ผมก็อยู่ในร้อยนั้นด้วย สวดมนต์สิครับ รออะไร คือ นะโมตัสสะ อิติปิโส ถวายข้าวพระ พาหุง ไปเรื่อย แต่เชื่อไหมครับ ไอ้ร่างใหญ่ที่นั่งทับผมอยู่นี่ มันกลับหัวเราะเสียงดังใส่หน้าอันอ่อนใสราวมาริโอ เมาเรอร์ของผม แล้วมันบอกว่า สวดมนต์เหรอ สวดไปเถอะ ไม่กลัว กูไม่ออกหรอก 5555
 
นี่เป็นคอนเวอเซชั่นแรกในชีวิตของผมที่คุยกับผี อย่ามาอิจฉา นี่มันบ้าไปแล้ว คนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผีแบบผม จะเจออะไรจั๋งๆ เยี่ยงนี้ (วะ)

ผมถามมัน เข้ามาได้ไงที่บ้านผม มันบอกว่ามาได้เจ้าที่เผลอก็เข้ามา เฟดเฟ่ ยูเรก้า เจ้าที่ที่บ้าน (กู) ก็มีเหรอวะเนี่ย

วันเดียวได้ภูมิรู้สองเด้งเลย

คนกับผีนั้นใช้ประตูเดียวกัน ในญี่ปุ่นมีเรื่องเล่าของทางเดินในวัดเหมือนกันนะครับ ว่าจะเดินเพียงฝั่งเดียวอีกฝั่งจะเป็นทางเดินของภูตผีปีศาจ ไม่มีใครเดินผิดฝั่ง บ้าจริง คือผมเล่าเรื่องผี ในอารมณ์แบบ เล่าสด คือ นึกได้ก็เล่าไปเรื่อย ๆ ไม่เหมือนเรื่องสั้น เรื่องไม่สั้น ที่เขียนอยู่เนือง ๆ เล่าทำไม เอ่ออยากเล่าเฉย ๆ ออกนอกเรื่องไปกลับมาต่อ   

มันบอกว่าเจ้าที่เผลอ chipหาย ล่ะครับพี่น้อง สร้อยพระที่พ่อให้แขวนติดตัวก็ดันถอดกองไว้สุดมือ เพราะอากาศร้อนๆ เหงื่อจะออกมากมันรำคาญคอ ผมเริ่มสวดมนต์อีกลังจากเจรจากับผีไม่สำเร็จ จากเบาแล้วก็ดังขึ้น ๆ สาบานได้นาทีนั้น มนต์ผมมั่วสุด ๆ บาลงบาลี นี่เพี้ยนสุดฤทธิ์ ผมไม่เชื่อมันครับ ผมมีฐิธิแรง มันยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ ผมยังสวดต่อ เลิกดิ้นแล้ว เพราะพอไม่ดิ้น มันก็ไม่บีบคอผมต่อ ผีมันก็ยังพอให้แต้มต่อในการต่อรองกับผมอยู่บ้าง

ไม่รู้มันรำคาญเสียงผม หรือพ่ายแพ้ต่อ เสสัง มังคลา ยาจามิ บทลาข้าวพระที่ผมนึกอะไรออกก็ท่องไปในตอนนั้น มันก็หายวับไปและในวินาทีนั้น ผมก็ลุกขึ้นนั่งและเด้งตัวไปคว้าสร้อยพระมาคล้องคอ มันยิ่งกว่าหนังสามมิติครับ เพราะผมลืมตาตลอด จำหน้าตาไอ้ผีตัวนั้นได้ไม่ลืม เวลาเจอใครหัวรึผมเผ้ารุงรัง หนวดขาวๆ หงอก ๆ ผมจะนึกเปรียบกับเจ้าผีตัวนั้นอยู่เสมอ
 
ซาหริ่ม เอ๊ยย่ะ สรุปเรื่องนี้ คือ ผมเคยเจอผีอำชนิดมาเต็ม ในตอนกลางวันแสก ๆ แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อผมหรือไม่ก็ตาม แค่อยากจะบอกว่า จะอ่อนเพลียเพียงไหน อยากงีบเอาแรงปานใด ดูที่ทางที่เราจะล้มตัวลงนอนให้ดี ในบ้านเราใช่ว่าจะไม่มีใครพลัดหลงเข้ามาทำให้เราได้ประลองกำลัง ยิ่งนอกบ้าน ต่างที่ ต่างถิ่น ต้องถ้วนถี่ ที่สำมะคัญ อย่านอนข้างคนหลายใจ เอ๊ย อย่านอนตรงประตู กรีดขวางทางสัญจรทั้งของคนและไม่ใช่คนนะ เอาล่ะ ทุ้กคนพนมมือว่าตาม “ เสสัง มังคลา ยาจามิ “ กราบ



 


SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขนาดสั้น
เรื่องสั้นขนาดสั้น.ในหนึ่งหน้ากระดาษ เอ 4 และเรื่องสั้นยิ่งกว่าขนาดสั้น 400-600 คำ ที่จบในหนึ่งฉาก
Writer
rangrotfly
writer
ถ้าชีวิตคือการเดินทางที่ล้วนพบเจอทางแยกมากมาย เรียนรู้ไม่มีจบสิ้น มุ่งหมายเพื่อส่งมอบความสำเร็จ และสิ่งดีงามอันเป็นอาภรณ์แก่ตนและสรรพสิ่งรอบกายแล้วไซร้ ทางลัดที่ท่องไปในที่ไม่เคยไป ที่ไม่เคยรู้ ที่ไม่เคยเห็น ผ่านข้อความและภาพสื่อความหมายหลายหลาก หนังสือจึงเป็นกัลยาณมิตร ที่ล้ำค่าหาใดเปรียบได้ แม้ในระหว่างบรรทัดที่ว่างเปล่าตัวอักษรให้รำลึกถึง และถ้าการรู้หนังสือเป็นการเปิดประตูสักบานเพื่อไปสู่ความปรารถนาสูงสุดของมนุษย์ได้ การอ่านก็เป็นสะพานให้มนุษย์ก้าวข้ามหุบเขาของความมืดบอด นอกจากการสื่อสารไปมาที่โป้ปด ความรู้ ความเข้าใจ ไตร่ตรอง รวมถึงการเชื่อมโยงสัมพันธ์ จึงเป็นความสุขและสว่างพิสุทธิ์ตรงหน้า ที่ส่องผ่าน รอด ลาดหลุม มุมอับ อันซับซ้อนของความเขลา ให้กระจ่างด้วยเหตุผลและความสุขในสุดท้าย

Comments