หากรู้ว่าปลายทางของความทนทุกข์คือแสงทองสุกปลั่ง แล้วเราจะทนได้หรือเปล่า?

If you only knew what I'm going through
I just can't smile
ถ้าคุณรู้ว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง
แล้วคุณก็จะเข้าใจว่าผมแค่ไม่อาจยิ้มอีกต่อไป


           แล้วดวงตะวันจะฉานฉายในที่สุด ใครบางคนบอกแบบนั้น ผมจำได้ว่าเราต่างเคยฟังเรื่องราวประเภทนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่เชิงเป็นนิทานหรือเรื่องเล่า แต่ดูคล้ายเป็นคำเตือนหรือไม่ก็เครื่องรางที่เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจเสียมากกว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีชีวิตแบบใด ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ผมคิดว่าเราทุกคนต่างเคยได้ยิน ข้อความประเภท ไม่ว่าวันนี้ชีวิตจะมืดมิดขนาดไหน เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะมาถึง มาถึงพร้อมกับอรุณรุ่งของวันใหม่ หรือไม่ก็ หลังช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด คือยามที่ดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นส้นขอบฟ้า มันเป็นเหมือนเรื่องสั้นขนาดสั้นๆ ที่เราเข้าใจได้ทันทีว่ามันหมายถึง ต่อให้ทุกข์ยากยังไง หากอดทนเข้าไว้ มันก็จะผ่านไปได้ในที่สุด ผมในตอนเด็กฟังแล้วก็จดจำเอาไว้ใส่หัว ตอนเป็นเด็กอะไรก็ง่ายดาย อะไรก็เปี่ยมสุข ไม่มีทุกข์ยากมากนัก โลกคือฤดูร้อนแห่งความฝัน หาใช่ฤดูฝนแฉะหนาวแห่งความจริง ผมในตอนเด็กคงหัวเราะหึๆในใจแล้วคิดว่า เอาล่ะ รู้เคล็ดลับของการมีชีวิตแล้ว รู้แบบนี้แล้วไม่ว่ายอะไรก็คงผ่านไปได้ แค่ทนเข้าไว้ ไม่ว่าต้องทนขนาดไหน การเติบโตและทุกข์อยากเป็นเรื่องของอนาคต และวันนี้คือสนามเด็กเล่นแห่งนิรันดร์ แล้วผมก็วิ่งออกไปสุดขอบฟ้า วิ่งเร็วยิ่งกว่าแสง ก็ใช่นะสิ ตอนเป็นเด็กเราจะทำอะไรก็ได้ เด็กคนไหนก็มีพลังพิเศษทั้งนั้น อย่างน้อยก็ในจินตนาการของพวกเขา

        สิบปีผ่านไป ผมนอนร้องไห้แทบเป็นแทบตายต่อชีวิต กรีดร้องส่งเสียงโหยหวนไม่กลัวคนร่วมหอจะคิดว่าผมเป็นบ้า โลกแตกสลาย ผมแหลกละเอียด แม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด ลืมวิธีหายใจไปแล้วสิ เหนื่อยจังเลย เหนื่อยเหลือเกินเพื่อที่จะนอนหายใจในคืนนี้ ทำไมผมไม่จากไปวะ เดินออกไป ยืมอยู่กลางถนน หากโชคดีจะมีรถสักคันขับพาผมไปเสียจากชีวิต ไปเสียจากค่ำคืนที่ยาวนานนับปี ไปที่ไหนน่ะหรอ ไปที่ไหนก้ได้ทั้งนั้นแหละ ขอแค่ใช่ที่นี่

        ในความมืดมิดของห้องที่วิญญาณและร่างกายขับสู้กัน ผมร้องไห้และกรีดร้องเช่นนั้นอยู่นับชั่วโมง ตกหล่นลงไปลึกที่สุดในชีวิตและเกือบจะขึ้นมาไม่ได้ ผมกำลังคิดว่าอยู่ในความมืดมิดมานานเกินไปแล้ว ไหนล่ะแสงสว่างของผม ไม่เห็นจะมาถึงสักที ผมลืมไปว่าทั้งหมดนั้นเป็นแค่คำเปรียบเปรย มีความแตกต่างกันระหว่างความหมายของถ้อยคำกับความจริงที่เรารับรู้

        คม-เจ็บปวด อ่านไปเถอะ เอามือลูบแล้วลูบอีกนิ้วก้ไม่บาดให้เลือดไหลซิบให้เจ็บเล่นๆ ร้องไห้-โศกเศร้า อ่านเข้าไป จ้องให้ตายก็รู้สึกเฉยๆ งุนงงว่าจะจ้องไปทำมัน..ผมหมายถึงว่า ถ้อยคำไม่ใช่ความจริงโดยตัวมันเอง หากเขียนคำว่าไฟลงไปในกระดาษ ใช่ว่ากระดาษจะมอดไหม้ เขียนคำว่าน้ำลงไป การดาก็ใช่จะเปียก แล้วตะวันจะฉานฉายในที่สุด…ในที่สุดมันนานขนาดไหน คืนนี้จะนานขนาดไหน พรุง่นี้และแสงสว่างอยู่อีกไกลขนาดไหน เมื่อบอกว่ากำลังเจ็บปวดหรือทนทุกข์ ในความเป็นจริงเหมือนร่างจะฉีกออกเป็นชิ้นๆ หนักหนากว่าความหมายของถ้อยคำนับล้านเท่า ต้องเจ็บปวดปางตายขนาดนี้ อีกนานเท่าตลอดการเท่านั้นแหละ ดวงตะวันของพรุ่งนี้ถึงจะขึ้นมา

        โตแล้ว วันรุ่นแล้ว ถึงเวลาต้องเจ็บปวด ถึงเวลาต้องเคว้งคว้าง ถึงเวลาต้องสบสนแทบบ้า ถึงเวลาถูกพรากความสดใสและแสงสว่างในวัยเด็ก ไม่มีพลังพิเศษแล้ว ต่อกรกับความทุกขืไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกแล้ว ลืมไปให้หมด เคล็ดลับของการมีชีวิตอะไรนั่นช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่ก็ทิ่งมันซ้ำๆนับพันครั้ง เฮ้อ อย่าเพิ่งตาย ทุกคนมีค่ำคืนเช่นนั้น

         หลายๆอย่างรวมกัน ซึมเศร้า อกหัก ทะเลาะเบาะแว้ง ถูกทำร้ายจิตใจ ทำร้ายจิตใจคนอื่น สำนึกผิด โทษตัวเอง เข้าใจกระจ่างว่าตัวเองด้อยค่าขนาดไหน ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ไม่มีคนที่เคยเป็นความอบอุ่นและความปลอดภัยอีกแล้ว ไร้ค่า เปล่าสูญ สิ้นหวัง


And now you know I can't smile without you
I can't smile without you
I can't laugh and I can't sing
I'm finding it hard to do anything
แล้วคุณก็รู้แล้วสินะ ว่าผมไม่อาจยิ้มโดยไม่มีคุณ
ผมไม่สามารถยิ้มได้ ถ้าไม่มีคุณ
ผมหัวเราะไม่ได้ และร้องเพลงไม่ได้
และสุดท้ายผมก็พบว่าผมไม่อาจทำอะไรได้เลย มันยากเกินไปทั้งหมด


            ภาวะเช่นนั้นโหดร้ายทารุณ แต่ถ้าผ่านมาได้ คุณจะกลายเป็นคุณที่แข็งแกร่งขึ้น แตกสลายไปเถอะ ครั้งต่อไปคุณจะทานทนขึ้น ใช่ อย่าลืมว่านี่ก็เป็นถ้อยคำประเภทนั้นอีกนั่นแหละ พอเจอเข้ากับตัว ใช่ว่าทุกคนจะรอด ไม่มีการสูญเสียใดจะหนักหนาไปกว่าการสูญเสียคนที่ตัวเองรักที่สุด ความย้อนแย้งอันสาหัสของสิ่งนี้คือคนๆเดียวที่จะช่วยคุณจากควาทุกข์สาหัสของการสูญเสียนี้ได้ คุณได้สูญเสียเขาไปแล้ว จากนั้นวงจรของความทุกข์นิรันดร์ก็หมุนคว้างเหมือนหลุมดำ บางขณะที่เกือบจะเสียสติก็อาจยิ้มขึ้นมาเหมือนคนบ้าเพราะนึกขึ้นมา มองเห็น หรือรู้สึกได้ ถึงช่วงเวลาที่คุณและเขามีความสุข ซึ่งตอนนี้เป็นความสุขที่แสนเศร้า เป็นร้อยยิ้มที่เค้าน้ำตา ผมไม่อาจรู้สึกอะไรได้อีกแล้ว เพราะ—


You see I feel sad when your sad
I feel glad when you're glad
คุณรู้ ว่าผมเศร้าเมื่อคุณเศร้า
คุณก็รู้ ว่าผมสุขเมื่อคุณสุข


            มันไม่หายในวัยเดียวหรอก ความสูญเสียขนาดนี้ และความจริงก็ในภาคหน้าต่อไป เราก็จะสูญเสียอีกและสูญเสียอีก ตลอดชีวิตจะไม่มีช่วงเวลาที่มีแต่ความสุขได้ยาวนาน สุขสั้นๆและทุกข์ยาวๆ เป็นเช่นนั้นเสมอ อีกอย่าง หายเจ็บแล้วก็ใช่ว่าแผลนั้นจะหายไป แผลทางใจน่ะสดใหม่อยู่เสมอ จี้ให้ถูกจุดเถอะ อายุวันกลางคนแล้วอยู่ดีๆก็ร้องไห้เหมือนวัยรุ่นเพิ่งอกหักครั้งแรกได้ จนตายโน่นแหละ ความสูญเสียชนินนี้จึงจะหายไป อกหัก ตกงาน สอบไม่ติด พ่อตาย แม่ตาย ใช้ชีวิตปางตายแบบนั้นสักสองสามเดือนเหอะ หนักหน่อยสักปีสองปีเหอะ หนักมากก็ทั้งสิบยี่สิบปี หายใจไปเถอะ เดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง ทนเอาไว้ สักวันหนึ่งจะต้องมีความสุขได้แน่ๆ


Now some people say happiness takes so very long to find
Well, I'm finding it hard leaving your love behind me
คนสมัยนี้ชอบพูดว่า ความสุขน่ะ ยากเย็นที่จะค้นหา
แต่ เอาล่ะ คือผมพบว่ามันยากกว่าที่จะปล่อยความรักที่มีต่อคุณ


              ความสุขที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่งคือฟังเพลง เพลงเพราะๆเยียวยาได้ทุกอย่าง มีผลน้อยมากแปรผันตามความบาดเจ็บ เจ็บมาก เพราะมากก้อาจช่วยได้น้อย เจ็บน้อย เพราะน้อย อาจจะช่วยได้มากก็ได้ ประมาณนั้น ถ้าโชคดีเราจะมีความสุขได้สองหรือสามเท่าในกรณีพิเศษ เช่น เพลงที่เราชอบเปิดในจังหวะสถานการณ์ที่มันใช้ หรือการได้ค้นพบเพลงเก่าที่เคยฟังบ่อยๆสมัยเป็นเด็กแต่ลืมไปเสียสนิท หรือบางครั้ง ค้นพบเพลงที่ไม่เคยฟังมาก่อน แต่เพราะจับใจไปทุกถ้อยทุกคำ ชั่วขณะเช่นนี้ไม่มีบ่อยๆ แต่เมื่อมันมาถึง ควรรับรู้อย่างมีสมาธิ เพราะความสุขนั้นแสนสั้นอยู่เสมอ เหมือนเพลงเพราะๆมักสั้นในความรู้สึก



You came along just like a song
And brighten my day
Who would have believed that you where part of a dream
Now it all seems light years away
คุณเดินเข้ามา นั้นเหมือนกับบทเพลง
ทำให้วันของผมสดสว่าง
ใครจะคิดเชื่อว่าตอนนี้คุณเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความฝัน
มันเหมือนอยู่ห่างไกลไปเป็นปีแสง



             คุณอาจหมายถึงคุณจริงๆ คุณอาจเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของบางสิ่งที่แสนสำคัญในตัวผม ทำไมผมถึงรักคุณได้ขนาดนั้น อาจเพราะคุณทำให้ผมสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แสนมีค่าในตัวเอง เหมือนที่คุณเคยพูด ไม่ว่ายังไงคนเราก็รักตัวเองที่สุด เรารักคนอื่นก็เพราะมันทำให้เรามีความสุข การได้ทำให้คนที่รักมีความสุข สุดท้ายมันก็ทำให้เรามีความสุข..คุณอาจหมายถึงความสุข คุณคือความสุขของชีวิตผม ความสุขของผมอยู่ในตัวคุณ สูญเสียคุณ ผมอาจจะไม่มีวันยิ้มได้อีก ไม่อาจมีความสุขได้อีก แต่ อีกนั่นแหละ นี่ก็เป็นเพียงถ้อยคำซ้ำๆที่เราได้ยินมาจนชิน หากวันคืนผันผ่านไปมากพอ เราอาจจะกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

             สี่เดือนแล้วสินะ นานเหมือนสี่ปี แต่ละเดือนยาวนานเหมือนเป็นปี ทั้งที่ผ่านมาไม่นานแต่ทั้งหมดเหมือนเป็นแค่ความฝัน ฝันดี ฝันร้าย ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ฟังเพลงไปอย่างมั่วซุ่ม แล้วเพลงนี้ก็ดังขึ้น

Can’t Smile without You เวอร์ชั่นที่ร้องโดย Barry Manilow จากอัลบัม Even Now ความหมายของเพลงนั้นเศร้าลึกล้ำ แต่กลับถูกขับร้องผ่านท่วงทำนองราวกับมีความสุข แม้แต่ก่อนเริ่มเพลงยังมีเสียงผิวปากสบายใจ ช่างเป็นความขัดแย้งที่ลงตัวงดงาม เพราะทั้งอัลบัม และเพลง Even now ก็แทบจะมีความหมายเหมือนสิ่งที่ผมเพิ่งเขียนไปเลย ทั้งที่ผมฟังทีหลัง
 
บังเอิญหรือเปล่า?
แล้วภาพปกอัลบัมอีกที่ คุณแบรรียืนอยู่ในยามเช้า หรืออาจยามเย็น บังเอิญจัง
 
ในความมืดมิดยาวนาน เพลงนี้เหมือนแสงสีทองสุกปลั่งซึ่งสาดเข้ามาในชีวิต
อบอุ่นและจับใจ น้ำตาอุ่นๆไหลอาบแก้ม? ไม่หรอก ไม่ขนาดนั้น 












SHARE
Written in this book
Rythmwithwords

Comments

Fluke2ill
5 months ago
เขียนดีมากเลยค่ะ
Reply
lostar
5 months ago
งดงามมากค่ะ
Reply