นี่ฉันมัวแต่มาคิดเรื่องตัวเองทำไมกันนะ?
คนเราทุกคนที่เริ่มต้นจับปลายปากกานั้น ทุกคนจะมีเหตุผลและบุคคลที่อยู่เบื้องหลังปลายปากกาของเราเสมอ 
ฉันตบะแตกนั่งสวาปามคุ้กกี้และขนมปังเนยน้ำตาลกว่าสิบชิ้นเข้าปากขณะหาข้อมูลสรุปงานให้กับทีม เรากำลังจะสร้างงานโปรเจ็คหนึ่งขึ้นมากัน เป็นโครงการที่อยากจะทำงานเพื่อสังคม

“เทอร์รี่ช่วยด้านภาษาหาข้อมูลนะ” 

หน้าที่ๆฉันมักจะได้รับบทหลักตลอด ฉันไม่ได้แตะงานอย่างจริงจังเลยตั้งแต่ปีใหม่มานี้ ความเครียดและความรู้สึกผิดเริ่มเข้าครอบงำราวกับเมฆฝน ปากฉันก็หยุดเขมือบสารพัดสิ่งที่กินได้ตรงหน้าไม่ได้

“จะหมดถุงแล้ว!!!” ทีน่าคว้าขนมปังเนยน้ำตาลไปรีดปากถุงเก็บ 

“เครียดอ่ะ!”

“เดี๋ยวก็มาบ่นอีกว่าอ้วน!”

“ไม่อยากทำงานเลย หัวไม่แล่นเลย! เครียด!” ฉันงอแงและล้มลงนอนแผ่บนพรมทรงกลมใหญ่บนพื้นบ้านแย่งพื้นที่แข่งกับทีน่า

“นี่มันอาณาเขตของฉัน! ไอ้ตัวรี่ออกไป๊!!!” ทีน่าเอาเท้าเขี่ยฉันเหมือนฉันเป็นซากอะไรสักอย่าง

ฉันนอนนิ่งไม่ไหวติง เอาสิ! เขี่ยได้ก็เขี่ยไป! คนมันจะไม่ลุก! แล้วทีน่าก็ต้องพ่ายแพ้แก่ความหนักและแน่นของตัวฉัน! ฉันเปิดเพลงบรรเลงฟังเพื่อผ่อนคลาย ฉันมักจะฟังเพลง Hillsong* เวลาเครียดๆเสมอ *(เพลงนมัสการ บทเพลงคริสเตียน) 

“เวลาขี้เกียจทำไงอ่ะ?” ฉันถามทีน่า

“ไม่รู้สิ...ไม่เคย”

“โม้! ไม่มีใครไม่เคยไม่ขี้เกียจหรอก!” ฉันท้วง

ไม่เคย... ไม่ขี้เกียจ!
ทีน่าหันมายักคิ้วให้ฉัน ฮึ่ย!!!

“แล้วทำยังไง?” ฉันถามต่อ

“ก็รีบๆทำให้เสร็จๆไป จะได้ไม่ต้องอยู่กับมันนาน เพราะขี้เกียจอยู่กับมันนานๆไง”

ฉันคิดตาม... เออแฮะ... ความทีน่าครั้งนี้ดูเข้าท่ากว่าทุกครั้ง ฉันฮึดสู้กลับไปรีบๆทำงานหาข้อมูลให้มันเสร็จ แต่แล้วก็ไม่รอดเพราะงานมันเยอะและละเอียด ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและความคิด สภาพของฉันตอนนี้ช่างไม่พร้อมเลยเอาจริงๆ ฉันบ่นพึมพำเหมือนท่องมนต์อะไรสักอย่างอยู่คนเดียว

“ก็ไปนอนก่อนสิเธอ! ตื่นมาหัวแล่นแล้วค่อยว่ากัน!”

ฉันเป็นโรคชนิดนึงที่ถ้างานไม่เสร็จหรือมีอะไรที่ติดค้างในใจอยู่จะเครียดมากถึงมากที่สุดจนไม่สามารถนอนได้ เมื่อคืนนี้ฉันก็นอนไม่หลับเพราะตกลงกับทีน่าไม่ได้ว่าพรุ่งนี้จะไปโบสถ์ตอนเช้ายังไงดี จะนั่งแท็กซี่ต่อเดียวเลยหรือจะไปรถไฟฟ้า คือสรุปจะเอายังไง? เพราะวันนี้เรามาโบสถ์อีกที่หนึ่งที่ไม่ใช่ที่ๆเราไปกันทุกวันอาทิตย์  ในขณะที่ทีน่าคงจะฝันไปหลายต่อหลายเรื่องแล้ว ฉันก็ได้แต่พลิกตัวไปมาพลางมีภาพในหัวว่าตอนเช้าเราจะเดินทางกันไปยังไง ฉันรู้ว่ามันดูตลกมาก! แค่เรื่องนิดเดียวเองใช่ไหมหละ! 

มีครั้งนึงที่ฉันหลับไม่ได้เพียงเพราะทีน่าไม่ยอมบอกว่าพรุ่งนี้จะกินไข่อะไรเป็นข้าวเช้า ไข่ดาวหรือไข่เจียว ทีน่าแกล้งฉันจนฉันข่มตาหลับไม่ได้ ภาพในหัวมีแต่ไข่ดาวและไข่เจียวสลับกันเต้นระบำพร้อมกับเพลงมารูโกะดังลั่น!!! ตอนเด็กๆ ฉันจำได้ว่าฉันเคยร้องไห้และทีน่าก็ตื่นขึ้นมาหัวเราะและก็บอกคำตอบฉัน แต่ตอนนี้ฉันไม่ร้องเหมือนตอนเด็กๆแล้ว ไม่มีทาง!!! 

“จำได้ไหมที่เล่าให้ฟังว่าพี่เค้าเรียกเข้าไปคุยงานกับอีกคนที่จบและทำงานมาหลายปีกับด้านสังคมอ่ะ” ฉันพูด “ที่ตอนนี้ทำโครงการกับทางฝรั่งเศสด้วย ที่เป็นอินทีเรียที่เค้าเก่งๆอ่ะ”

“ก็เลยเครียด กลัวว่าจะทำไม่ดีว่างั้นเหอะ?”

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ

“แล้วเค้าให้เธอช่วยทำอะไร? หน้าที่อะไร?”

“ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นทุกอย่างเลย คือหาข้อมูลจากประเทศต่างๆ รวมข้อมูลที่น่าสนใจไว้ก่อน”

“ก็ทำหน้าที่ของเธอไป เนื้องานกับตัวเธอก็ดูโอเคนะ”

“ว่าจะส่งไปให้พี่เค้าดูก่อน...” ฉันเงียบไปสักพักใหญ่ก่อนจะค่อยๆลำดับและปล่อยความรู้สึกที่อึดอัดมากๆออกมาจากข้างใน

อาจเพราะครั้งแรกที่ไปพูดคุยกับพี่ๆ ฉันเปรียบเทียบตัวฉันเองกับคนอื่นๆที่เก่ง ทั้งที่ทุกคนต่างเก่งกันคนละด้าน 

อาจเพราะฉันมองว่าถ้าฉันไม่ได้ทำงานตรงนี้ชีวิตฉันอาจไม่มีความหมาย... ภาพในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยย้อนเข้ามาหาฉันเป็นระยะๆ ฉันอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ฉันเป็นผู้นำในกิจกรรมนักศึกษา ทั้งเรียนทั้งกิจกรรม ฉันเฝ้าแต่หาความหมายและคุณค่าของชีวิต ฉันแวดล้อมไปด้วยบรรดา อาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ผู้ปกครอง และผู้คนมากมาย ฉันสนุกกับหลายๆสิ่งที่ฉันทำ แต่ฉันก็มีความกดดันและกังวลมากอยู่ตลอดเวลา แต่เพียงแค่ฉันไม่เคยบอกใคร ความกดดันมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังเวที 

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่แต่มายาคติบางอย่างของสังคมได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นคนที่จะต้องทำอะไรให้ดีที่สุดหรือที่เรียกกันว่า เพอร์เฟคชั่นนิส
ฉันจะผิดพลาดไม่ได้... ฉันจะร้องไห้ไม่ได้ จะร้องไห้ให้น้องเห็นไม่ได้... เพราะฉันคือพี่ คือผู้นำ
ทั้งที่จริงๆแล้วฉันเป็นคนที่อ่อนไหวมาก แต่ฉันต้องละทิ้งตัวตนตัวเองและเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ฟังดูก็เหมือนเป็นการโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าคุณถามฉัน ฉันมองว่าตัวเอง “เก็บกด” นะ

ฉันเริ่มมีอาการแพนิก ฉันจับที่หน้าอกตัวเองและค่อยๆหายใจ

“กินยาไหม?” ทีน่าลุกขึ้นมาดูฉัน 

ฉันโบกมือแทนคำว่า “ไม่” และหายใจช้าๆจนลมหายใจกลับเข้าสู่ระดับปกติ

“เหมือนกับว่าฉันอยากทำให้พี่เค้าพอใจ อยากทำให้มันถูก อยากทำให้มันดี” แล้วฉันก็สาธยายข้อมูลที่นั่งหามาว่าจะใส่อะไรลงไปในสไลด์งานที่จะส่งไปบ้าง 

“นั่งเครียดอย่างกับจะไปส่งธีสิสอาจารย์!!!”

“ฉันไม่อยากดูโง่อีกแล้ว...”

“ใครบอกเธอโง่?”

“ก็ที่ไปคุยครั้งแรก ฉันไม่ได้เตรียมอะไรไปเลยแต่พี่อีกคนเค้าเตรียมไปแล้วเค้าก็ทำงานกับทางฝรั่งเศสด้วน ฉันก็เลยคิดว่า...”

“นี่ไง!” ทีน่าเบรคฉันแรง “ฉันคิดว่า...! คิด! ไป! เอง!” 

ทีน่าปิดคอมฉันดื้อๆและเอาไปเก็บ

“พรุ่งนี้ว่ากันใหม่! นอนเถอะ! รู้ว่าจะไม่หลับ แต่นอนเล่นๆไปเดี๋ยวก็หลับ!”

ไอ้นอนเล่นๆเนี่ย! ถ้าฉันทำได้แบบทีน่าก็ดีสินะ! 

“เธอว่าคนอื่นเค้าจะมองฉันยังไงหรอ? เธอคิดว่าฉันจะทำงานกับพวกเค้าได้ไหม? ฉันเริ่มไม่อยากทำแล้วอ่ะ กลัวจะทำไม่ได้!”

“ยังไม่ทันเริ่มเลย! นี่มันแค่เพิ่งเริ่มคุยกันนี่! มาเยอะ อะไรเนี่ย!!!” ทีน่าเอาหมอนกดหน้าฉัน “แล้วตอนแรกทำไมไปร่วมกับเค้าหละ?”

“อยากทำงานช่วยสังคมสิ!”

“นางเอ้ก นางเอก!”

ฉันเอาหมอนกดทีน่ากลับบ้าง! 

“แล้วถ้าฉันไม่เก่งอยู่คนเดียวหละ?”

“นี่! นี่มันงานที่มีแต่คนจะช่วยสังคมไม่ใช่หรือไง!” ทีน่ากดหมอนใส่ฉันอีกครั้ง
งั้นทุกคนก็ต้องช่วยกันให้งานมันดีที่สุดสิ! เธอจะไปแบกโลกอะไรไว้คนเดียว! 
อืม! ใช่! ที่เราทุกคนมารวมกันได้ หัวใจหลักก็คืองาน และงานของพวกเราเป้าหมายก็คือ 
การทำงานเพื่อสังคม


นี่ฉันมัวแต่มาคิดแต่เรื่องตัวเองทำไมกันนะ? 
เพียงแค่วินาทีที่ฉันนึกถึงหน้าพี่ๆและเพื่อนๆทุกคนขึ้นมา ฉันก็รู้สึกโล่งและสงบเอามากๆ ฉันสัมผัสได้ถึงความรักและความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อสังคมนี้

ในวันนึงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราทำสิ่งๆนั้นเพื่ออะไร 
เราเลือกทำมันเพื่ออะไร 
มันก็คงเหมือนกับเราทุกคนที่วันนี้เราเลือกที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง... เพื่อใคร... เพื่ออะไร... 

ฉันเคยอ่านเจอข้อความหนึ่งที่เกี่ยวกับนักเขียน เค้ากล่าวไว้ว่า... คนเราทุกคนที่เริ่มต้นจับปลายปากกานั้น ทุกคนจะมีเหตุผลและบุคคลที่อยู่เบื้องหลังปลายปากกาของเราเสมอ ที่เป็นแรงผลักดันให้เราถ่ายทอดตัวอักษรออกมา


สำหรับฉัน... มันคือการสื่อสารแทนคนที่ไม่สามารถที่จะสื่อสารเรื่องนั้นๆได้ที่มีส่วนผสมของทั้งความยินดีและความเจ็บปวด
เรื่องดีบางเรื่องบางคนก็พูดไม่ได้ เรื่องความเจ็บปวดบางเรื่องบางคนก็พูดไม่ได้เช่นกัน
7/1/19
Photo: https://pin.it/k7pphcqnvrox7a
SHARE
Written in this book
The Sisters’ Diary บันทึกของน้องและพี่ เทอร์รี่และทีน่า
บันทึกประจำวันของสองพี่น้องที่แฝงไปด้วยคำถามบางอย่างของชีวิตผ่านเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา Photo: https://pin.it/p77a3f3z4g2idk
Writer
terrytaksintaweesap
Artist
วาดรูปและขีดเขียนและบางวันก็อาจจะร้องเพลง

Comments

MintVocal
11 days ago
ก็จริงนะ………ถึงจะแยกกันทำงาน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยกันให้งานออกมาดี 😊
Reply
จริงค่ะ