บุรุษผู้มีหัวใจดั่งเหล็ก
"บุรุษผู้มีหัวใจดั่งเหล็ก"
เป็นประโยคที่ฮิตเลอร์ไว้กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่มีบุคลิกภาพสมเป็นชาวเยอรมัน(ในทัศนะนาซี) ชายผู้เปี่ยมไปด้วยพลัง และ ความโหดร้าย ผู้อำนวยการทบวงกลางความมั่นคงไรช์ ผู้อำนวยการเกสตาโพ ประธานตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ ผู้พิทักษ์แห่งโบฮีเมียและโมราเวีย และ ผู้มีอำนาจลำดับสามของจักรวรรดิไรซ์ที่3 นามของเขาคือ ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช

Laurent Binet ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร ไฮดริช ชายที่ได้รับฉายาว่า คนฆ่าสัตว์แห่งปราก ในวาระโอกาสที่สาธารณรัฐเช็ก และ สาธารณรัฐสโลวาเกียได้รับการยกย่อง และ มอบการรำลึกถึง นายทหารเชโกสโลวาเกียสองคน คือ ยาน คูบิส และ โยเซฟ คับซิค นายทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษส่งตรงจากรัฐบาลสาธารณรัฐเชโกสโลวาเกียพลัดถิ่นในกรุงลอนดอน เพื่อลอบสังหารผู้พิทักษ์แห่งโบฮีเมียและโมราเวีย ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นที่รักยิ่งของครอบครัว ตลอดจน ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ ผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นเสมือนพี่ชายของ ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช

เนื้อหาของ หนังสือได้กล่าวถึงชีวิตเริ่มต้นของไฮดริช จากทหารเรือที่ถูกไล่ออกหลังคดีอื้อฉาว และ การที่รัฐบาลไร้ซึ่งงบประมาณ จากนั้นเขาก็แต่งงานกับลีนา ซึ่งลีนาเป็นสมาชิกแรกเริ่มของการก่อตั้งพรรคนาซี ทำให้เขารู้จักกับไฮน์ริช ฮิมเลอร์ และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่กลายมาเป็นสหาย บังเกิดมิตรภาพ บนความเลวทรามของพวกเขา ไฮดริชได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของนาซี และ ได้มีส่นร่วมได้การโค่นล้มกองกำลังเอสอา หรือ พวกชุดน้ำตาล ซึ่งเดิมเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่อะลาวาดทำร้ายชาวยิวไปทั่วของนาซี แต่แล้วผู้นำของเอสอา ซึ่งเป็นฟาสซิสต์หัวรุนแรง ไม่พอใจฮิตเลอร์ที่เปลี่ยนแนวทาง ฮิตเลอร์ต้องการสร้างภาพลักษณ์ จากนายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเอาใจ เพาล์ ฟ็อน ฮินเดินบวร์ค ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐไวมาร์ แนวคิดของเอสอา คือการใช้กำลังในการเหยียดเชื้อชาติ อันเป็นแนวคิดของลัทธิชตรัสเซอร์ ส่วนหนึ่งอุดมการณ์ของลัทธินาซีที่ได้มีการเรียกร้องอย่างหัวรุนแรงมากขึ้น,กระทำโดยรวมและปฏิบัติจริงจากลัทธินาซี.การเป็นปรปักษ์กับชาวยิวนั้นไม่ได้มาจากเหตุผลทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม หรือมุมมองทางศาสนาแต่มาจากพื้นฐานของการต่อต้านทุนนิยม เพื่อให้เกิดการรื้อฟื้นประเทศใหม่ ซึ่งนั้นขัดกับแนวคิดนาซีในทัศนะของฮิตเลอร์ ทำให้ฮิตเลอร์จำต้องกำจัดแนวคิดนี้ออกไปจากความเป็นนาซี นั้นคือ การกำจัดเอสอา และแน่นอน เขาไม่สามารถมองข้ามชายผู้มากความสามารถอย่างไฮดริช ให้มาจัดการเรื่องนี้ ในคืนแห่งมีดยาว หน่วยเอสอาเหลือแค่ชื่อเมื่อไฮดริชเริ่มกวาดล้าง ลัทธิชตรัสเซอร์เป็นพื้นฐานสำคัญของกลุ่มเนโอ-นาซี ซึ่งเป็นคำถามจากหนังสือ พวกเนโอ-นาซี ยกย่องและ สวามิภักดิ์ต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่ทำไมกลับใช้นโยบาย แนวคิด และ รูปแบบอันเป็นปรปักษ์ของฮิตเลอร์ ทำไม?

มกราคม 1942 ไฮดริช เรียกเจ้าหน้าที่มหาดไทยทั้งหมด ซึ่งรวมหน่วยเอสเอส ในการประชุมวันน์เซเพื่อวางมาตราการแผนสำหรับทางออกของปัญหาชาวยิวคือทำการเนรเทศและสังหารหมู่ชาวยิวในยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง และ นั้นคือ ฮอโลคอสต์ การพันธุฆาตชาวยิว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช เป็นคนออกแบบแผนการแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย หรือ มาตรการสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบ การสร้างค่ายกักกัน การทารุณ การทดลองกับหนูทดลองมนุษย์ ซึ่งก็คือชาวยิว และการสังหารหมู่ ไฮดริช เริ่มใช้แนวทางการใช้แรงงานทาส การฆ๋าด้วยห้องรมแก๊ส แทนการใช้แต่ลูกปืนอย่างเดียว ความโหดร้ายป่าเถือนนี้ยิ่งทำให้ไฮดริชห่างไกลจากความเป็นคนที่มีมนุษยธรรม จรรยาบรรณ และ ความดีงาม? แต่ผิดสำหรับความสัมพันธุ์ของไฮดริช กับชาวเยอรมัน ไฮดริชเป็นที่รักของบรรดาชนชั้นสูงและกลุ่มทุนนิยมของเยอรมัน เพราะเขาปกป้องคนเหล่านี้ จากการกวาดล้างของคอมมิวนิสต์ ที่ไปทางตะวันออกในดินแดนที่คอมมิวนิสต์ปกครอง ชนชั้นเหล่านี้ ได้หายไปจากแผ่นดิน ด้วยการฆ่า ทรมาน ใช้แรงงานทาสในค่ายแรงงาน ณ ไซบีเรีย สิ่งที่ไฮดริชทำ มิได้มาจากความแค้นส่วนตัว แต่มาจากภารกิจของเขา ที่จะชำระล้างระบอบคอมมิวนิสต์ที่เกิดมาจากชาวยิว แน่นอนไฮดริช มองแบบเดียวกับฮิตเลอร์ เขามองว่า ชาวยิวคือต้นปัญหาทั้งหมดของโลก และจำเป็นต้องแก้ปัญหา

ตั้งแต่15มีนาคม 1939 นาซีเยอรมันได้เข้ายึกครองเชโกสโลวาเกีย อันเป็นเหตุให้ดินแดนซูเดนเทนแลนด์ ของชาวเยอรมันในโบฮีเมียและโมราเวีย หรือ สาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน ถูกผนวกไปอยู่กับเยอรมัน และ สโลวาเกีย แยกตัวไปเป็น สาธารณรัฐสโลวาเกีย อันเป็นรัฐหุ่นเชิดของเยอรมัน ในส่วนดินแดนที่เหลือ เยอรมันจึงสถาปนาเป็น รัฐอารักขาแห่งโบฮีเมียและโมราเวีย ซึ่งได้แต่งตั้งและเชิดเอมิล ฮาชา ผู้ที่เคยเป็นประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกีย ให้กลับมาเป็น ประมุขแห่งรัฐ เพื่อบั่นทอนนักการเมืองที่หนีการจับกุมรอดและไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในลอนดอน แน่นอนการต่อต้านของชาวเช็กนั้นสูงมาก นักชาตินิยม อดีตทหารได้แอบหลบหนีไปแนวรบโปแลนด์ และ นั่งเรือรบของโปแลนด์ไปร่วมก่อตั้งกองทัพเสรีเชโกสโลวาเกีย และ2ในนั้นคือยาน คูบิส นายทหารชาวเช็ก และ โยเซฟ คับซิค นายทหารชาวสโลวัก ที่ได้กลายเป็นเพื่อน หนังสือได้ตัดบทเรื่องราวของไฮดริชมาที่คูบิส และ คับซิค 6เดือนก่อนการลอบสังหารไฮดริช ทั้งสองคนได้กลายเป็นเพื่อนจากร่วมหลบหนีมาด้วยกัน และ ได้กลายเป็นสมาชิกกองกำลังพิเศษที่ได้รับภารกิจให้กระโดดร่มใกล้ชานเมืองปราก แม้ว่าภารกิจคือการโดดร่ม โดยไม่ให้ฝ่ายเยอรมันรู้ตัว แต่คับซิค กลับเก็บร่มไม่ทันที่ทหารเยอรมันมา ทำให้เขาต้องหนีขณะที่ร่มยังไม่ได้เก็บ ฝ่ายเยอรมันจึงรู้ว่า มีทหารศัตรูได้กระโดดร่มลงมา แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามีกี่คน พวกเยอรมันไม่ปักใจเชื่อว่ากระโดดมาคนเดียว

ในช่วงก่อนหน้านนั้น ปัญหาจากการต่อต้าน การจลาจล และ การก่อการกำเริบของชาวเช็ก ทำให้ฮิตเลอร์กลัวว่า ข่าวการลุกหือในโบฮีเมียและโมราเวียอาจทำให้เกิดการลุกหือในรัฐอารักขาอื่นๆ เขาจึงส่งไฮดริช ผู้มีอำนาจลำดับสาม ไปเป็น ผู้พิทักษ์แห่งโบฮีเมียและโมราเวีย ตั้งแต่29กันยายน ปี1941 ไฮดริชต้องไปมาปราก-เบอร์ลินอยู่เป็นประจำ เพราะเขายังดำรงตำแหน่งในการควบคุมทบวงกรมตำรวจและหน้าที่ด้านมหาดไทยในการบริหารมาตรการสุดท้ายในการจัดการชาวยิว ในการดำเนินงานในปราก เขาก็จัดการชาวเช็กไม่ต่างจาก ชาวยิว คือ การใช้กำลัง หมู่บ้านใด ที่ต่อต้านจะถูกกวาดล้างและเผ่าเรียบ ผู้ชายจะโดนประหาร ผู้หญิงและเด็กจะถูกส่งไปค่ายใช้แรงงาน มีการจับประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อบังคับให้ทหารเสรีชาวเช็กและสโลวักยอมมอบตัว การทรมานมากมาย ถ้าหากสมาชิกครอบครัวคนเดี่ยวเกี่ยวข้อง แน่นอนแม้คนอื่นๆในครอบครัวจะไม่รู้เห็น แต่การลงโทษ คล้ายกับยุคศักดินา คือการลงโทษทั้งครอบครัว ไฮดริชกล่าวปราศรัยว่า "การปกครองแบบรัฐเยอรมันเก่า มิอาจจะแก้ปัญหาชาวยิวได้อีกแล้ว" ในโบฮีเมียและโมราเวีย ชาวยิวถูกให้ไปรายงานเข้าค่ายกักกันและค่ายแรงงาน การกวาดล้างชาวยิวในดินแดนเช็กปัจจุบัน จึงเริ่มจะรุนแรงมากกว่าที่ไหนในโลก ที่นาซีขยายอำนาจไปถึง มันทำให้รัฐบาลพลัดถิ่นที่ลอนดอน อย่างทำภารกิจเพื่อเป็นผลงานและของขวัญแก่สหราชอาณาจักรและพันธมิตร นั้นคือ การลอบสังหารไฮดริช ผู้มีอำนาจลำดับสามของเยอรมัน แน่นอน ยาน คูบิส และ โยเซฟ คับซิคได้รับหน้าที่นั้น ทั้งสองคนแยกกันเข้าเมือง แน่นอนการจะเข้าปราก ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสามเมืองที่ปราศจากยิว และ เมืองสมบูรณ์แบบนั้นยาก แต่ด้วยนโยบายไฮดริชที่ขึ้นค่าแรงแก่ประชากรในโบฮีเมียและโมราเวีย ที่มาทำงานให้โรงงานผลิตอาวุธทำให้นั้นเป้นช่องที่ทั้งสองคนแอบเข้าไป ยาน คูบิส ได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวฝ่ายต่อต้าน ที่ชื่อ โนวัก อันเป็นที่ๆเขาพบกับอันนา โนวัก หรือ สตรีผู้เป็นที่รักของยานคูบิส ส่วนโยเซฟ คับซิคก็ได้ไปอยู่กับครอบครัวโมราเวก ที่เขาพบกับเด็กชายชื่อ อาต้า โมราเวก ที่ถูกหลอกจากพ่อแม่พวกเขาว่า คับซิคคือลูกพี่ลูกน้องและทั้งสองคนก็สนิทกัน เล่นเปียโนและไวโอลีนด้วยกัน มิตรภาพระหว่างพี่กับน้องผูกแน่น ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดกับหน่วยพิเสษที่ทำงานลับๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ แต่สำหรับคับซิค มันก็แค่เรื่องเล็กๆ สำหรับ ยาน คูบิส เขากลับมาสัมพันธุ์ที่รักกับลูกสาวของครอบครัวโนวัก อย่าง อันนา โนวัก แต่ใช่ว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรต่อภารกิจ เพราะครอบครัวโนวัก ต้องไปทำงานที่บ้านของไฮดริชในปราก ดูแลลีนา ไฮดริชและลูกของไรน์ฮาร์ททั้งสี่คน ในเวลาที่พวกเขาอยู่ปราก แน่นอนครอบครัวไฮดริชต้องวิ่งไปมาตามพ่อตามแม่จากปรากและเบอร์ลินอยู่บ่อยมาก ไฮดริชได้พักในปราสาทปราก อันหรูหรา และ มีการป้องกันที่แน่นหนา แต่การทนงตนของไฮดริชเองคือช่องโหว่อีกช่องที่จะทำให้คูบิส สามารถฆ่าไฮดริชได้ จากปราสาทปรากไปสำนักงานรัฐบาลในปราก ทุกๆวันไฮดริชจะนั่งรถMercedes-Benz W142คันเดิมไปทำงาน โดยไร้การคุ้มกันจากขบวนรถแต่อย่างใด บางวันก็มีรถเกราะคอยวิ่งติดตาม ไฮดริชคิดว่าเขาสร้างความหวาดกลัวแก่ชาวเช็ก จนไม่มีใครกล้าที่จะแตะตัวเขา เขาได้สังหารวีรบุรุษชาวเช็ก นายพลผู้เป็นผ.บ.กองทัพใต้ดินในปรากต่อหน้าต่อตาชาวเช็ก นั้นคือ วลาชลาฟ โมราเวก พ่อของอาต้า โมราเวก ที่โยเซฟ คับซิคได้ไปอาศัยอยู่ด้วย ภารกิจของคูบิส คือติดตามกิจวัตรของไฮดริช และ ภารกิจของคับซิคคือการยิงไฮดริช ทำให้ภารกิจในปรากก่อนการลอบสังหารจึงอยู่ในมือของยาน คูบิสมากสุด หลายๆครั้งที่เขาออกไปปั่นจักรยานกับอันนา ก็เพื่อที่จะทำภารกิจ สอดแนม สอดส่องไฮดริช หาเส้นทางลอบสังหารและยาน คูบิสก็พบ ถนนที่ตัดกับรถราง อันเป็นที่ๆไม่มีทหารเยอรมัน และ สามารถชลอรถของไฮดริชได้ และเมื่อนั้น คับซิคก็จะพุ่งตรงเข้าขวางลำรถ และ เอาปืนกึ่งอัตโนมัติในกระเป๋าออกมาเป่าหัวไฮดริช และนั้นคือแผนการ ในที่สุด ก็มีทหารเสรีอีกสองคนเข้าร่วมภารกิจ ด้วย เพื่อช่วยเหลือ พวกเขา เนื่องจาก กลุ่มต่อต้านในปรากถูกกวาดล้างหมดแล้ว เหลือแต่พวกเขา พวกเขาจึงแบ่งทีมเป็นทีมเอ และ ทีมบี
1.ทีมเอ จะยืนอยู่ตรงหัวมุมของถนน คอยส่งสัญญาน ผ่านกระจกและบุหรี่ เพื่อบอกว่าไฮดริชมาหรือไม่มา และมีรถเกราะบรรทุกปืนกลเต็มอัตราวิ่งมาหรือไม่
2.ทีมบี คือ ฆ่าไฮดริชและคนขับรถ

แผนการถูกบังคับให้ปฏิบัติ แม้ว่ากลุ่มต่อต้านที่คอยสนับสนุนจะหายไปหมดแล้ว และโทรเลขลับของรัฐบาลพลัดถิ่นคือฆ่าไฮดริช พวกห้าคนคอยถกเถียงกันว่าจะยกเลิกภารกิจหรือไม่? แต่ท้ายสุดไม่ยกเลิก และ คาเรล ชูด้าถอนตัวจากภารกิจที่ชื่อว่า ปฏิบัติการแอนโตรพอยด์

ในวันที่27 พฤษภาคม 1942 มันเป็นวันที่ดูเหมือนราววันอื่นๆ ไฮดริชออกจากบ้านไปทำงาน ยาน คูบิสก็ออกจากบ้าน อันนา โนวักหญิงผู้เป็นที่รักคอยมองจากหน้าตาด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับอาต้า โมราเวก ที่มองโยเซฟ คับซิคทางประตูบ้าน พวกเขานัดเจอกันที่จุดนัดหมาย เวลาประมาณ10.30น. รถของไฮดริชก็วิ่งมาพร้อมการชลอเพื่อให้รถรางไปก่อน จังหวะนั้นตามแผน ทีมบีจะเริ่มทำงาน โยเซฟ คับซิคเข้าขวางลำรถและกระชากปืนจะกระเป๋าเสื้อออกมา แต่ปืนกลับขัดลำกล้อง ทำให้ยิงไม่ได้ ไฮดริชกระชากปืนพกออกมายิง คับซิคหลบทัน ยาน คูบิสจึงโยนระเบิดใส่รถของไฮดริช จังหวะนั้นทำให้ไฮดริช บาดเจ็บ คนขับรถวิ่งตามคับซิค และ ไฮดริชวิ่งตามคูบิส แต่ไฮดริชได้ล้มลง กลางตลาดระหว่างนั้น ทีมเอคนหนึ่งกำลังรีบวิ่งไปฆ่าไฮดริช แต่แล้วทหารเยอรมันก็เข้ามา ทำให้เขารีบเก็บปืนเข้ากระเป๋าเสื้อ ภารกิจดูเหมือนจะล้มเหลว ทุกคนรอดในหน่วยลอบสังหารรอดมาได้ คับซิคยิงคนขับรถของไฮดริช เสียชีวิต ไฮดริชถูกไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เมื่อไฮน์ริช ฮิมเลอร์ทราบข่าว เขาก็รีบจากเบอร์ลิน มาหาไฮดริชอย่างรวดเร็ว ฮิมเลอร์มีท่าทางที่เศร้า เขาขยับตัวไม่เป็นธรรมชาติ พยายามกลั้นน้ำตา แต่น้ำตาเขาก็ไหลออกมา ท้ายที่สุดไฮดริชก็เสียชีวิตในค้ำวันนั้นในสายตาจากครอบครัวและฮิมเลอร์ที่โศกเศร้า แน่นอนต้องมีการชำระแค้นนี้ ศพของไฮดริชถูกนำไปเบอร์ลิน และ มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ฮิตเลอร์ และ ฮิมเลอร์วางแผนตอบโต้ ฮิตเลอร์สั่งตรงให้มีการไปกวาดล้างหมู่บ้านลีดีเช ที่ถูกส่งสัยว่า เป็นที่ๆสนับสนุนพวกทหารเสรีเชโกสโลวัก ระหว่างพวกเขาโดดร่มและหาให้ที่ซ้อน ช่วงที่ทหารเยอรมันกำลังล่า เยอรมันเพ็งเล็งหมู่บ้านนี้มานานแล้วเพราะว่า ลูกชายของครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านดังกล่าว ได้แอบหนีไปเข้าร่วมกองทัพเสรีเสียมาก เช้าวันรุ่งขึ้น เกิดการกวาดล้าง ผู้ชายถูกยิงทิ้ง หญิงและเด็กถูกนำไปค่ายแรงงานที่กักขังชาวยิว ในปี1945 มีเพียงแค่17คนเท่านั้นที่รอดชีวิต ทั้งหมู่บ้านเกือบ200ชีวิต เสียชีวิต ในเวลานั้น รัฐบาลเยอรมันเข้ามาสั่งการตรง ประกาศตามล่าคนที่ฆ่าไฮดริช เยอรมันประกาศเป็นข้อความซ้ำๆ " ถึงประชาชนโบฮีเมียและโมราเวีย ใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ลอบสังหารท่านผู้พิทักษ์หากตรวจพบภายหลังจะมีโทษถึงประหารชีวิต และทั้งหมู่บ้านลีดีเช่จะต้องชดใช้ในการกระทำนี้ ผู้ชายจะถูกยิง ผู้หญิงและเด็กจะถูกต้องติดคุกใครก็ตามที่มีเบาะแสจะได้รับค่าตอบแทน" คาเรล ชูร์ด้าคือทหารเสรีที่ปฏิเสธและไม่เข้าร่วมภารกิจ เขากลับไปบอกเยอรมันทุกเรื่องราวเพื่อแลกกับเงินหลายล้าน และ การนิรโทษกรรม เยอรมันส่งทหารเข้าจับกุมครอบครัวโมราเวก และครอบครัวทุกๆครอบครัวที่สนับสนุน สำหรับยาน คูบิส และโยเซฟ คับซิคและสมาชิกทหารเสรีได้ไปรวมตัวที่โบสต์ที่ถนนโรสโลวา ในกรุงปราก อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวโนวักไหวตัวทัน อันนา และ ยาน ต้องบอกลา ก่อนทีครอบครัวโนวักจะหนีออกนอกปรากไปชนบทใกล้พรมแดนฮังการี ยาน และพลพรรคทหารเสรี ถูกปิดล้อม หลังการสอบสวนเยอรมัน เยอรมันซ้อมทรมานอาต้า โมราเวก จนเขาก็ต้องยอมบอกว่าเหล่าทหารเสรีแอบที่โบสต์ เยอรมันเข้าปิดล้อมโบสต์ และเกิดการปะทะยาวนานกว่าหลายชั่วโมง จนกระทั้ง เหลือแค่ยาน คูบิสกับโยเซฟ คับซิค พวกเยอรมันส่งชูร์ด้ผู้ทรยศามาเจรจา แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ หลังคับวิครู้ว่า อาต้า เสียชีวิตจากถูกทรมานแล้ว เขาพยายามยิงใส่ชูร์ด้า แต่ทหารเยอรมันปัดเขาหลบจากวิถีกระสุนได้ พวกเขาสองคนต่อสู้กับทหารเยอรมันต่อไป จนกระทั้งกระสุนหมดและฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ เพื่อปิดปากตัวเองไม่ให้ไปถูกเยอรมันทรมานเพื่อข้อมูล หลังจากนั้น หนังสือก็จบลง ชีวิตของยาน คูบิส ,โยเซฟ คับซิค และ ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช จบลง ฮิตเลอร์และฮิมเลอร์ได้ล้างแค้นสำเร็จ ครอบครัวไฮดริชได้อาศัยอย่างสงบสุขพร้อมการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลนาซีเยอรมัน ครอบครัวโนวักของอันนา โนวัก ผู้เป็นหญิงที่รักของยาน คูบิส หลบหนีและซ้อนตัวจนกระทั้งสงครามจบ พวกเขารอดมาได้ ส่วน คาเรล ชูร์ด้า ในช่วงที่เยอรมันปกครองเช็กในฐานะรัฐอารักขาแห่งโบฮีเมียและโมราเวีย เขาได้ข้อมูลต่างๆให้ทางเยอรมัน มากมาย จนทำให้ภารกิจหลายๆภารกิจของฝ่ายพันธมิตรต่อยุโรปกลางล้มเหลว และเขาก็ได้ใช้ชีวิตสุขสำราญจนกระทั้งวันที่กองทัพแดงเข้ายึดปราก เขาก็ถูก กองทัพประชาชนเชโกสโลวาเกียพิพากษาประหารชีวิตข้อหาทรยศต่อชาติ และท้ายสุด เรื่องราวนี้เป็นดังนิยายเรื่องหนึ่ง ที่เกิดมาจากเรื่องจริง บุรุษผู้มีหัวใจดั่งเหล็ก หนังสืออันทรงคุณค่านี้สะท้อนเรื่องราวของการจัดการอำนาจในเยอรมัน การกวาดล้างชาวยิว และ การปกครองโบฮีเมียและโมราเวียในอำนาจของไฮดริช พร้อมภารกิจลอบสังหาร ปฏิบัติการแอนโตรพอยด์ ซึ่งคือเรื่องราวที่ถูกรวบรวมและเผยแพร่โดย Laurent Binet แห่งมหาวิทยาปารีสผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ท้ายที่สุด รัฐบาลสาธารณรัฐเช็กเกีย และ สาธารณรัฐสโลวาเกีย มอบยศพันเอกให้ยาน คูบิส และ โยเซฟ คับซิค สำหรับการรำลึกถึงวีรกรรมของการลอบสังหารคนฆ๋าสัตว์แห่งปราก ชายผู้มีอำนาจลำดับสามของเยอรมัน ซึ่งถ้าเขายังมีชีวิตต่อไปในช่วงสงคราม การกวาดล้างชาวยิว และวิธีการใช้ความรุนแรงต่อประชากรในรัฐอารักขาต่างๆที่เยอรมันปกครอง อาจจะรุนแรงมากกว่าที่เราเห็นอีก เราก็เห็นว่า 2ปีแรกหลังการกวาดล้างยิวคือช่วงที่รุนแรงที่สุด สมฉายานาม คนฆ่าสัตว์แห่งปราก ไรน์ฮาร์ท ไฮดริช คือ ผู้มอบความตายและความทรมานให้แก่ชาวยุโรปนับล้านๆคน
SHARE

Comments