Look at there / Look at me

(1)
วันก่อนอ่านวิธีการเขียนของเพจ 'วิเคราะห์บอลจริงจัง' แอดมินเขียนหลายอย่าง (ไปตามหาอ่านกันเอง) แต่มีสะดุดอยู่ข้อหนึ่งคือ

Look at there กับ Look at me
ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ

คือคร่าว ๆ แกอธิบายว่า การเขียนแล้วจะทำให้คนสนใจนั้นคือการส่งสารให้ผู้อ่านมีจุดร่วม

(ขออธิบายตามที่เข้าใจนะฮะ ไม่ได้ย้อนกลับไปอ่านใหม่ และอาจเข้าใจถูกหรือผิดก็ได้)

ประมาณว่าเขียนตามกระแส เขียนในเรื่องที่คนสนใจ เช่นถ้าวันนี้ผมจะเขียนบทความ ก็คงเขียนเรื่อง นาซี สวัสดิกะ ค่ายกักกัน BNK เซ็นบัตซึ PM 2.5 อะไรเทือกนี้ จะสามารถดึงความสนใจได้ ซึ่งเรียกว่า Look at there หรือประมาณว่า เฮ้ยดูนั่นสิ

แต่คนที่หัดเขียน หรือพยายามสื่อสารช่องทางอื่น ๆ ส่วนมากมักใช้ Look at me ซึ่งแปลตรง ๆ ว่า "มองมานี่สิ... กูอยู่นี่" ในการสร้างสรรค์งานเสมอ

(2)

เคน นครินทร์ บรรณาธิการบริหาร Tha Standard ให้สัมภาษณ์ในรายการ Perspective ว่า บทความแนกของเขาที่ได้ตีพิมพ์กับ ADay นั้น มีแนวคิดที่ชัดเจนว่า ในเมื่อโอกาสมาถึง ในการต้องเขียนอะไร สิ่งที่เขาเลือกคือเขียนเกี่ยวกับตัวเอง หรือถ่ายทอดตัวตนลงในงาน บก ในตอนนั้นคือคุณทรงกลด ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร

เคยอ่านหรือฟังผ่าน ๆ ตาว่า วงร็อคแนวหน้าของไทยอย่าง Clash หรือ Gatsanova ใช้เวลานานมากกว่าจะทำอัลบั้มแรกออกมาได้ สาเหตุมาจากพวกเขาต้องการทำผลงานที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคนธรรมดาหรือศิลปิน มักอยากขายของที่เป็นตัวเอง เป็นเอกลักษณ์ ขายอีโก้ ซึ่งแน่นอนไม่ใช่เรื่องผิด

(3)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในการแสดงตัวตนอย่างถึงที่สุดนั้น อาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เพราะทั้งคุณเคนที่ตอนนี้เป็นคนวางแนวทางบทความใน The Standard เมื่อกลับไปอ่านงานนั้นแทบอยากเผาทิ้ง และคุณทรงกลดบอกว่า รู้ว่าบทความนี้เป็นงานอีโก้สูง แต่ที่ปล่อยผ่านเพราะอยากให้เขาได้เรียนรู้

วง Clash และ Getsanova ก็เช่นกัน กว่าพวกเขาจะทำอัลบั้มหรือมี Single Hit ก็ไม่ใช่เพลงที่พวกเขาอยากให้มันเป็น ดูจากอัลบั้มแรก ๆ ของ Clash นั่นต่างจากยุคหลัง ๆ มาก ส่วน Getsanova ก็ค่อย ๆ แสดงเอกลักษณ์ของวงเขามากขึ้นกว่าดนตรีแมส ๆ แบบเพลง 'ไกลแค่ไหนคือใกล้'

(4)

คำถามคือ การที่เราจะสร้างงาน ควรสร้างงานแบบไหน ระหว่า Look at There หรือ Look at Me

ผมก็ไม่ทราบคำตอบที่ถูกต้องนะ แต่เท่าที่สังเกตการเขียนงานแบบ เฮ้ยดูนั่นสิ มาเกินไปก็ไม่ต่างจากการรายงานข่าว แต่ครั้นจะเขียนงานแบบยูนีคแนว ๆ งานกู ๆ ๆ แบบนี้ก็ไม่มีคนสนใจ (เพราะมันเป็นมึงและกูหรือผู้อ่านไม่ได้อยากรู้จักมึง)

แต่ในระหว่างการสร้างตัวตน งานที่จับต้องได้จะเป็นแบบ Look at there and me too ประมาณว่า ดูเรื่องนั้นสิมันเป็นแบบนี้ และตัวเราคิดว่ามันคือ บลา ๆ ๆ

งานแบบนี้มีโอกาสทั้งเเจ้งเรื่องราว ต่อด้วยการแสดงทรรศนะไปได้ด้วย โดยสามารถดึงความสนใจ และจากนั่นก็เปิดโอกาสให้ผู้อ่าน/ฟัง ได้รับข้อมูลและความเห็น และเมื่อผู้เสพสื่อชอบ เราก็มีโอกาสสอดแทรกตัวเราเข้าไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเรามีผู้ติดตาม นั่นเป็นการพัฒนาตัวเองจาก Me สู่ There นั่นเอง

ตัวอย่างชัดเจน ๆ ก็เช่น รายงานข่าวจากวิทยุ กับรายงานข่าวโดยคุณสรยุทธ์เป็นต้น

(5)

ความสำคัญของการเปลี่ยนตัวเองจาก Me เป็น There นี่นหมายถึง เราพัฒนาตัวเองจาก Nobody เป็น Somebody ได้ แล้วประโยคที่ว่า Look at there ก็จะเป็นอันเดียวกันกับ Look at me

ท้ายสุดนี่ก็เป็นแค่แนวคิด ที่อาจพอมีประโยชน์ในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ออกมา ซึ่งอาจใช้ได้หรือไม่ได้ก็ได้ เพราะบางคนก็สามารถใช้ตัวตนสร้างงานได้เลย (แต่ที่สังเกตคนเหล่านี้มักดังข้ามคืนแล้วถูกกลืนหายไป)

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าคุณจะเป็น Thereหรือ Me นั่นคือ การสร้างผลงานให้ออกมาเรื่อย ๆ ความขยันและวินัยสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็น There หรือ Me หากคุณไม่เคยผลงานอะไรออกมาได้เลย

-เขียนไว้เตือนตัวเอง--
#Diary
#LookAtMe

https://imonkeyblog.wordpress.com/2019/01/29/look-at-there-and-look-at-me/?preview=true
SHARE
Writer
imonkey7
Lazier
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments