คำโกหกครั้งสุดท้าย (END)
สำหรับจูรินะในตอนนี้ ความรู้สึกของเขานั้นไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน เขายังรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว แต่การโดนตอกย้ำเรื่องนั้นจากคนที่คอยอยู่ข้างๆเขามาตลอดยิ่งทำให้มันชัดเจนในความรู้สึกของเขายิ่งขึ้น
นั่นสินะ ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่คิดว่าตัวเองไม่เหลืออะไร แม้แต่เธเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันสินะพารุจัง
.
.
.
อันที่จริงจูรินะคิดมาตลอด ว่าเขาอยากจะเดินออกไปจากคนๆนี้
ไม่ใช่เพราะพารุจังไม่ดีกับเขา ตรงกันข้าม เธอดีกับเขามากเกินไป มากซะจนเขารู้สึกเหมือนคนไร้ค่า
พารุจังคอยซัพพอร์ตเขาในทุกๆเรื่อง ในช่วงที่เขายังหางานทำไม่ได้ ก็ได้พารุจังช่วยเหลือเรื่องเงินเอาไว้ หรือแม้แต่แค่การเดินทางไปทำงาน อีกคนก็ยังคอยไปรับไปส่ง มีหลายครั้งที่เขาบอกเธอว่าสิ่งเหล่านี้ที่เธอทำให้เขามันมากเกินไป แต่เธอกลับยืนยันที่จะทำให้
แต่สิ่งเหล่านั้นกลับยิ่งทำให้เขาหมดศรัทธาในตัวเองมากขึ้นทุกวัน
ไม่ใช่แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองรักไม่ได้ แต่แค่ดูแลตัวเองก็ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แล้วยิ่งไอ้ประโยคบ้าๆนั่น...เขายิ่งไม่อยากจะยอมรับมัน
หลังจากจูรินะเริ่มทำงานได้ไม่นาน ก็มีอันให้ต้องเปลี่ยนที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะอีกคนนั้นหึงเธอเหลือเกิน แม้ว่าในความเป็นจริง ทุกครั้งที่มีปัญหา เขาจะไม่เคยทำอะไรเกินเลยตามที่เธอคิดก็ตาม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ความเชื่อใจในตัวกันและกันมันหมดลงไป
สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะทำสิ่งที่โง่และไม่ควรได้รับการให้อภัยมากที่สุด เพื่อให้เธอทิ้งเขาไป
เพื่อให้เราต่างได้เป็นอิสระจากกันและกัน
ในเมื่อเธอไม่ชอบให้เขายุ่มย่ามกับผู้หญิงคนอื่น เขาก็จะทำ และทำให้มันมากกว่าที่เธอจะรับได้
อย่างน้อยๆที่สุด เธอจะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบชีวิตคนไร้ค่าแบบเขาสักที
ไม่ต้องมารับผิดชอบชีวิตของคนที่ไม่สามารถดูแลสิ่งที่ตัวเองรักได้เลยสักอย่าง
.
.
.
“แปลว่า...พ่อแม่ของอาจารย์เสียแล้วทั้งคู่เลยอย่างนั้นหรอคะ?” นาโกะที่ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดของซาชิฮาระถามขึ้น
“อืม” ซาชิฮาระหันไปมองซากุระและพบว่าเด็กสาวตรงหน้าดูไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก “ซากุระรู้เรื่องนี้อยู่แล้วงั้นหรอ?”
“ไม่รู้หรอกค่ะ” เด็กสาวตอบกลับไป “แต่จูรินะซังน่ะเคยบอกว่า อาศัยอยู่คนเดียว พ่อแม่อยู่ต่างประเทศน่ะค่ะ”
“หืม” ซาชิฮาระครุ่นคิดเล็กน้อย “จะว่าแบบนั้นก็ไม่ผิดซะทีเดียวหรอก เพราะว่าเครื่องบินมันตกที่ต่างประเทศน่ะ แล้วที่มันไม่ได้พูดความจริง อาจจะเพราะไม่อยากจะกลายเป็นคนที่น่าสงสารมากไปกว่านี้ก็ได้นะ”
“ค่ะ” ซากุระก้มลงมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนหน้าตักเพื่อใช้ความคิด
“รู้แบบนี้แล้วซากุระจะทำยังไงต่อล่ะ?”
“ฉันจะไปตามเขากลับมาค่ะ” ซากุระเงยหน้ามองซาชิฮาระแล้วตอบกลับไป “ฉันอยากจะคุยกับเขาให้รู้เรื่องค่ะ”
“อืม” ซาชิฮาระพยักหน้าให้เด็กสาว “แต่ก่อนอื่นต้องหามันให้เจอก่อนนะ เพราะตอนนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันอยู่ไหน”
“ฉันจะไปหาจูรินะซังที่ห้องค่ะ”
“อาจจะเจอพารุก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าฉันเจอฮารุกะซัง ฉัน...ถึงยังไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อ แต่ฉันจะไปค่ะ” ซากุระพูดจบก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากบ้านไปทันที
“เอ๋ นี่มันนิยายรักวัยรุ่นชัดๆเลยไม่ใช่หรอ เธอว่างั้นมั้ย นาโกะ”
“แต่คุณน้าเองก็หวังให้มันเป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไงคะ?”
“ฮืมมม ในฐานะรุ่นพี่คนนึงน่ะนะ ก็ต้องอยากให้รุ่นน้องที่น่ารักพบความสุขจริงๆอยู่แล้วไม่ใช่หรือไงล่ะ?”
.
.
.
“คุณมาทำอะไรที่นี่กันคะ?” เป็นอย่างที่ซาชิฮาระว่าไว้ไม่มีผิด ด่านแรกที่ซากุระต้องเจอก่อนที่จะได้พบจูรินะ
“ฮารุกะซัง...”
“รู้ชื่อฉันด้วยเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะรู้นะคะ ว่าฉันเป็นใคร”
“ฉันอยากพบจูรินะซังค่ะ”
“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ ย้ายออกไปแล้ว”
“ไม่จริงหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าจูรินะซังยังอยู่ที่นี่”
“คุณจะมารู้ดีกว่าฉันได้ยังไงคะ?”
“ฉันรู้แล้วกันค่ะ”
“กลับไปซะเถอะนะคะ ทำแบบนี้น่ะ มันรบกวน” ฮารุกะชายตามองเด็กสาวตรงหน้าก่อนพูดต่อ “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะคะ”
“ฉันไม่กลัวคุณหรอกค่ะ” ซากุระมองกลับไปด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว “สิ่งเดียวที่ฉันกลัวในตอนนี้ก็คือ จูรินะซังจะต้องเจ็บปวดมากไปกว่านี้ต่างหากค่ะ”
“กลับไปซะเถอะค่ะ เสียเวลา” ฮารุกะพูดจบก็หันหลังเดินขึ้นคอนโดไป แต่เด็กสาวยังคงพูดตามหลังไปให้อีกคนได้ยิน
“ไม่ว่าจูรินะซังจะอยู่ที่ไหน ฉันจะตามเขากลับมาค่ะ”
.
.
.
“วันนี้ก็ดื่มอีกแล้วหรอ?” ฮารุกะเดินกลับเข้ามาในห้องก็พบกับจูรินะที่กำลังนั่งดื่มแบบไม่สนใจใครอยู่
ใช่ เธอโกหกเด็กคนนั้นว่าเขาย้ายออกไปแล้ว แต่อันที่จริงเขาไม่เคยไปไหนเลย ยังคงหมกตัวเงียบๆอยู่ในห้องแห่งนี้
“เธออยากให้ฉันทำอะไรล่ะพารุจัง?” จูรินะยกแก้วขึ้นจิบก่อนหันมามองอีกคนที่เพิ่งกลับเข้ามา
“ไม่รู้สิ ทำอะไรที่มันมีประโยชน์กว่านี้ล่ะมั้ง”
“เป็นอาจารย์ก็มีประโยชน์นะ” จูรินะก้มลงมองแก้วเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะ “แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ให้ฉันทำ”
“ก็คุณเที่ยวยุ่งกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว คิดว่ามันดีมากเลยหรือไง?”
“ก็เลิกแล้วไง ไปถามใครก็ได้ ฉันไม่ได้คุยกับใครมานานมากแล้วนะ”
“ทำไม เพราะเด็กคนนั้นหรือไง?” ฮารุกะอารมณ์เสียขึ้นมาอีกรอบ “ยอมหมดทุกอย่างเลยสินะ แค่บอกว่าจะเอาเรื่องของคุณไปบอกกับทางมหาลัยว่าเกินเลยกับนักศึกษา ก็เป็นห่วงจนต้องยอมลาออกมาซะเอง”
“พารุจัง ฉันไม่อยากทำร้ายใครมากไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ”
“เมื่อกี้ฉันเจอเด็กคนนั้นข้างล่างด้วยนะ” จูรินะหันหน้ามามองฮารุกะทันทีเมื่อเธอพูดถึงซากุระ “แค่พูดถึงเด็กคนนั้นก็หูผึ่งเชียวนะ”
“มีอะไรก็ว่ามา อย่าอ้อมค้อมได้ไหม”
“ไม่มีอะไร ด็กคนนั้นแค่ฝากบอกว่าลาก่อน”
“...”
“ทำไม จะเป็นอะไรหนักหนา แค่คำพูดสั้นๆคำเดียวมันกระทบจิตใจมากเลยหรือไง?”
“พารุจังไม่เข้าใจหรอก...” จูรินะรินแอลกอฮล์ลงแก้วเพิ่มอีกครั้ง “คำพูดบางคำน่ะ มันมีผลมากกว่าการกระทำเป็นร้อยครั้งซะอีกนะ”
.
.
.
“นี่เหงามากจนต้องโทรเรียกฉันมาดื่มด้วยเลยหรอพารุ?” ยุยถามขึ้นมาขณะที่ทั้งคู่เริ่มดื่มแก้วที่สองกัน
“ไม่ได้เหงา เบื่อต่างหาก”
“เบื่ออะไรงั้นหรอ?”
“เบื่อจูรินะกับเด็กบ้าคนนั้นน่ะสิ” พารุเงียบไปสักพักจึงพูดต่อ “คนนึงก็เอาแต่ดื่ม ส่วนอีกคนก็มารอหน้าตึกอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไงนะ”
“อืม” ยุยส่งเสียงฮึมฮัมเบาๆในลำคอ “ก็คนนึงคือคนสิ้นหวัง ส่วนอีกคนคือคนที่เต็มไปด้วยความหวังนี่นะ มันก็แบบนี้แหละ”
“...”
“พารุจัง อย่าว่าโง้นงี้เลยนะ” ยุยหันไปมองเจ้าของชื่อที่กำลังยกแก้วขึ้นจิบ “ฉันว่ามันถึงเวลาที่ทั้งเธอและเขาต้องมีอิสระแล้วหละ”
พารุวางแก้วกระแทกกับโต๊ะเพราะหงุดหงิดในสิ่งที่อีกคนพูด “น่ารำคาญน่า อุตส่าหนีคนน่าเบื่อที่นั่นมา แล้วยังต้องมาเจอคนน่ารำคาญแบบนี้อีกงั้นหรอ?” พารุควักเงินในกระเป๋าออกมาวางไว้ข้างแก้วแล้วจึงเดินออกจากบริเวณนั้นไป
“เธอเองต่างหากล่ะที่น่าเบื่อ” ยุยพูดขึ้นมาเบาๆ “ทั้งๆที่การทนอยู่แบบนั้นเจ็บปวดมากแท้ๆแต่ก็ทนอยู่ได้ ความรักนี่มันเป็นเรื่องที่บ้าชะมัดเลยนะ”
.
.
.
ฮารุกะกลับกลับมาถึงห้องก็พบจูรินะนอนแผ่อยู่บนโซฟา ดวงตาของเขายังคงว่างเปล่าและเหม่อลอยเหมือนเดิม เธออาศัยอยู่กับคนไม่มีวิญญาณแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
เธอรู้ตัวมาสักพักแล้ว ว่าคนตรงหน้านั้นไม่ได้มีใจให้เธออีกต่อไป ทั้งๆที่เธอยังรักเขาอยู่เหมือนเดิม
เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งเขาเอาไว้ ยอมแม้แต่เรื่องที่เจ็บที่สุดอย่างการอนุญาตให้เขาไปนอนกับคนอื่น เผื่อวันนึงเขาจะหันกลับมามองเธอด้วยแววตาคู่เดิม แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ตั้งแต่เด็กคนนั้นเข้ามาในชีวิตของเขา เด็กคนนั้นก็ได้กลายเป็นเจ้าของรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของเขาไปแล้ว แทนที่จะเป็นเธอ
“ทำอะไรน่ะจูรินะซัง?”
“ไม่ได้ทำอะไร นอนเฉยๆไม่เห็นหรือไง” น้ำเสียงที่เขาตอบเธอกลับมาช่างเย็นชาเหลือเกิน มันอาจจะเกินกว่าเธอจะทนรับได้อีกต่อไป
“เรื่องเด็กคนนั้นน่ะ...”
“ซากุระจังทำไมงั้นหรอ?” แค่เธอพูดคำว่าเด็กคนนั้น เขาก็เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ แววตาที่เคยว่างเปล่าก็กลับมีประกายเหมือนกับลูกหมาที่เฝ้ารอเจอเจ้าของมาทั้งวัน
“หึ รักมันมากเลยสินะ”
“อย่าเรียกซากุระจังว่ามันนะ ฮารุกะ!” แค่เรียกว่ามัน ก็ถึงกับต้องเปลี่ยนสรรพนามกันขนาดนี้เลยงั้นสินะ ก็ได้ จูรินะซัง
“ออกไปจากที่นี่ซะ!”
“ว่าไงนะ?”
“บอกให้ออกไปจากที่นี่ไง!” ฮารุกะเม้มปากแน่น “ฉันเกลียดคุณจูรินะซัง ฉันไม่ได้รักคุณอีกต่อไปแล้ว! ออกไปซะ!” ทั้งๆที่เป็นคนเอ่ยคำพวกนั้นออกมาเอง แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าขอบตานั้นร้อนผ่าว เหมือนน้ำตากำลังจะระเบิดออกมา “จะไปไหนก็ไป แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”
“พารุจัง” จูรินะลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้ามากอดเธอเอาไว้ นี่อาจจะเป็นความอ่อนโยนครั้งสุดท้ายที่เขาจะมอบให้เธอได้ “ขอโทษนะคะ สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา แล้วก็ขอบคุณมากเลยนะ” จูรินะกอดเธอแน่นกว่าทุกที ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนแล้วออกมาพร้อมกระเป๋าเป้ใบเก่งของตัวเอง “ไม่ว่าพารุจังจะรู้สึกยังไง ฉันอยากให้รู้ไว้ ฉันไม่เคยเกลียดพารุจังเลยนะคะ”
จูรินะพูดจบก็เดินออกจากห้องไป หลังประตูปิดฮารุกะก็ทรุดลงร้องไห้เงียบๆอยู่คนเดียว
“ฉันเอง ก็ไม่เคยเกลียดคุณเลย”
“แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันทำให้คุณได้ เพื่อให้คุณได้รอยยิ้มนั้นกลับมาอีกครั้ง”
“คำโกหกครั้งสุดท้ายของฉัน...”
.
.
.
“เจอจูรินะไหม?” ซัชชี่ถามซากุระขึ้นมาในเย็นวันนึ่งขณะที่เด็กสาวกำลังกินข้าว
“ยังไม่เจอเลยค่ะ ถึงจะไปที่ห้องทุกวัน แต่ก็เจอแค่ฮารุกะซัง”
“งั้นหรอ”
“เอ้อ จริงสิ” ซากุระหยุดกินข้าวแล้วเงยหน้ามองซาชิฮาระ “บ้านที่จูรินะซังเคยอยู่นี่อยู่แถวไหนหรอคะ?”
“ไม่ไกลจากมหาลัยหรอก แต่ว่านะ”
“ทำไมหรอคะ?”
“จูรินะขายบ้านหลังนั้นไปตั้งนานแล้วแหละ ตอนนี้มันคงไม่มีทางกลับไปอยู่ที่นั่นได้หรอก”
“ช่วยบอกทางฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้สิ” ซาชิฮาระบอกทางไปยังบ้านของจูรินะกับซากุระอย่างละเอียด เมื่อฟังจบซากุระก็วางชามข้าวแล้ววิ่งออกไปทันที
“อ้าว เฮ้ย อย่างน้อยก็กินข้าวให้หมดก่อนสิเฟ้ย”
“ก็คุณน้าบอกเองไม่ใช่หรอคะ” นาโกะตักข้าวเข้าปากก่อนอมยิ้ม “นิยายรักวัยรุ่นยังไงล่ะคะ”
.
.
.
เมื่อซากุระเดินทางมาถึงจุดที่ซาชิฮาระบอกว่าเป็นบ้านหลังเก่าของจูรินะ เธอก็เห็นว่าฝั่งตรงข้ามบ้านนั้นเป็นสวนสาธารณะเล็กๆตามที่คุณน้าของเธอได้บอกไว้ และจูรินะกำลังนั่งอยู่บนชิงช้าตัวหนึ่งที่ค่อยๆแกว่งช้าๆ เธอเห็นเขานั่งมองบ้านหลังนั้นอย่างเหม่อลอย เธอตัดสินใจค่อยๆเดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงที่ชิงช้าตัวข้างๆ
“เล่นชิงช้าคนเดียวสนุกไหมคะ?” ซากุระพูดขึ้นมาเบาๆพอให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆได้ยิน เขาหันมามองเธอเล็กน้อยก่อนหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม
“รู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่?” จูรินะถามขึ้นมาด้วยน้ำสียงที่ยังแฝงไปด้วยความเศร้า
“เหมือนที่จูรินะซังหาฉันเจอวันนั้นไงล่ะคะ” ซากุระส่งยิ้มกว้างให้คนข้างๆ “วันนี้ฉันก็หาจูรินะซังเจอบ้าง เราจะได้หายกัน”
“งั้นเหรอคะ?” จูรินะยิ้มน้อยๆให้อีกคน “ไปเป็นตำราวจได้เลยนะคะเนี่ย หาคนเก่งขนาดนี้”
“แหะๆ ฉันล้อเล่นน่ะค่ะ จริงๆฉันกดสูตรโกงแหละ”
“ถามซัชชี่มาใช่ไหมล่ะ?”
“ค่ะ” ซากุระยิ้มน้อยๆเป็นคำตอบให้กับอีกคน
“กลับไปเถอะนะซากุระจัง” จูรินะหันกลับไปมองบ้านหลังนั้นตามเดิม “อย่ารอฉันเลยนะ”
“ทำไมล่ะคะจูรินะซัง”
“ตอนนั้นฉันก็พูดไปอย่างงั้นแหละ โกหกน่ะ ไม่คิดว่าเธอจะรอจริงๆ”
“ฉันรู้นะคะ ว่าจูรินะซังไม่ได้โกหก”
“งั้นหรอ...”
“กลับไปกับฉันเถอะค่ะ พี่นาจัง พี่มาโกะ ซัชชี่ แล้วก็นาโกะจังรอจูรินะซังอยู่นะคะ ถึงฉันจะไม่แน่ใจว่าถ้าคุณกลับไปนาโกะจังจะดีใจรึเปล่าก็เถอะ”
“ซากุระจังรู้ไหม” จูรินะหันกลับมามองซากุระด้วยแววตาเศร้าสร้อยอีกครั้ง “คนอย่างฉันน่ะ มันไม่ควรจะมี happy end รออยู่หรอกนะ”
“แล้วใครบอกว่ามันจะเป็น happy end กันล่ะคะ?”
“เอ๋?”
“คุณคิดว่า การที่คุณทำแบบนั้นกับอาจารย์เรนะไป เขาจะยกโทษให้ง่ายๆหรอคะ? แล้วไหนจะกับอาจารย์คาชิวากิ อาจารย์วาตานาเบะ แล้วก็รุ่นพี่มิรุอีก”
“เอ๋!” จูรินะตกใจจนเผลออุทานออกมาเสียงดัง “ซากุระจัง...รู้หมดเลยหรอคะ” เขายิ้มน้อยๆด้วยความเขินอาย
“ไม่ใช่แค่ฉันค่ะ ใครๆเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละ”
“ว๊า เขินจังเลย โดนจับได้แบบนี้”
“ถ้าจูรินะซังกลับไป คุณจะต้องแก้ปมเชือกทั้งหมดที่เป็นคนผูกเอาไว้เอง รู้แบบนี้แล้ว ยังคิดว่าการกลับไปยังเป็น happy end อยู่อีกไหมคะ?” ซากุระขำน้อยๆให้กับอีกคนที่กำลังทำหน้าแบบบรรยายไม่ถูกส่งมาให้เธอ
“นั่นสิคะ สำหรับคนอย่างฉัน happy end มันคงไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ”
“เราไม่มีทางรู้หรอกค่ะ ว่ามันจะดีหรือมันจะร้าย ถ้าหากไม่คิดจะทำอะไรสักอย่าง end มันก็ไม่มีวันมาถึงนะคะจูรินะซัง” ซากุระลุกขึ้นจากชิงช้าก่อนเดินไปยืนตรงหน้าอีกคนแล้วส่งมือให้ “ไปค่ะ กลับบ้านกันนะ ถึงจะเป็นบ้านของซัชชี่ก็เถอะ”
“จะดีหรอคะซากุระจัง...ที่เลือกคนอย่างฉัน?”
“คนอย่างคุณมันทำไมกันหรอคะ?”
“ก็ฉัน” จูรินะก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำลังกำแน่นอยู่บนตัก “มันไม่ได้มีค่าอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง”
“แล้วจูรินะซังคิดว่าฉันทำอะไรได้บ้างล่ะคะ?”
“เอ๋?”
“ฉันน่ะ ทำได้แค่วาดรูปท้องฟ้า ทำอาหารก็ไม่ได้เรื่อง ร้องเพลงก็เสียงหลง ทำความสะอาดบ้านทีไรก็ยังโดนนาโกะจังบ่นว่าไม่เคยสะอาด” ซากุระยิ้มกว้าง “ส่วนจูรินะซังน่ะเป็นคนที่แสนจะใจดี ถ่ายรูปก็สวย พูดเรื่องเข้าใจยากๆก็เก่ง แถมยังสอนพวกเราใช้เทคนิคใหม่ๆตอนวาดรูปได้เยอะแยะ ฉันน่ะ ดีกว่าจูรินะซังตรงไหนงั้นหรอคะ?”
ได้ยินแบบนั้นจูรินะก็ส่งยิ้มให้คนตรงหน้า รอยยิ้มที่อบอุ่นของเขา รอยยิ้มที่มันเคยหายไป เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วจับมือเด็กสาวเอาไว้
“งั้นก็ไปค่ะ กลับบ้านซัชชี่กันเถอะ”
“ดีค่ะ”
“แต่ฉันมีเรื่องนึงที่ต้องบอกซากุระจังเอาไว้นะคะ”
“ว่าไงคะ?” ทั้งคู่หยุดเดิน ซากุระหันไปมองหน้าคนโตกว่าที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ
“ฉันน่ะ ที่จริงแล้วไม่ได้ชอบซากุระจังล่ะค่ะ” เขาส่ายหัวเบาๆให้เธอ
“โกหกไม่เก่งเลยนะคะ”
“ไม่ได้โกหกนะคะ ฉันไม่ได้ชอบซากุระจังจริงๆ” จูรินะยิ้มกว้างก่อนโน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากของเขาที่จุดเดียวกันของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา “เพราะสำหรับฉันน่ะ มันเลยคำว่าชอบไปนานมากแล้วแหละค่ะ”
“อย่างงั้นหรอคะ?” ซากุระส่งยิ้มให้อีกคนเช่นกัน “งั้นแวะโรงแรมก่อนกลับบ้านซัชชี่กันไหมคะ?”
“เอ๊ะ ได้เหรอคะ?”
“ไม่ได้ค่ะ” ซากุระทุบกำปั้นลงไปบนแขนของจูรินะอย่างแรง “อันนี้ฉันโกหกค่ะ”
“เอ๋ อะไรกัน เผลอดีใจไปแล้วนะเนี่ย ซากุระจังเนี่ย โกหกเก่งมากเลยนะคะ”
“ไม่ต้องมาเนียนค่ะจูรินะซัง รู้อยู่แท้ๆว่าฉันโกหก ยังจะมาทำเป็นแกล้งโง่อีก”
“อะไรกันคะ ฉันไม่ได้โง่นะคะ แค่ฉันเชื่อใจซากุระจังเท่านั้นเอง ไม่ว่าซากุระจังจะโกหกยังไง ฉันก็จะเชื่อว่ามันจริงค่ะ”
“งั้น” ซากุระเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อให้จบประโยค “ฉันเกลียดจูรินะซังมากๆเลยค่ะ”
“เอ๋ อะไรกัน” จูรินะเอื้อมมือไปหยิกแก้มเด็กสาวเบาๆ “เรื่องแบบนี้มันเจ็บปวดนะคะ ขอให้มันเป็นการโกหกครั้งสุดท้ายของซากุระจังได้ไหมคะเนี่ย”
“หืม...ขอคิดดูก่อนแล้วกันนะคะ อาจารย์”
“เอ๋ เรียกอาจารย์อีกแล้วหรอคะ วันนี้ซากุระจังใจร้ายจังเลยค่ะ”
ซากุระไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอเพียงหัวเราะแล้วกุมมือคนข้างๆให้แน่นกว่าเดิม
“นี่ ซากุระจัง รุ่นพี่จะว่าฉันรึเปล่าคะ?”
“แน่นอนค่ะ จูรินะซังเตรีนมใจไว้เลย โดนสวดยับแบบไม่ต้องร้องขอเลยล่ะ”
“เอ๋ งั้นไม่กลับแล้วได้ไหมคะ”
“ไม่ได้ค่ะ” ซากุระบีบมือของคนข้างๆให้แรงขึ้น “ฉันจะไม่ยอมปล่อยมือของคุณอีกแล้วค่ะ”
“ขอบคุณนะซากุระจัง” จูรินะยิ้มให้กับเด็กสาวที่เดินอยู่ข้างๆเขา “ขอบคุณมากจริงๆเลยค่ะ”
.
.
.
FIN
SHARE
Written in this book
#หมดแก้ว
Love is just like a song
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments