เรื่องบังเอิญที่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายอินเดียที่ชื่อเอิญ
คุณเชื่อในเรื่องบังเอิญหรือเปล่าล่ะ ?
...ในเวลาเย็นหลังเลิกงานไม่นาน วันที่ 15 พฤษภาคม เสียงเพลงดังอยู่ในหูผ่านหูฟังที่ผมใส่ไว้ผมฟังเพลงก่อนที่ผมจะเอนหลังลงที่เบาะของรถตู้ส่งพนักงาน เพลง The one ของวง Kodaline ค่อย ๆ เล่นไปและไม่นานรถตู้รับส่งผนักงานก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากโรงงานที่ผมทำงานอยู่ 
หลังจากนั้นไม่นานเพลงก็หยุดลง พลันมีเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมกดรับทันทีผ่านปุ่มจากสายหูฟังโดยที่ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามอง
“ฮัลโหล สวัสดีครับ...” ผมกล่าวทักทาย 
“สวัสดีค่ะ” ปรากฏเป็นเสียงหญิงสาวผ่านสายโทรศัพท์ “ใช่คุณพจน์หรือเปล่าคะ ?” 
ผมลืมตาขึ้นและก้มมองไปที่โทรศัพท์ เห็นเบอร์แปลกที่ผมไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องโทรเข้ามา 
“อืม... ครับ ใช่ครับผมเอง ไม่ทราบว่านั่นใครครับ?”
“ค่ะ ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ พี่ชื่อเทล จากบริษัทจัดหางานค่ะ พี่เห็นโปร์ไฟล์เราจากเว็บหางาน ไม่ทราบว่ายังสนใจจะเปลี่ยนงานอยู่ไหมคะ ? “ หญิงสาวพูดคุยในสายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“เทลที่แปลว่าหางอ่ะหรอครับ ?” ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่ค่ะ เทลมาจากคำว่าดีเทล แปลว่ารายละเอียดค่ะ” 
"อ๋อออ" ผมลากเสียงทำความเข้าใจกับความหมายของชื่อ "ครับ ผมยังสนใจจะเปลี่ยนงานอยู่ครับ ยังไงก็แล้วแต่ ผมยินดีรับฟังทุกข้อเสนออยู่แล้วครับ" 
“ค่ะ คือ...”
“ครับ ต้องขอโทษที”ในขณะที่เธอเองยังพูดไม่จบ ผมก็พูดแทรกขึ้นระหว่างบทสนธนา ” ตอนนี้ผมอยู่บนรถตู้ ไม่ค่อยสะดวกคุยเท่าไหร่ เดี๋ยวผมถึงที่พักแล้วผมโทรกลับได้ไหมครับ ตามเบอร์นี้เลย”
“โอเคค่ะ ได้ค่ะ ยังไงเราโทรกลับมาตามเบอร์นี้เนอะ จะได้คุยเรื่องโปรไฟล์ของเราเพิ่มเติม”
“โอเคครับพี่ ยังไงล้ะผมจะโทรไปครับ สวัสดีครับ”
“ค่า สวัสดีค่ะ” 
สิ้นเสียงหญิงสาวตอบกลับ ผมก็กดวางสาย และบทเพลงก็เริ่มเล่นอีกครั้งค่อย ๆ เคลื่อนไปพร้อมรถตู้พนักงานที่แล่นไปบนการจราจรที่ติดขัดเล็กน้อยในช่วงเลิกงานตอนเย็น
“จริงสิ เมมเบอร์ไว้ก่อนดีกว่า เอาเป็น ‘พี่เทล รีครูท’ ล้ะกัน” ผมบรรจงพิมพ์ชื่อลงในสมุดบันทึกในโทรศัพท์
จากนั้นผมเริ่มหลับตาลงอีกครั้ง...และฟังเพลงไปจนถึงจุดจอดที่ผมต้องลงจากรถ เพื่อขับขี่รถมอเตอร์ไซต์ที่จอดไว้เข้าที่พักที่ผมพักอาศัยอยู่

ที่พัก เวลา 18.30 น.
“แกร๊ก ๆ ” ผมไขกุญแจเปิดประตูบ้านเข้าไป ที่พักที่ผมอาศัยอยู่เป็นทาวเฮาท์ 2 ชั้น 
“อ้าว มึงอยู่หรอว้ะ เห็นปิดล็อกบ้าน...นึกว่าไปข้างนอก” ผมเอ่ยถามขึ้น หลังพบชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งดูหนังอยู่ที่โต๊ะคอมภายในตัวบ้านชั้นล่าง ไอ้ชายหนุ่ม ผิวเข้ม เคราดก คนนี้ชื่อ ต้น มันเป็นเพื่อนของผมมาตั้งแต่สมัยมัธยม อีกทั้งยังเป็นลูกเจ้าของทาวเฮาส์ที่ผมอาศัยอยู่ด้วย ต้นไม่ได้ทำงาน ก็วนเวียนหางานและช่วยงานที่บ้านเก็บค่าเช่าและดูแลผู้เช่าทาวเฮาส์ของพ่อกับแม่มันอยู่ละแวกนั้น
ต้นหันมามามองผมแล้วพูด “เออ ก็อยู่แหละ อยากดูหนังเงียบ ๆ หว่ะ กลัวคนอื่นมากวน มึงมาพอดีเดี๋ยวออกไปกินไรกันดีกว่า” 
“ได้ ๆ แต่เดี๋ยวสักพักนะ กูขึ้นไปคุยโทรศัพท์ก่อน” ผมตอบมันไป พลางถอดถุงเท้า 
“คุยกับใครว้ะ ?” มันกดหยุดหนังเลยนะ และเอ่ยถามผม
“ชื่อเทลอ่ะ น่าจะอายุมากกว่า เป็น รีครูทอ่ะ จัดหางาน ขาโทรมาตอนอยู่บนรถตู้ แต่กูไม่สะดวกคุยหว่ะ เลยบอกเดี๋ยวโทรไปใหม่ ก็ว่าจะโทรไปนี่แหละ” ผมตอบ และพลันหยิบโทรศัพท์ขึ้นไปห้องชั้นบน
ในห้องนอนชั้นบน ผมทิ้งตัวลงบนที่นอน จัดแจงเปิดพัดลมและต่อสายหูฟังเข้าโทรศัพท์ พลันกดเบอร์โทรออกหาหญิงสาวชื่อ เทล คนนั้น
“ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด... สวัสดีค่ะ” หญิงสาวคนเมื่อช่วงเย็นรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสดใส
“สวัสดีครับ ผมพจน์นะครับ ที่พี่โทรมาเมื่อช่วงเย็น” ผมทักทายตอบพร้อมแนะนำตัวอีกครั้ง
“ค่า... พจน์ พี่ขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมนะ เกี่ยวกับการทำงาน ความสามารถแล้วก็ประสบการณ์”
“ครับ ได้ครับ ผมชื่อพจน์ เป็นโปรแกรมเมอร์ครับ”
แล้วผมกับเขาก็สนธนาโต้ตอบสอบถามข้อมูลกันอยู่ครู่ใหญ่ ในเรื่องข้อมูลที่หญิงสาวต้องการเกี่ยวกับตัวผม น้ำเสียงเธอสดใส และดูเป็นมืออาชีพในสายงานนี้ จนสิ้นสุดคำถามสุดท้าย
“ค่ะ พจน์ พี่ก็ได้ข้อมูลเราครบล้ะเนอะ ยังไงถ้ามีงานที่ตรงกับความต้องการพี่จะติดต่อเราไปอีกทีนะ”
“ได้ครับ ยังไงขอไลน์พี่ไว้ได้ไหมครับจะได้ไม่เปลืองค่าโทรศัพท์ แล้วก็รายละเอียดงานจะได้อ่านให้ละเอียดด้วย”
“ได้สิ ตามนี้นะ (ไลน์ไอดี)” 
“โอเครครับพี่เทล ยังไงก็ขอบคุณครับ สวัสดีครับ” ผมกล่าวขอบคุณเธอยกใหญ่
“สวัสดีค่ะ” สิ้นสุดเสียงในสาย ผมก็กดวางสายลงทันที และลุกขึ้นจากที่นอนลงไปหา ต้น
ชั้นล่างต้นเลิกดูหนังและเล่นโทรศัพท์อยู่ ในเวลาที่ผมกำลังเดินลงบันไดลงมา
“คุยเสร็จล้ะอ่อว้ะ” ต้นเงยหน้าเอ่ยถาม 
“เออ ก็ถามทั่วไปแหละ หวังว่าคงจะได้งานใหม่ดี ๆ ฮ่า ๆ “ ผมตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ฮ่า ๆ เออ ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเดิมเถอะ หิวล้ะ” ต้นเอ่ยปากชวนผมพร้อมลุกจากเก้าอี้และหยิบกุญแจรถมอไซเดินออกไป 
“เออต้น มึงว่าคนเราจะชอบคน ๆ นึงเพราะได้ยิ้นเสียงได้ไหมว้ะ” ผมเอ่ยถามก่อนที่จะหยิบน้ำขึ้นดื่ม ในหัวนึกถึงเสียงหญิงสาวที่เพิ่งโทรเข้ามา
“เพ้อเจ้อหว่ะมึงอ่ะ ฮ่า ๆ” ต้นตอบผมพร้อมทั้งหัวเราะไป
“ฮ่า ๆ เออหิว ๆ ไปหาอะไรกินดีกว่า“ นั่นสินะ ก็คงแปลกถ้าจะบอกว่าผมรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก ผมเดินหยิบกระเป๋าเงินและหมวก จากนั้นเดินออกและล็อกประตูบ้าน ขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์กันออกไปหาอะไรกิน..
วันเดียวกันนั้นราว ๆ 2 ทุ่ม ผมกลับมาแอดไลน์พี่เทลและทักไปยืนยันตัวตนกับเขา ด้วยแอพ ฯ นี้ผมเองไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่ นอกจากจะมีปัญหางานเข้าตอนกลางคืนหรือวันหยุดให้รีโมทเข้าไปแก้งานในออฟฟิส ผมส่องในทามไลน์ของพี่เทล ก็เท่าที่ผมจะมาสามารถเห็นได้เท่านั้น มีรูปโปรไฟล์และสเตตัสหลาย ๆ อย่าง...
8 ก.ย. -‘ความรัก ก็เหมือนเพลง ต้องฟังทีละเพลง.’- 
“เข้ เอาเรื่องหว่ะ นี่ติสป่าวว้ะเนี่ย” ผมอุทานออกมาหลังจากแอบอ่านสเตตัสนั้น แล้วผมก็ย้อนเลื่อนลงไปอีก
8 ก.ย. -‘บางครั้งโลกชอบเหวี่ยงคนที่ใช่มาในเวลาที่ไม่ใช่’-
“คุณพระ ตกลงมันใช่หรือไม่ใช่ว้ะนี่ ฮ่า ๆ ” ผมอุทานออกมาอีกแล้ว
4 ก.ย. -‘อาจเป็นเพราะลมหนาว อาจเป็นเพราะดวงดาว อาจเป็นความเหงาเมื่อเธอไม่อยู่’-
“อื้อหือ ฟังเท็นทูทเวลด้วยหว่ะ เอาเรื่องเลย”หลังจากได้อ่านผมเลยทักพี่เทลไป
P - ‘โว้ว ๆ ฟังเท็น ทู ทเวล ด้วยหรอครับ เจ๋งดี ฮ่า ๆ ‘ ผมทักทายพี่เขาไป ไม่นานพี่เทลก็ตอบกลับมา
T - ‘ใช่จ้า (ส่งสติ๊กเกอร์)’ ผมก็ตอบกลับด้วยสติ๊กเกอร์ ก่อนที่จะวางโทรศัพท์แล้วไปเล่นเกมส์ต่อหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พิมพ์สนธนากันอีก

จากนั้นไม่นาน ในต้นเดือน สิงหาคม ผมก็ลาออกจากงานด้วยปัญหาและเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ประโยคสุดท้าย ที่ผมพูดกับที่ออฟฟิสคือ “ผมเปลี่ยนที่นี่ไม่ได้ ผมคงต้องเปลี่ยนที่ตัวผมครับ ผมคงต้องออกไปจากตรงนี้ ผมทนทำงานใต้แรงกดดันได้ครับ แต่ผมทนการทำงานใต้การเอาเปรียบไม่ได้ แต่ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริง ๆ”

ในกลางเดือนกันยายนนั้นเองบ่ายวันหนึ่ง ก็มีเสียงไลน์ของผมดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังเล่นเกมส์อยู่ ผมหยิบโทรศัพท์มาดูเป็นไลน์พี่เทล แต่รายละเอียดผมยังไม่ทราบก็วางโทรศัพท์ไว้และเล่นเกมส์ต่อ ก่อนที่คนในเกมส์จะรุมด่าผมที่นิ่งเงียบไปนาน 
หลังจากจบเกมส์นั้นไม่นาน ผมก็หยิบโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความในไลน์ที่พี่เทลส่งมาให้ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งมันคล้ายกับสักบริษัทส่งมาให้ผมพิจรณาก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมจึงตอบกลับไปว่า
P - ‘โรงงานที่ทำท่อใช่ไหมครับ ?’ 
T - ‘ใช่ ๆ รู้ได้ไงอ่ะ เราสมัครไปแล้วหรอ ?’
P - ‘ไม่ใช่ครับ มีคนอื่นโทรมาเสนอผมก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่ได้สนใจจะไปครับ’
T - ‘อ่อ โอเครไม่เป็นไร ล้ะเป็นไงบ้างยังทำที่เก่าอยู่ไหมเรา’
P - ‘ผมลาออกมาได้สักพักแล้วครับ ยังไม่ได้หางานใหม่’
T - ‘เฮ้ย ทำไมรีบลาออกจังไม่รอให้ได้งานก่อน’
P - ‘หลายอย่างครับ ก็เลยลาออกมาเลย ฮ่า ๆ ’
T - ‘ไม่เป็นไรเนอะ ค่อย ๆ หาใหม่ไป สู้ ๆ ล้ะกัน สรุปที่นี่เราไม่สนใจเนอะ’
P - ‘ครับผม ต้องขอโทษและก็ขอบคุณมากครับ’
T - ‘โอเค ๆ ไม่เป็นไรจ้า (สติ๊กเกอร์) ’
สิ้นประโยคนั้นผมก็ส่งสติ๊กเกอร์ตอบกลับ และวางโทรศัพท์ไว้แล้วหันไปจับเมาส์เล่นเกมใหม่อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนานประมานนึง น่าจะสัก 10 หรือ 15 วันได้ ผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไลน์ของพี่เทล ผู้หญิงคนนี้ที่กวนใจผมอยู่ อดไม่ได้ที่อยากจะรู้เรื่องราวของเธอมากขึ้น ผมลองหาข้อมูลสาธารณะที่สามารถรับรู้ได้ จากไลน์ของเขา ได้รู้ว่าไอดีไลน์เขาน่าจะเป็นตัวแปรในการหาช่องทางอื่นที่ผมสามารถรู้ข้อมูลของผู้หญิงคนนี้เพิ่มขึ้นได้ อย่างแรกคงต้องเป็น Facebook ใช่ นั่นแหละ เริ่มที่นี่ละกัน โชคดีที่ไอดีไลน์เองพี่เขาตั้งเป็นชื่อกับชื่อเล่น เลยเอาคีย์เวิร์ดมาค้นหาใน Facebook ลองสลับ ลองปรับเปลี่ยน จนหาอยู่ราว ๆ 3-4 คีย์เวิร์ดในที่สุด
“ฮัชช่า!! “ ผมพูดออกมาพร้อมกับดีดนิ้วเสียงดัง เพี๊ยะ ”ผมเจอคุณเข้าแล้ว” 
หลังจากที่เจอ Facebookของเธอ แล้วผมก็เริ่ม ๆ ไล่ดูในส่วนที่เปิดเป็นสาธารณะ 
8 ตุลาคม 
‘ เธอรู้ไหม ทำไมเราอ้วน เราแดกพ่อเธอเข้าไปไง
แล้วถ้าเธอยังไม่หยุดพูด เราจะแดกเธอเข้าไปด้วย
อ๋อ แล้วถ้าเธอยังไม่หยุดพูดอีก เราจะแดกหมาเธอเข้าไปด้วย
แต่ถ้าเธอไม่มีหมา เราจะซื้อหมาให้เธอเลี้ยง พอเธอผูกพันกับมัน เราก็จะแดกมันเข้าไป! ’
“คุณพระ ฮ่า ๆ ” ผมอุทานออกมาและหัวเราะ ตามอย่างตกใจ “เชี่ย!!! เอาเรื่องเลยหว่ะ “ ผมเริ่มไล่ลงไปดูเรื่อย ๆ เห็นโพสที่แชร์มา ทั้งเพลงและโพสตลกอื่น ๆ อีกเยอะแยะ แต่ที่มากที่สุดคงเป็นของ ‘Roundfinger’ ผมไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร 
“Roundfinger คืออะไรหว่า กลมนิ้ว นิ้วกลม ?” ผมบ่นพึมพำพร้อมกับคัดลอกคำนั้นไปเสริจในกูเกิ้ล 
“อ๋ออออออ ว่าล้ะ” ผมอุทานออกมา ตรงตามที่ผมคิดแต่ไม่แน่ใจ เป็นนักเขียนชื่อดังจริง ๆ ด้วย “เขียนโตเกียวไม่มีขา โตเกียวไม่มีขา อ๋อ ให้เล่มหนา ๆ ที่พี่แพมให้มาตอนลาออกจากงานนี่หว่า เชี่ย ไม่เคยอ่านเลยเนี่ย อยู่ไหนแล้วว้ะเนี่ย” ผมนึกถึงวันสุท้ายที่ทำงานหลังจากเขียนใบลาออก พี่แพมแกเป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน ผมมักจะแบ่งปันหนังสือให้แกยืมเพราะแกชอบอ่าน ผมเองไม่ค่อยมีคนรอบข้างที่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ เลยคุยกับใครไม่ค่อยได้เรื่องหนังสือ พอมาเจอแกก็รู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้แบ่งปัน มันคือความสุขอีกแบบเลยนะที่ได้แบ่งปันหนังสือแล้วถามความรู้สึกว่า เขารู้สึกยังไง ชอบหรือไม่ชอบหนังสือที่เราอ่านเราให้ยืม ว่าจะรู้สึกคล้าย ๆ กันไหม ตอนนั้นพี่แพมเองก็ถามว่า
“พจน์ เคยอ่านงานของนิ้วกลมไหม? “
ผมตอบทันทีเลยว่า “ไม่เคยเลยครับ มันดีไหม สนุกไหมครับ เคยมีรุ่นน้องสมัยมัธยมบอกว่ามันดีนะ พี่ต้องลองอ่านดู แต่ผมก็ไม่มีโอกาสจะไปเดินเลือกดู แล้วก็ลืม ๆ ไปครับ” ตอนนั้นผมเองก็ตอบตามความจริง แบบไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมออก แกมากับถุงกระดาษ ข้างในบรรจุหนังสือสี่ห้าเล่ม ทั้งหนังสือใหม่และที่แกยืมไปมาคืน
“พี่ไม่รู้จะซื้ออะไรให้” แกมานั่งลงข้าง ๆ แล้วบอกกับผม “พี่เห็นพจน์เคยบอกว่าพจน์ ไม่เคยอ่านงานของนิ้วกลมเลย พี่เลยซื้อเล่มนี้มาให้ลองอ่านดู หวังว่าจะชอบ” ผมเปิดดูถุงกระดาษ ปรากฎหนังสือสามเล่มใหม่ในนั้นมัดด้วยโบว์สีดำดูเด่นสะดุดตา ผมหยิบขึ้นมาแกะโบว์ที่มัด เล่มแรกคือ ไข่ย้อยดากานดา 
“นี่ไง เห็นพจน์ชอบเรื่องเพื่อนสนิท และกล่องไปรษณีย์สีแดง” พี่แพมพูดออกมาขณะที่ผมมองและลองเปิดหนังสือ” พี่เลยซื้อมาให้ หวังว่าพจน์คงจะยังไม่ซื้อมานะ ฮ่า ๆ ” 
ผมหันไปมองหน้า และหัวเราะพร้อมพูด “ฮ่า ๆ ยังครับ ผมเองว่าจะซื้อหลังจากออกเพราะจะได้ มีเวลาอ่านมัน พี่ซื้อมาให้ก็ดีเลยครับ ขอบคุณมากจริง ๆ “ เล่มที่สองปรากฏเป็นหนังสือชื่อ เถื่อนแปด 
“อันนี้ไม่รู้สนุกไหม เอาไปลองอ่านล้ะกันนะ” พี่แพมเอ่ยปากบอกกับผม และแน่นอนเล่มสุดท้ายเป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจาก โตเกียวไม่มีขา ของนักเขียนที่ผมเคยบอกเล่ากับพี่แพมว่าผมไม่เคยอ่าน
“ลองดู ลองอ่านดู” พี่แพมพูดทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่จะกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง ในขณะที่แกกำลังเดินไป ผมก็ได้แต่พูดว่า “ขอบคุณครับพี่ ขอบคุณมาก ๆ “ และผมก็รู้สึกขอบคุณจริง ๆ 
กลับมาที่ทามไลน์ของพี่เทลต่อ ผมไล่ดูต่อไป ลงไปเรื่อย ๆ 
28 กันยายน
‘#ใครฆ่าประเสริฐ ไม่รู้!! แต่ที่รู้ๆ รับตำแหน่งนี้ด่วนมาก...’ 
อ้าว เลือดข้นคนจางก็มา 
19 กันยายน
‘คนมาสมัครงาน พอได้งานไปแล้ว
ท่าทีขึงขัง น้ำเสียงน่ากลัวจัง
ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนที่มาเกาะโต๊ะของานเลย
#เกาะโต๊ะ’ 
กระแสการเมืองก็มา มาทุกแนวจริง ๆ สิน่า คุณพระ ผมไล่อ่านลงไปเรื่อย ๆ ส่วนมากก็มีโพสที่ชวนให้ขำขันต่าง ๆ กับโพสหางานในตำแหน่งงานต่าง ๆ แล้วผมก็ออก ไม่ได้ไล่ลงดูต่อไป พลันกลับไปหน้าทามไลน์เฟสบุ๊คของผมต่อไป
“I don't know you but I want you…” เสียงเพลงเล่นอัตโนมัตยูทูปที่เปิดไว้ก็ดังขึ้นมาที่เพลงนี้พอดิบพอดี
“เชี่ย มาฟอลลิ่งสโลวลี่อะไรตอนนี้ว้ะเนี่ย ฮ่าๆๆ” ผมพูดขึ้นพร้อมหัวเราะ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพลงแต่อย่างใด และผมก็เข้าไปดูที่ในอินสตราแกรม เพราะคิดว่าเขาน่าจะเล่น ผมก็ใช้ชื่อเดียวกับเฟสเลยในการค้นหา และแน่นอนผมเจอในทันที ในแอคเค้าท์ไอจีถูกปิดเป็นไพเวท ผมไม่สามารถรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอะไรได้ เห็นเพียงแค่สถานะที่ตั้งไว้ที่โปรไฟล์เป็นลิ้งไปที่เว็บไซต์เว็บนึง 
“สตอรี่ล็อก” ผมพูดขั้นเมื่อเห็นลิ้งนั้นที่โปรแกรมเมอร์อย่างผมจะเรียกว่า ยูอาแอลของเว็บไซต์ “อ๋อ เว็บที่รวมเรื่องเล่ารวมนักเขียนสินะ ไม่เคยเข้าไปดูเลยแฮะ ที่คนก่อตั้งหัวโล้น ๆ นี่หว่า” ผมรู้จักเว็บนี้มานานแล้วตั้งแต่ผมเรียนมหาลัยในชั้นปีสี่ โปรแกรมเมอร์อย่างผมวาดฝันที่จะมีบริษัทอยู่แล้วในสิ่งที่เรียกว่า บริษัทสตาร์ทอัพ และแน่นอน หนึ่งในนั้นที่เราเคยอ่านและหาข้อมูลมาคือ สตอรี่ล็อก ผมคลิ๊กเข้าที่ลิ้งนั้นทันที โชคดีที่สตอรี่ล็อกไม่ต้องสมัครแอคเค้าก็สามารถ อ่านบทความที่คนในนั้นสามารถเขียนได้ และแน่นอน ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ทั้งในตัวตน ทัศนคติ และเรื่องราวที่ผ่านมาของเธอผ่านงานเขียนในสตอรี่ล็อก เรื่องราวทางความคิด อารมณ์และการเดินทางของพี่เทลผ่านมา เมื่อผมอ่านจนครบก็ปิดไปและไม่ได้คิดจะบอกเล่าอะไรในไลน์ให้เขารู้ หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็มีเหตุต้องย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน

ต้นเดือนพฤศจิกายน ผมก็เปิดไลน์เพื่อตอบเพื่อนผมตามปรกติ และมีโปรไฟล์อัพเดต คือโปรไฟล์พี่เทลนั่นเอง 
‘There's whiskey inside my veins’ สเตตัสที่พี่เทลตั้งคือท่อนแรกของเพลง Fancy shoes ของ The Walters เข้ ฟังเดอะ วอลเตอร์ด้วยหว่ะ อินดี้ดีแฮะ ผอดไม่ได้ที่จะพิมทักไป
P - ‘ว้าว ๆ ฟังเดอะ วอลเตอร์ด้วยหรือครับเนี่ย ?’ 
T - ‘ใช่ จ้า (สติ๊กเกอร์)’
ผมส่งสติ๊กเกอร์ตอบกลับ และวางโทรศัพท์ทิ้งไว้อีกครั้ง

หลังจากนั้นอีกราว ๆ สองสามวันผมก็รู้สึกหงุดหงิดใจเลยพิมพ์ทักไปอีกครั้ง ในช่วงเวลาเลยหัวค่ำมาหน่อยนึง
P - ‘พี่เทลชอบอ่านหนังสือไหมครับ ?’ ผมแกล้งถาม
T - ‘ชอบนะ ชอบนิ้วกลม’ ตอบง่ายดีแฮะ
P - ‘เรื่องราวในสตอรี่ล็อกของพี่นี่ สนุกและเขียนได้ดีเลยนะครับ ’ 
T - ‘อ่อ ว่าแต่ เฮ้ย รู้ได้ไงอ่ะ ?’ 
P - ‘ต้องขอบอกตามตรงครับ ว่าถือวิสาสะเอาไอดีไลน์ ที่เป็นชื่อจริง กับชื่อเล่น ไปค้นหาในช่องทางอื่น ๆ เจออันแรกคือเฟสบุ๊ค พอเจอหลังจากนั้นก็เจอไอจี และหลังจากนั้นผมก็เจอสตอรี่ล็อกครับ เลยรู้ว่าพี่จะกินหมาไงครับ ในเฟสอ่ะ ฮ่า ๆ ’ 
T - ‘อ่ออออ โคนันนน (สติ๊กเกอร์) เปล่าไง แค่แบบ เราอ้วนขึ้น อ้วนก็อ้วนที่เรา แต่ทำไมต้องไปหนักที่หัวคนอื่นไม่เข้าใจ’
P - ‘ ฮ่า ๆ ธรรมดาครับ ทุกอย่างมีคีย์เวิร์ดครับ เป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่เป็นโปรแกรมเมอร์’ 
T - ‘อ่อ ไหน ๆ ฟอลไอจีมาหน่อยเดี๋ยวฟอลกลับ’
P - ‘ พี่เทลนี่ฟังเพลงแนวไหนครับ ? ’ 
T - ‘ก็ฟังเยอะนะหลายแนวอยู่ อย่างวงนี้ (ลิ้งเพลง ให้ - Youth Brush ) ’
P - ‘เฮ้ย ฟังวงนี้ด้วยหรอครับ สุดยอดไม่คิดว่าจะมีคนส่งเพลงนี้มาให้ ปรกติส่งให้แต่คนอื่นฟัง’ 
T - ‘ใช่ ฟัง ชอบ ไปฟังที่งานแคทมา ล้ะก็ซื้อซีดีมา เรามีซีดีทุกอลบั้มเลย’
P - ‘ว้าว จริงหรอครับดีจัง ว่าแต่ฟังGreasy cafe ไหมครับ พี่เล็ก ?’ 
T - ‘เคยฟังนะ แต่หลัง ๆ ก็ไม่ค่อยได้ฟัง นี่จะเล่ามีเรื่องอยู่ ตอนอยู่ที่มหาลัย พี่เล็กแกก็มาเล่นที่มอเว้ย แล้วแบบไปดูกับเพื่อนไง แล้วไปดูยืนรอหน้าเวลา แล้วมีคน ๆ นึงเดินมาจะผ่านใกล้ ๆ เรากับเพื่อน เราก็หันไปมองว่าแบบ คนนี้โคตรอินพี่เล็กเลยหว่ะ แต่งตัวมาซ่ะเหมือนเชียว จากนั้นเว้ยคน ๆ นั้นก็เดินขึ้นไปร้องเพลง เขาคือพี่เล็กจ้า พี่เล็กตัวจริง ฮ่า ๆ ’
P - ‘ฮ่า ๆ ดีนะครับพี่เล็กแกไม่ตบไหล่แล้วบอกว่า เราเองเราเล็กเอง ฮ่าๆ ’ 
T - ‘โคตรขำเลย เรากับเพื่อนก็เหวอ ๆ ไป’
P - ‘อ่อ ๆ ฟัง Stoondio ไหมครับ (ส่งลิ้งเพลง ยินดีที่ได้พบเธอ – Stoondio)’ 
T – ‘ก็ฟังนะ แบบที่ฟังบ่อย ๆ ชอบมาก ๆ ก็ selina & sirinya แหละ รู้จักไหม ?’
P - ‘ ครับ รู้จักครับผม ฟังอยู่แต่ไม่บ่อย ’ 
T - ‘ อ่อ ไหน ๆ ไอจีฟอลมาหรือยัง’
P - ‘ยังครับ พี่ยังไม่นอนหรอครับ เริ่มดึกแล้ว’ 
T - ‘ยัง ๆ ออกมากินเบียร์กับเพื่อน เพิ่งกลับบ้านมา’
P - ‘ที่ไหนหรอครับ’ 
T - ‘เพชรบูรณ์หน่ะ’ 
คงอาจจะเพราะด้วยแอลกอฮอลของเบียร์ อ่ะนะที่ทำให้ภาษาที่เราคุยกันกับพี่เทล แลดูต่างและเรื่องราวต่างออกไป ผมพับหน้าจอไลน์และเข้าที่แอพไอจี เปิดชื่อเสริจชื่อของพี่เทลอีกครั้งและกดฟอลโลว์ และกลับออกมาตอบไลน์ต่อ
P - ‘ฟอลไปแล้วนะครับ ว่าแต่บิ๊กเมาเท่นปลายปีนี่ไปไหมครับ ?’ 
T - ‘ไม่นะ เราไปที่งานเขาค้อ มันไกล้บ้าน ขับ 30 นาทีก็ถึง’
P - ‘ อ่อ ๆ เคครับ งั้นผมไม่กวนแล้วนะครับ ฝันดีครับ’ 
T - ‘ ฝันดีจ้า’
ผมกล่าวจบบทสนธนาและล็อกโทรศัพท์เข้านอน พร้อมกับความรู้สึกครุกรุ่นภายในลึก ๆ

ในช่วงสายวันหนึ่งหลังจากวันนั้น 2 -3 วัน
P - ‘ แนะนำครับ (ลิ้งเพลง Dust to dust – the civil wars)’ ผมส่งเพลงที่ผมชอบมาก ๆ ไปทักทายเริ่มบทสนธนา
T - ‘ขอบใจจ้า เดี๋ยวฟังนะ’
หลังจากนั้นสักพัก 
P - ‘เป็นไงบ้างครับ ? เพราะไหม?’ 
T - ‘ยังไม่ได้ฟังเล้ยยยย พี่ทำงานหน่ะ’
โอ้ว ผมลืมไปซะสนิทเลยว่าวันนี้เป็นวันทำงานวันธรรมดา แต่ก็นะสำหรับคนว่างงานอย่างผม มันก็คือวันหยุด ธรรมดาเหมือนทุก ๆ วันไม่ต่างกันแต่กับพี่เทลมันไม่ใช่นี่เนอะ 
P - ‘อ้อ โทษทีครับผมลืมไปเลย’ 
T - ‘จ้า ไม่เป็นไร ว่าแต่เราไม่ทำงานหรอ อ๋อลืมไป ว่าว่างงานนี่นา แล้วจะไม่หางานทำแล้วหรอ การทำงานทำให้เรามีคุณค่านะ’ อ่า เหมือนโดนสั่งสอนเลยหว่ะ การงานทำให้เรามีคุณค่า
P - ‘ฮ่า ๆ เหมือนพี่จะบอกอ้อม ๆ ว่าชีวิตคนว่างงานอย่างผมนี่มันไร้ค่าเลยนะครับ ฮ่า ๆ ’ 
T - ‘เปล่าๆ แล้วนี่จะไม่หางานแล้วหรอ’
P - ‘หาครับ แต่หาในงานที่ผมอยากจะทำ’ 
T - ‘จ้า ขอให้ได้งานเร็ว ๆ นะ’
ในบทสนธนาระหว่างวันพี่เทลจะตอบเร็วบ้างช้าบ้าง เพราะอยู่ในเวลางาน
P - ‘ฟังศิลปินสากลบ้างไหมครับ ?’ 
T - ‘ฟังนะ ก็ชอบ Kodaline แล้วก็พวก Oasis, imagine dragon พวกนี้ ’
P - ‘อ่อ ผมก็ชอบครับ อย่างโคดาไลน์ ก็เพลง the one โอเอซิส ก็ champagne supernova อิมเมจิ้นดราก้อนก็เพลง my fault ครับ ที่ชอบที่สุด นอกนั้นเพลงอื่นก็ฟันะครับ’ 
T - ‘อ่อ จ้า’
P - ‘เคครับ งั้นผมไม่กวนแล้วครับ ฮ่า ๆ ’ 
T - ‘จ้า’
ผมตัดจบบทสนธนนาเพราะกลัวจะไปรบกวนเวลางานของพี่เขา แล้วในวันเดียวกันช่วงบ่าย ผมก็ถูกนัดสัมภาษณ์โรงงานที่ผมยื่นสมัครไว้ เป็นนัดว่าผมจะได้สัมภาษณ์กับบริษัทของเขาในวันรุ่งขึ้น ให้เตรียมเอกสารมาในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 นาฬิกา ผมตอบตกลงในทันที เมื่อวางสาย และหลังจากนั้น ผมเองก็ขับรถออกไปตัดผมที่ปล่อยยาวรุงรังตั้งแต่หลังออกจากนั้น เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้นผมไปสัมภาษณ์ที่นั่น และก็รอราว ๆ 1 อาทิตย์ก็ตอบกลับมาว่าผมได้งานที่นั่น และเวลาเริ่มงานก็เป็นวันที่ ต่อจากหลังคอนเสริตที่เขาใหญ่พอดี ผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอายังไงดี จะไปดีหรือเปล่าจนในที่สุด ก็ตัดสินใจและบอกเพื่อนสนิทที่จะไปด้วยกัน นั่นแหละแชทกลุ่มเพื่อนสนิทผมในเฟสบุ๊คก็แจ้งเตือนเข้ามา
ดิ้ง – ‘เฮ้ย พจน์ เอาจริงหรือหรอว้ะ ไม่ไปจริง ๆ หรอ ไหน ๆ ก็ซื้อบัตรแล้ว ขอเริ่มงานช้าสักวันคงไม่เป็นไรมั้ง’ ไอ้เนี่ยชื่อดิ้ง เพื่อนผมตั้งแต่มัธยมล้ะ 
ผม – ‘ไม่หว่ะ ตัดสินใจล้ะ บัตรกูไง ถ้าไอ้ต้นมันจะไปก็ใช้บัตรกูเลย ถ้ามันจะไปอ่ะนะ ไม่คิดตังหรอก’ 
ดิ้ง – ‘อ่อ เค ๆ เพื่อน กูคุยกับมันล้ะ เดี๋ยวมันถามแม่มันก่อนว่าจะไป กทม หรือเปล่า’
ผม – ‘เออหว่ะ อาทิตย์ต้นเดือนมันต้องไปเก็บค่าเช่านี่หว่า’
ต้น– ‘เออ ใช่ ไปไม่ได้ล้ะ ต้องไปเก็บค่าเช่าหว่ะ ’ เนี่ยไอ้ต้น คนเดิม
ผม – ‘โอเค ไม่เป็นไร ซื้อแล้วก็ช่างมัน’ 
ดิ้ง – ‘เออ เดี๋ยวยังไง ก็ไปล้ะจะเอาไปขายที่งานน่าจะขายได้’
ผม – ‘โอเค ขอบใจหว่ะ เดินทางดี ๆ เว้ย’ 
ดิ้ง – ‘เค ๆ‘
หลังจากนั้นในแชทก็เข้ามาคุยกันอย่างสนุกสนาน อีกคนในกลุ่มก็ชื่อ ริน  ด้วยการที่ผมเองเป็นคนแบบอินโทรเวิร์ต เลยมีเพื่อนสนิทที่น้อย แต่เราก็แฮปปี้ที่ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกคนเยอะ ๆ 

ในอาทิตย์ก่อนเริ่มงาน
P - ‘สวัสดีครับพี่เทล มีงานโปรแกรมเมอร์แถวนี้ไหมครับ ? ’ 
T - ‘ไม่มีเลย มีโรงงานนึงสนใจไหม เราชื่อจริงชื่ออะไรนะ ส่งรีซูเม่มาอีกทีได้ไหม’
P - ‘ฮ่า ๆ ล้อเล่นหน่ะครับ ผมได้งานแล้ว และจะเริ่มงานในอาทิตย์หน้า ขอบคุณพี่มากเลยครับ ยังไงก็แล้วแต่ ยินดีที่ได้รู้จักครับ คงอีกสักปีสองปีอาจจะทักไปหางานให้นะครับ ฮ่า ๆ ’ 
T - ‘จ้า โอเคจ้า’
เมื่อการสนธนาจบลงผมก็ลบแชทไลน์ ที่เก็บบทสนธนาทั้งหมดทิ้ง มันกลายเป็นเหมือนเราไม่เคยคุยกัน คือถ้าไม่มีข้อความในแอพพลิเคชั่นนั้น ก็เหมือนเราไม่เคยรู้จักหรือเคยสนธนากันมาก่อนเลย แม่งชวนให้นึกถึงหนังเรื่องนึงที่พระเอกเป็นกราฟฟิกฟรีแลนซ์ ที่มีนางเอกเป็นหมออ่ะ ที่พระเอกก็บอกว่า พอถึงเวลาหมอเขาก็ตรวจไปตามหน้าที่ป่าวว้ะ เออ คนจัดหางานเขาก็จัดหางาน คุยกับคนหางานไปตามหน้าที่ล่ะมั้ง ก็มันเป็นงานเขานี่เนอะ

วันทำงานวันแรก ผมนั่งดูรูปของไอ้ดิ้งจากงานคอนเสริตที่บิ๊กเมาเท่น ก็ได้แต่เก็บความรู้สึกอยากไปไว้ และเฮฮาในแชทไป นั่นแหละวันทำงานวันแรกก็อบรมทั้งวันแสนน่าเบื่อ ก็มีแชทนี่แหละที่ช่วยคลายเหงาไประหว่างอบรมพนักงานใหม่ที่ผมไม่รุ้จักใครเลย ไอ้ต้นเองก็สนุกสนาน กับการลงเรียนตัดผมเพื่อตามหาฝันหลังจากที่เราแยกย้ายกันกลับบ้านมา ไอ้รินก็ทำงานทำงาน ทำงาน ปรากฏว่า โรงงานที่ผมเข้ามาทำเคยเรียกแฟนไอ้รินมาทำงาน แต่ว่าเขาไม่มาเพราะค่าตอบแทนน้อย แต่กับผมมันโอเครนะ มันไม่ได้แย่ ในที่สุดวันอบรมก็ผ่านไป จนผมมาทำงานเข้าแผนกวันแรก

สวัสดีครับ ผมพจน์ครับ มีคนเคยบอกผมไว้ว่าการงานทำให้เรามีคุณค่า ยังไงก็ฝากตัวด้วยครับ” ผมแนะนำตัว และพี่ที่ทำงานเขาก็พาไปดูโต๊ะที่จะทำงาน และผมก็จัดแจงเอาของที่จำเป็นวางและจัดโต๊ะผมใช้ชีวิตทำงานเริ่มจากตรงนั้น มันก็ชวนให้คิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา มันดูเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ กับบทสนธนากับพี่เทลที่เป็นคนจัดหางาน อาจเพราะเขาชอบอ่านหนังสือ และฟังเพลงในแนวที่เราเองก็ชอบ เราเลยรู้สึกดี ที่ได้รุ้จักและพูดคุย หลังจากนั้น เราเองก็มีโอกาสได้พิมสนธนาอีกบ้างในบางครั้ง แต่ไม่บ่อยนักในไอจี ต่างคนก็ต่างมีชีวิตที่ต้องใช้ ผมไม่ได้หางานใหม่แล้ว และเขาก็ไม่ต้องหางานให้ผมแล้ว เหตุผลเดียวที่จะทำให้เราคุยกันมันก็หายไปแล้ว นั่นแหละ ถ้าเป็นผมตอนมัธยมคงบอกว่า 
-ก็ผมไม่รู้นี่ว่าเนื้อคู่ผมคือใคร แล้วมันจะแปลกอะไร ถ้าผมจะคิดว่าเป็นคุณ-
แต่ตอนนี้ไม่ใช่วัยรุ่นแบบนั้นแล้ว ผมจำเสียงเขาไม่ได้แล้ว ไม่เคยเจอกันตัวจริง แต่...สักวันไม่แน่ เราอาจจะพบกันในอนาคต หรืออาจจะไม่พบ หรือถ้าพบเราอาจจะทักกันแบบตอนจบของการ์ตูนเรื่อง Your name หรือเปล่า นี่ก็คงเป็นอะไรอ่ะ Your line ไหม หลับตาฝันถึงไลน์เธอ หรือเราอาจจะเดินผ่านกันไปเลยแหละ ก็นะ มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น เรื่องบังเอิญ ที่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายอินเดียที่ชื่อ เอิญ หน่ะ อย่างไรก็แล้วแต่ผมแค่คิดว่า...
-เรื่องบังเอิญอาจไม่มีอยู่จริงหรอก คงงั้นล่ะมั้ง- 
ผมอยากให้คุณฟังเพลงในเพลลิสต์นี้ระหว่างอ่านนะ ผมชอบเลยอยากแนะนำ ^_^

https://www.youtube.com/watch?v=44-6EcLaIOg&index=5&list=PLati-MDFtLpDy7XOn27mvxF-Xy4Rjdr1Y
SHARE

Comments

1997s
8 days ago
น่ารักมากค่ะ
Reply
Wichchphak
8 days ago
ยินดีที่เข้ามาอ่านนะครับ :))
Patnaree
6 days ago
เป็นการแนะนำเพลงที่เก๋มากค่ะ. อยากตามไปฟังดูเลยทีเดียว
Reply
Wichchphak
6 days ago
ชอบฟังเพลงไหนบ้างไหมครับ ฮ่า ๆ :))