to the stubborn me
เมื่อเช้าเราเถียงกับพ่อ

จริง ๆ แล้วมันก็ดูไม่ค่อยดีที่เอาเรื่องแบบนี้มาเขียน แต่เราก็อยากหาพื้นที่เอาไว้เก็บความคิดบางอย่าง ถ้าหากทะเลาะกันอีกก็กลับมาเปิดอ่าน เผื่อมันจะช่วยให้ข้อคิดอะไรกับเราบ้าง

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการเป็นคนในครอบครัวเดียวกันคือ พวกเรามักขาดความเกรงใจซึ่งกันและกัน อย่างเช่น ตัวเราที่เป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน หลาย ๆ ครั้งเราเรียกร้องในสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับเรา แต่ลืมนึกถึงมุมมองความคิด และความรู้สึกของอีกฝ่ายไป

การทะเลาะของพ่อกับเรานั้น หลายครั้งเป็นเพราะความคิด มุมมองต่อเหตุการณ์นั้นของเขากับเราแตกต่างกัน พอไม่มีใครยอมลงให้ มันก็กลายเป็นว่าคนที่จะเข้ามาสงบศึกคือแม่ ซึ่งบอกให้เราเป็นฝ่ายเงียบเสีย เรายอมปิดปาก แต่ในใจเราเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าทำไมแม่ต้องเข้าข้างพ่อ เราโกรธ เราน้อยใจ ลงท้ายน้ำตาก็ไหลเพราะความโกรธ ไม่ใช่เสียใจ

แต่แม่ที่คอยสอนให้เราทำใจใหญ่ ๆ เข้าไว้ และกาลเวลาที่ผ่านไป ทั้งสองช่วยให้เราเติบโตขึ้น ช่วงเวลาที่ร้องไห้เพราะความโกรธลดน้อยลง ช่วงเวลาที่ใช้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำ และพยายามทำความเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายก็มากขึ้นเป็นการทดแทน

ใครต่อใครก็บอกว่าเรากับแม่เหมือนกันมาก แค่มองครั้งแรกก็รู้แล้วว่าเป็นแม่ลูกกัน มีแต่แม่ที่บอกว่าเราเหมือนพ่อ ทั้งดวงตา หน้าผาก โครงหน้า สีผิว เราได้พ่อมาทั้งนั้น และอาจจะรวมไปถึงนิสัยใจคอส่วนหนึ่งด้วย

นิสัย(เสีย)ที่เรากับพ่อมีเหมือนกันคือ เป็นคนที่ไม่ยอมพูดคำว่าขอโทษ สุดท้ายการทะเลาะจึงจบลงที่เราทั้งสองไม่ยอมพูดกันไปทั้งวัน หรืออาจจะข้ามคืนในบางครั้ง

เราเคยทะเลาะกับพ่อใหญ่โตจริง ๆ แค่ครั้งเดียว เรื่องอะไร เราจำไม่ได้ เพราะนานมากแล้ว เรานอนร้องไห้จนหลับไป เช้าวันถัดมาเขาก็เดินมาหาที่เตียง เราอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่คำขอโทษจากพ่อทำให้เราน้ำตาไหลได้อีกครั้ง พ่อเราเขาไม่ใช่คนยอมใครง่าย ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเป็นฝ่ายที่มาขอโทษเราก่อน

การทุ่มเถียงในเช้าวันนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่เพราะความอารมณ์ร้อน เราเดินออกมาจากโต๊ะอาหาร กลายเป็นว่ามื้อเช้าที่ผ่านมา พ่อทานข้าวคนเดียว

เราร้องไห้ไป ทบทวนไปสักพักก็พอจะเข้าใจเหตุผลของเขาบ้าง แต่ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี กลัวเสียหน้า หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เราก็เลยไม่ยอมพูดขอโทษสักที

เราเลือกเข้าครัวไปทำอาหารให้ญาติที่มาเยี่ยม เผื่อจะหายฟุ้งซ่าน แต่ความรู้สึกแย่ ๆ ที่ยังอยู่ในใจก็ทำให้อึดอัดเหมือนเก่า เรารู้ดีว่ามีแค่ทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองสบายใจขึ้น

เราเดินไปบอกพ่อก่อนที่เขาจะออกจากบ้านว่า “ขอโทษที่เสียงดังใส่นะ”
หลังจากนั้นก็เดินกลับมาตากผ้าที่หลังบ้าน เราน้ำตาไหล นั่นเป็นความกล้าแทบทั้งหมดที่เรามีแล้ว

ถ้าบอกว่าอย่าทะเลากันอีกเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่หากมีครั้งหน้า ถ้ากล้าขึ้นเสียงได้ ก็จงกล้าที่จะพูดว่าขอโทษกับพ่อด้วย เข้าใจไหม

2019/01/05
SHARE
Writer
kumoiraw
ordinary girl
เด็กผู้หญิงที่พยายามจุดประกายให้ตัวเอง แล้วก็คิดว่าลองฝึกเขียนอะไรดูสักหน่อยไหมล่ะ

Comments