ผมเก็บความลับไว้กับดวงดาว
ชอบพ่นแต่อะไรที่เป็น negative ทั้งๆที่ก็มีเรื่องอื่นอีกเยอะแยะมากมายให้พูด ให้บรรยากาศมันดี

  คำเรียกร้องเชิงตัดพ้อของคนที่ผมรักมันวนเวียนในหัวผมตลอดคืนจนถึงตอนนี้ และคงจะอีกสักพักใหญ่ๆ 
  
  ผมรู้สึกผิดในทุกครั้งที่ "พ่นแต่อะไรที่เป็น negative" ออกไป แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ห้ามความต้องการของปากตัวเองไม่ได้จริงๆ

  หากหมุนนาฬิกาทวนเข็มให้กลับไปสัก 17 ปีได้ ผมเคยเป็นคนที่ร่าเริงกว่านี้ การคิด การอ่าน การพูด ทุกอย่างล้วนเป็นเชิงบวก ถึงแม้จะไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่ผมพูดได้ก็ตาม
 
 เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ผมชอบที่จะเล่นเกมกระดานแบบที่เด็กเล็กๆเล่นกัน "บันไดงู" และผมก็ชนะเสมอ ไม่รู้เลยว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะผมเก่ง หรือผู้ชายที่ผมเล่นด้วยทุกคืนเขาอ่อนหัด และหลังจากเล่นจนชนะแบบนับรอบได้ไม่ถ้วน ผู้หญิงรูปงามก็จะค่อยๆเปิดหนังสือสีสดใส และบรรจงอ่านอย่างช้าๆให้ผมฟัง เสียงของเธออ่อนหวานและนุ่มนวลมากพอที่จะทำให้หัวผมหยุดคิดถึงทุกสิ่งอย่าง และทำให้ผมมองเห็นแต่ความมืดของกลางคืนไปได้ 10 ชม.

  แล้ววันนึง... ผมก็ถูกจับใส่ชุดขาวกั๊กสีน้ำเงิน ผู้ชายคนที่ผมเล่นเกมด้วยอยู่เป็นประจำก่อนนอนพาผมขึ้นเหล็กมีล้อ และพาผมไปเปิดหูเปิดตา มีแต่คนหน้าตาโง่ๆเหมือนผมอีกนับร้อยชีวิต พูดก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ออก อ้อๆแอ้ๆมันทั้งวัน พร้อมทั้งยังมีป้าแก่ๆ ประมาณสิบกว่าคนที่ใส่ชุดเหมือนกันหมดคอยสั่งให้ทำนู่น ทำนี่ และแน่นอน ผมโคตรไม่ชอบ

 และแล้ว ผู้ชายคนเดิมที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาก็เข้ามาหาผม "เรากลับบ้านกันเถอะ" ผมชอบคำนี้มากเลย ไม่รู้ว่าทำไม แต่ทุกครั้งที่ได้ยิน ผมจะได้กลับไปนั่งบนเตียงนุ่มๆ ดูภาพเคลื่อนไหวในจอสี่เหลี่ยม เล่นเกมให้ชนะ และฟังเสียงอ่อนหวานของหญิงรูปงามก่อนนอน ผมจึงเริ่มฝึกที่จะพูดว่า "บ้าน" ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

  หลังทำแบบนี้วนไป 30 วัน ผมก็หมดความอดทน ผมเริ่มเปลี่ยนน้ำเสียง ผมเริ่มกรีดร้อง จนผู้ชายของผมทนไม่ไหว เขาทุบผมไปหนึ่งทีแรงๆ กระชากคอเสื้อจนผมลอยขึ้นจากพื้น แล้วโยนผมขึ้นไปบนเหล็กมีล้อ ผมไม่รู้หรอกว่าทำไม รู้แค่ว่ามันเจ็บ และผมก็เริ่มชินกับมันแล้วหล่ะ ผมเริ่มตีตัวออกห่างจากผู้ชายที่ผมเคยสนิท "พ่อ"


  ผมเริ่มทำตัวอ้อนผู้หญิงที่อ่านหนังสือให้ผมฟังมากขึ้น และสนิทกับเธอแทน เธอเริ่มพาผมไปเปิดตาในที่ใหม่ๆ แล้ววันนึงเธอก็ซื้อหนังสือสีสดเล่มใหม่มา ต่างจากเล่มเก่าเพียงแค่ว่าข้างในมันไม่มีตัวหนังสือ มีแต่เลขและจุด เธอเรียกมันว่าภาพต่อจุด ผมชอบภาพต่อจุดมาก ชอบที่จะได้ขีดเขียนมัน และยังชอบที่จะใช้สีขูดขีดให้เต็มแผ่นกระดาษ ผมกับเธอก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น ผมเรียกเธอว่า "แม่"


 ผ่านไปหลายวันจนผมเริ่มโต ผมเริ่มมีความคิด ครูทั้งโรงเรียนเรียกพวกผมว่าเด็ก ป.6 

  คืนนึงผมก็กลับบ้านมาตามแบบที่ผมทำทุกวัน แต่วันนี้บรรยากาศมันแปลกๆชอบกล ผมเดินขึ้นมาที่ชั้นสอง แล้วเสียงโวยวายของพ่อก็ดังขึ้นเรื่อยๆ 
มึงออกไปจากบ้านกูเลยนะ ลูก 2 คนถ้าอยากเอามันไปด้วย ก็เอาไป ไอผู้ชายที่มึงไปเที่ยวกะมันหน่ะ ถ้ามันดีมากนัก มึงก็เอาลูกไปให้มันเลี้ยงด้วยเลยละกัน

 ผมไม่รู้เลยว่าทำไม พ่อถึงต้องโกรธแม่ขนาดนั้น แค่แม่ไปเที่ยวกับคนอื่นเอง แล้วพ่อกับแม่ก็เดินออกจากห้อง ผมเห็นพ่อกระชากแม่ด้วยพละกำลังที่ช่างยนต์คนหนึ่งจะทำได้ ผมตกใจและทำอะไรไม่ถูก ผมจึงร้องไห้ ผมเสียใจและผิดหวัง ที่ถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน 

  แต่ผมดื้อ ผมไม่ไป และไม่ยอมให้แม่ไปไหนอีกด้วย ผมเริ่มตอบโต้พ่อ คำหยาบคายที่เคยใช้ในโรงเรียนถูกนำมาใช้ที่บ้าน และผมก็ใช้มันตอบโต้พ่อด้วยเช่นกัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันผิดหรือถูก แต่ที่แน่ๆ ผมชนะ ผมเริ่มเรียนรู้ว่าการทำตัวหยาบคายจะทำให้ผมได้ทุกอย่างที่ต้องการ

  เวลาล่วงเลยไป5ปีจากวันนั้น วันหนึ่ง Tee'D ก็โทรเข้ามาในโทรศัพท์ของแม่ผม ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผมจึงบอกแม่ว่ามีคนโทรเข้ามา แม่ผมบอกว่าเขาเป็น "เด็กฝึกงาน" ของแม่เอง แต่ถ้าจำได้ไม่ผิด เขาฝึกงานมา 5 ปีแล้ว ด้วยความรู้และความคิดของเด็กม.ปลาย ผมจึงเริ่มสงสัย ด้วยความไร้มารยาทโดยจำเป็น ผมค้นโทรศัพท์แม่ 
เสาร์นี้ไปเที่ยวกันนะ  เด็กฝึกงานมันจะชวนแม่ไปเที่ยวทำไมวะ ผมเริ่มสงสัย เสาร์นั้นเอง แม่ผมบอกว่าต้องออกไปต่างจังหวัด เป็นงานเกษียณของพี่ที่ทำงาน ผมเริ่มมีภาพแย่ๆในหัวซึ่งไม่อยากให้เป็นจริง 

  ผมจำได้ดีว่ามันคือวันจันทร์ ผมค้นโทรศัพท์แม่อีกครั้งนึง ผมเห็นรูปถ่ายแม่คู่กับผู้ชายที่เคยไปเที่ยวด้วยกันสองคนตอนผมป.6 ภาพทุกอย่างตั้งแต่วันนั้นมันกลับมาในหัว วันที่แม่เกือบโดนไล่ออกจากบ้าน วันที่พ่อกระชากแม่ วันที่ผมด่าพ่อด้วยคำหยาบคาย ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาในห้วงความคิดหนึ่ง เหมือนโลกทั้งใบล่มสลาย ผมผิดหวังกับทั้งพ่อ และทั้งแม่ ผมร้องไห้ครั้งแรกในรอบหลายปี และผมอ่อนแอในทุกเรื่องนับตั้งแต่วันนั้น

  ผมเริ่มตีตัวออกห่างสถาบันที่เรียกว่า "ครอบครัว" ผมเริ่มเข้าหาเพื่อน ผมหันเข้าหาสิ่งเสพย์ติด ผมหันหลังให้ครอบครัวตั้งแต่วันนั้น ผมคุยกับที่บ้านบ้าง แต่ไม่เยอะ ผมมีความสุขเวลาได้อยู่กับเพื่อน กับครู กับอาจารย์ กับผู้หญิงที่นัดยิ้มหรือแม้กระทั่งพี่ร้านข้าวข้างโรงเรียนที่ผมสนิทมากกว่าการอยู่บ้านเสียอีก 

  ผมเริ่มทำตัวก้าวร้าว ผมทำลายข้าวของ ผมด่าทอและตำหนิทุกสิ่งอย่าง ผมหัวรุนแรง ใช้กำลัง ต่อต้านความคิดที่ไม่ผมเห็นด้วย 

  นานมาจนถึงวันนี้ ผมเลิกสิ่งเสพย์ติด ผมปาร์ตี้เป็นครั้งคราว และสูบแค่บุหรี่ร้อน จนผมทะเลาะกับผู้หญิงที่ผมรัก เขาถามผมว่าทำไมต้องพ่นแต่อะไรที่เป็นลบ ทำไมต้องก้าวร้าว ในหัวผมมีแต่คำว่าทำไม ทำไม และทำไม ตลอดทั้งคืน 

  ผมเริ่มเห็นภาพเหตุการณ์ทุกอย่างซ้ำอีก ภาพทุกฉาก ผมจำได้ดี ผมเริ่มถามตัวเองว่าทำไม และเมื่อไหร่กันนะ ที่ผมเริ่มเป็นแบบนี้ และผมก็ได้เขียนคำตอบไว้แล้วในบทความนี้ 
ผมผิดหวัง ผมเสียใจ และผมอ่อนแอ
  ความก้าวร้าวนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมแสดงออกเพื่อปกปิดความลับทุกอย่าง ผมไม่ต้องการให้ใครมายุ่งถ้าผมไม่เต็มใจที่จะเล่า 

  ผมเมา ผมนั่งเหม่อมองท้องฟ้าในยามราตรีและดวงดาว ผมเล่าทุกอย่างให้มันฟัง ตอนที่เพื่อนผมขึ้นนอนกันหมดแล้ว เล่าในแบบที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ถึงได้ฟังก็ไม่มีวันรู้ทั้งหมด รวมถึงคุณด้วยเช่นกัน คุณๆที่กำลังอ่านบทความที่ผมเขียนเชิงบ่นจนถึงบรรทัดนี้ ผมปกปิดเรื่องราวนี้ไม่ให้ใครรับรู้ โดยเฉพาะน้องชายผม 

  มีแต่ดวงดาวเท่านั้น
  ดวงดาวเท่านั้นที่จะเก็บความลับให้ผมได้
  ดวงดาวเท่านั้นที่ผมจะพูดเรื่องนี้ให้มันฟัง

  ผมดื่มเหล้าจนหยดสุดท้าย และสูบบุหรี่จนหมดตัว เพียงเพื่อให้พอข่มตานอนไปจนถึงวันต่อไปได้ 
 
  ขอโทษนะ ป๊า ม๊า น้องชายของพี่ และครอบครัว
  
  ผมอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งจัง ถึงวันที่ผมไม่เคยรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ ถึงวันที่ผมเคยเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอมา

  แต่ก็นั่นแหละนะ ผมเสียตัวตนนั้นไปแล้ว และคงเอากลับมาได้ยาก ยากมากพอกับที่ผมคงจะเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ไว้กับตัวเอง และให้มันตายไปพร้อมๆกับผม
Only the stars will know all my secrets.
คงดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าทุกอย่างเป็นสิ่งสมมติ.

-เศวตรมาลา.-
SHARE
Writer
winviphawin
Writing is one of my art.
-เศวตรมาลา-

Comments

mmofe
10 months ago
✊🏻📦💕
Reply
ArtyPttnsc
10 months ago
Reply
originalswag
10 months ago
เป็นคนคิดลบเหมือนกัน ไม่รู้จะช่วยยังไง การคิดบวก เป็นคนบวกๆจนคนรอบข้างได้รับพลังไปด้วย คงจะดีมากเลย
Reply