ผิดไหม...ที่ผมมีนิสัยการนอนอันแปลกปะหลาดขนาดนี้

ก่อนอื่นมาดูคำโปรยสามข้ออันสยดสยองนี้ก่อน
ปล.ภาพปกคือนั่งเล่นในเซเว่นตอนตีสองตีสาม

1.ในขณะที่เขียนอยู่นี้เป็นเวลา ตี 4.37 ซึ่งปกติแล้วเป็นเวลาที่กำลังหลับสบาย นอนอุ่นสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มของคนทั่วไป...แต่นั่นคงไม่ใช่สำหรับผม

2.
อันที่จริงตอนนี้ผมควรนอนได้แล้วเพราะเดี๋ยวสิบโมงมีประชุมใหญ่กับคนใหญ่คนโตที่บริษัท

3.
ผมไม่แน่ใจนักว่าที่ผมตื่นอยู่นี้เป็นเพราะผมกำลังตื่นเต้นกับการประชุมพรุ่งนี้ หรือเพียงแต่ไม่ง่วงเพราะยังไม่ใช่เวลานอนของผม

ใช่ครับ, ปกติผมนอนตอนหกโมงเช้าแล้วตื่นบ่ายๆ
.
.
.
ต่อไปนี้เป็นปมประเด็นทางการนอนหลับที่อยากลองบันทึกรวบรวมความพิลึกพิลั่นในมิติด้านนี้ของชีวิต...ดูซิมันจะมีซักกี่ข้อ

1.
ก่อนนอนทุกคืนหัวจะชอบคิดคำนวนว่าต้องนอนกี่ชั่วโมงถึงน่าจะมีแรงเพียงพอในการ function ในการใช้ชีวิต เช่นตอนนี้ตีสอง ถ้านอนตีสาม อย่างน้อยๆต้องหกชั่วโมงลากยาวไปถึงเก้าโมง แต่ถ้านอนถึง 11 โมงจะเฟรชดีมาก เป็นต้น

ซึ่งบางทีสิ่งที่เราจะต้องทำมันทำให้เรากดดันว่าต้องรีบนอนเพราะกลัวไม่ครบชั่วโมง แต่ความกลัวนั้นเองที่ทำให้เรากังวลจนนอนไม่หลับ
.
.
2.
ชอบทดเวลาเพื่อหาระยะปลอดภัย
เช่นหากมีประชุมตอนสิบโมง แต่ปกติจะเริ่มง่วงนอนตอนหกโมงเช้า...นั่นหมายความว่ามีช่องว่างจากความเริ่มง่วงตามปกติ ไปถึงตอนที่มีประชุมสำคัญ 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าคืนนี้รีบนอนก่อนสะสมให้ได้ 4 ชั่วโมง  ยังไงก็ไปประชุมไหวแน่ๆ แต่ก็ยากอีกเพราะจะให้นอนก่อนก็นอนไม่หลับ ยังไม่ถึง bed time ปกติ melatonin ไม่หลั่งก็ไม่ง่วง
.
.
3.
หวาดกลัวงานประจำในจิตใต้สำนึกลึกๆ
ไม่กล้าเชื่อตัวเองว่าจะสามารถนอนตื่นได้อย่างเป็นระบบในทุกวันเหมือนหุ่นยนต์ขนาดนั้น
พอถึงเวลานอนก็จะหลอนๆตัวเองว่าต้องรีบนอนได้แล้วไม่งั้นพรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหว แล้วถ้ามันยังไม่อยากนอน มีอะไรที่ทำติดค้างอยู่ล่ะ ถ้าอยากหาอะไรผ่อนคลายเพราะมีเรื่องเครียดอยู่ล่ะ 

แต่ที่น่าแปลกคือพอได้มาทำงานที่ flexible time เรากลับนอนตรงเวลาตื่นตรงเวลาแทบทุกวันเพียงแต่มันไม่ใช่เวลาที่ชาวบ้านเขาตื่นเขานอนกัน
.
.
4.
เกลียดกลัวการนัดล่วงหน้า
เป็นนิสัยที่แย่มากๆ ด้วยการที่เราไม่เชื่อมั่นในการหลับการตื่นของตัวเอง และการนัดหมายคือสัญลักษณ์แห่งความคาดหวังและความพร้อมจากคู่นัดในสภาวะที่ดีที่สุด...ยิ่งทำให้หลายครั้งต้องตอบคู่หมายไปว่า...เอาไว้ค่อยดูก่อนนะ  หรือ...เดี๋ยวถ้าวันไหนพร้อมจะนัดวันนั้นเลย(จะเรียกว่านัดไหมวะนั่น 555)

แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตและทำงานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร...และยิ่งเป็นนัดสำคัญมากๆ เช่นประชุมงานหรือออกเดทยิ่งทำให้กดดันจนบางทีนอนไม่หลับเข้าไปใหญ่
.
.
5.
ไม่ชอบนอนค้างคืนที่ไหนที่ไม่ใช่ห้องนอนตัวเอง
ต่อให้เรื่องอื่นคุณดูเป็นคนง่ายๆแค่ไหน
แต่นั่นใช้ไม่ได้กับเรื่องนอน !!!!

หมอนต้องพอดีหัว
หมอนข้างต้องกอดสบาย
ผ้าห่มต้องให้อุณหภูมิที่พอเหมาะ
ต้องมีที่ปิดตาไม่งั้นเช้ามาแสงแยงตาจะตื่น
ต้องมีที่อุดหูแม้แต่เสียงแอร์หรือเสียงห้องข้างๆเปิดประตูก็ห้ามเล็ดลอดเข้ามา

สรุปจะเยอะไปไหน
เรื่องมากที่สุด
แต่มันก็กลายเป็นความเป็นจริงของชีวิต กลายเป็นนิสัยส่วนตัวที่ฝังลึกจนต้องยอมรับไปแล้ว

ปัญหาคือ
หนึ่ง นอนร่วมกับใครยากมาก ถ้ามีแฟน(อีกครั้ง)จะให้แฟนมานอนที่ห้องยังอึดอัด ไปเที่ยวต้องแชร์ห้องกับคนอื่นก็ไม่ชอบ

สอง  ชอบไปเที่ยว ชอบธรรมชาติ แต่จะมาจองรีสอร์ทหรือโรงแรมดีๆ เพื่อมานอนตาเบิกโพลงฆ่าเวลาแล้วไม่หลับไม่ได้นะโว้ยย  แล้วพรุ่งนี้จะมีแรงไปเที่ยวไหม
.
.
6.
ย้ำคิดย้ำทำก่อนนอน
ประตูล๊อคหรือยัง
อุณหภูมิแอร์ใช่ 26 มั๊ย
ก๊อกน้ำปิดแน่นแน่นะ
ไฟที่ระเบียงล่ะปิดยัง
นู่นนั่นนี่

บางทีเช็คแล้วเช็คอีกจนเข้าใจคำว่าโรคย้ำคิดย้ำทำก็คราวนี้ อาการเข้าขั้นน่าเป็นห่วงเมื่อรู้ตัวอีกทีก็ลุกไปเช็กก๊อกน้ำไปรอบที่ 5 แล้ว (บ้า)

จนท้ายที่สุดต้องทำ checklist ไว้ตึ๊กในมือถือซึ่งก็ช่วยให้อาการดีขึ้นมานิดนึง อย่างน้อยก็ลดจำนวนย้ำคิดย้ำทำมาได้แต่ก็ยังไม่เข้าขั้นคนปกติซักที
.
.
.
ต้องบอกว่าทั้งหมดนี้มันก็ค่อยๆหล่อหลอมและสะสมเป็นขึ้นมามากเรื่อยๆในช่วงระยะ 5 ปีหลังของชีวิต (19-24) บางอาการเพิ่งมาเป็น บางอาการเป็นแล้วดีขึ้นหายไป แล้วกลับมาเป็นครั้งคราว

จะเรียกมันว่าอะไร
โรคนอนไม่หลับ...บางช่วงก็หลับดีไม่มีปัญหาติดต่อกันนานๆ
จะเรียกว่าย้ำคิดย้ำทำ...มันก็ย้ำกับแค่สิ่งนี้
โรควิตกกังวล...ก็ถ้าไม่มีเรื่องให้กังวลมันก็ไม่กังวลไงไม่ใช่จะบ้าประสาทแตกตลอด

จริงๆมีอีกหลายข้อแต่แค่นี้ก่อนแล้วกันเดี๋ยวมา edit ใส่เพิ่ม ตีห้าละ จะลองไปนอนเผื่อจะหลับ
.
.
สรุปแล้วก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอาการอะไร
แต่ก็พอจะรู้ว่ามันไม่ค่อยปกติเมื่อเทียบกับคนทั่วไปและไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจหรือน่าอวดแม้แต่น้อย  ออกจะไปทางบั่นทอนชีวิตและการทำงานด้วยซ้ำ ถ้ามีเพื่อนคนไหนเป็นคล้ายๆกันหรือมีอาการปะหลาดอื่นๆ ก็อยากจะชวนมา discuss ในช่อง comment ได้เลย...เผื่อได้อุ่นใจว่าไม่ได้มีเราคนเดียวที่เป็น

และวางแผนแก้ไขให้มันดีขึ้นต่อไป
ชีวิตจะได้ไม้ต้องยากเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ไปนอนละ
ฝันดี

ว่าแล้วก็ลุกไปเช็คกลอนประตูรอบที่หกแปป เหอๆๆ


SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 2 เดือนแล้ว)

Comments

pimsiri
2 months ago
เป็นคล้ายๆกัน แต่ออกแนวนิสัยเสีย นอนดึกตื่นเที่ยง อายตัวเองมากไม่อยากจะให้ใครรู้แต่ก็รู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว จำความได้ก็เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็นอนดึกดื่นเที่ยง จำได้ตอนเรียนมัธยมก็นอนวันละ 4 หรือ 2 ชั่วโมงไปเรียนก็สะลึมสะลือแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี คือมันสลึมสลือจนชิน จนลืมไปเลยว่าอาการสดชื่นจากการนอนอิ่มมันเป็นยังไง จนจบมัธยมก็ได้นอนอิ่มแต่ก็นอนในช่วงเวลาที่ต่างจากชาวบ้านชาวช่อง แล้วมันก็สร้างความลำบากให้กับชีวิตอย่างมากนั่นแหละ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สร้างความชิบหายวายป่วงให้กับชีวิตอีกเรื่องนึง
Reply
Nui_Napat
2 months ago
นอนได้แล้ววว พรุ่งนี้มาตอบอีกทีนะครับ เอ๊ะหรือมันเรียกว่าวันนี้นะ 55