คิดงานไม่ออก ไม่มีไอเดียดีๆ มาดูวิธีคิดแบบมืออาชีพกันเถอะ!
เวลาเริ่มต้นโครงการใหม่
หลายครั้งที่เรานั่งจ้องมองกระดาษเปล่าตรงหน้า
บอกตัวเองว่า “ต้องเขียนอะไรสักอย่างได้แล้ว”
เวลาล่วงเลยมาขนาดนี้ มันต้องเขียนอะไรสักอย่างสิ
...ต้องเริ่ม ต้องรีบแล้ว ต้องเขียนได้แล้ว
แต่ถึงจะนั่งลงนานเท่าไร มันก็ฝืด... 
มันเขียนไม่ออก... คิดอะไรไม่ออกเลย..

ปฏิทินล่วงเลย ความนับถือตัวเองมีแต่จะถูกกัดกร่อน
“ยังจะเขียนได้อีกไหม? 
ฉันยังจะเขียนได้อีกรึเปล่า?
ถ้าผลงานชิ้นที่แล้วคือทั้งหมดที่ชีวิตนี้เราจะคิดได้แล้วล่ะ?”

พอคิดแบบนั้น... 
เราก็สงสัยจริงๆ ว่ามืออาชีพทั้งหลายเค้าไปหาไอเดียดีๆ กันได้ที่ไหน 
ทำไมถึงขยันสร้างผลงานดีๆ กันออกมาได้เก่งจังเลย



มุมมองของนักเขียนบทภาพยนตร์ 
นักเขียนบทภาพยนตร์มือทองของฮอลีวูดหลายคนได้ให้สัมภาษณ์กับคุณคาล อิเกลเซียส จนรวบรวมได้เป็นหนังสือ The 101 Habits of Highly Successful Screenwriters (นิสัยพื้นฐานของนักเขียนบทภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ)

เขาได้ข้อสรุปว่า นักเขียนมือฉมังทั้งหลายไม่กังวลใจเลยด้วยซ้ำเรื่องการตามหาไอเดีย 
กลับกัน นักเขียนมือโปรเหล่านี้ ออกจะคิดสวนทางเสียด้วยซ้ำว่า 
“ไอเดียมีเยอะ เขียนไม่ทันแล้ว”

ทัศนคติของนักเขียนเก่งๆ เหล่านี้มองว่า “ไอเดียมีอยู่ทุกที่ และการเติมไอเดียใหม่ๆ เข้าสู่ชีวิตเป็นอุปนิสัยที่นักเขียนต้องทำสม่ำเสมอ. เปิดตาเปิดใจให้กว้าง น้อมรับไอเดียใหม่ๆ เข้ามา”

Ed Solomon คนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Men in Black ให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมพบว่า ถ้าเราเปิดใจ ไอเดียจะมาเอง
แล้วถ้าออกไปตามหานะ จะไม่เจอไอเดียดีๆ หรอก
สำหรับผม ยิ่งลงมือเขียน เขียนไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งเขียนได้ไม่หยุด
ไอเดียจะยิ่งวิ่งเข้ามาหาใหญ่”


ทำไมคุณ Ed Solomon ถึงพูดอย่างนั้น?

หลังจากอ่านคำสัมภาษณ์ของนักเขียนท่านอื่นๆ เราถึงจะเข้าใจ 
นักเขียนมืออาชีพมองว่ามีไอเดียอยู่มากมายรอบตัว เพราะพวกเขาเติมไอเดียเข้าตัวเป็นประจำทุกวันจนเป็นนิสัยไปแล้ว

การหมั่นเติมไอเดียใหม่ = นิสัยของนักเขียน นั่นเอง



ลองมาดูตัวอย่างจากคนอื่นบ้าง

Steven de Souza คนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Die Hard ให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมเป็นพวกบ้าตัดข่าวหนังสือพิมพ์มาเก็บใส่แฟ้ม 
ในห้องทำงานจะมีชั้นที่ยาวเต็มผนัง 
ครึ่งหนึ่งของชั้นที่ว่าเป็นข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์ที่จัดแบ่งหมวดหมู่แล้วเรียบร้อย 
ไม่เฉพาะข่าว อาจเป็นบทความหรืออะไรก็ตามที่เรียกความสนใจได้ 
เช่น คดีอุกอาจ คดีที่คนร้ายใช้วิธีฉลาดล้ำ 
คดีที่คนร้ายลงมือได้งี่เง่าเหลือเชื่อ ข่าวการปล้น 
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เทคนิคที่ตำรวจใช้สืบคดี 
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่น่าสนใจ”
 
คุณ de Souza ตัดเก็บข่าวพวกนี้ตลอดเวลา ถึงจะยังไม่รู้ว่าจะได้หยิบเอาไอเดียพวกนั้นไปใช้เมื่อไร แต่เขาว่า ถ้ามันดึงดูดความสนใจของเขาได้ มันก็น่าจะดึงดูใจคนอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นจึงตัดมาเก็บไว้ก่อน


ส่วน Robin Swicord คนเขียนบทภาพยนตร์ Memoirs of a Geisha ให้สัมภาษณ์ว่า
“ในฐานะนักเขียน เราต้องหมั่นเติม cultural input เข้าตัว 
เพื่อรักษาความสดใหม่ของตัวเองไว้ให้ได้ตลอด
ต้องขุดตัวเองออกจากเตียงออกไปพบปะโลกภายนอก
ไปเชื่อมโยง ไปสัมผัส ไปมีปฏิสัมพันธ์อย่างที่มนุษย์คนอื่นเขาทำกันบ้าง
เพราะนักเขียนต้องเขียนออกมาจากประสบการณ์จริงของตัวเอง 
จากจิตใจ จากมุมมองจริงๆ ที่เรามีต่อสิ่งที่มากระทบ
คนเป็นนักเขียนจึงต้องสนใจสารพัดอย่าง
ออกไปทำงานอาสาบ้าง พาตัวเองออกไปเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกบ้าง
งานเขียนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต
แต่ไอ้การ “ใช้ชีวิต” นี่สิที่จะป้อนวัตถุดิบให้กับการเขียน”



ไอเดียดีๆ เป็นอย่างไร?
มีหนังสือทรงอิทธิพลเล่มหนึ่งชื่อ Creative Habits เขียนโดยคุณ Twyla Tharp เธอเป็นนักออกแบบท่าเต้นที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการศิลปะการแสดงของอเมริกา ผลงานออกแบบท่าเต้นของเธอมีทั้งบัลเล่ต์ โมเดิร์นดานซ์ ไปจนถึงงานละครและภาพยนตร์ ความพิเศษก็คือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้อ่านกันเฉพาะในแวดวงคนทำงานสายศิลปะ แต่ยังถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือธุรกิจที่ดีที่สุดตลอดกาล (ใช่ค่ะ เป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริหารก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยไง และเล่มนี้มีแปลไทยแล้วด้วย ชื่อ “นิสัยสร้างสรรค์” โดยสนพ.ขวัญข้าว)

คุณ Twylar Tharp บอกว่า 
คำถามที่ถูกไม่น่าจะเป็น “จะไปหาไอเดียดีๆ ได้ที่ไหน” (Where to find the idea?)
แต่เป็น “ทำอย่างไรจึงจะมีไอเดียดีๆ ได้ (How to get the idea?)

เธอได้ให้คำอธิบายไว้ด้วยว่า ไอเดียดีๆ คืออะไร

ไอเดียดีๆ คือ สิ่งที่จะทำให้ความคิดเปิดกว้าง 
มันจะยิ่งต่อยอดขยายแตกหน่อไอเดียหนึ่งไปยังไอเดียอื่นๆ 
และช่วยยกระดับไอเดียทั้งหมดขึ้นไปด้วยกัน

ส่วนไอเดียไม่ดีจะปิดกั้น ตีกรอบ จำกัด ไปต่อไม่ได้
แต่ถ้าไอเดียไม่ดีไปเข้าถูกคน 
คนๆ นั้นก็อาจพลิกไอเดียไม่ดีให้เป็นไอเดียดีๆ ได้เหมือนกัน

ลองดูตัวอย่างที่เธอยกมาจากตัวอย่างของ E.M.Foster ค่ะ

ไอเดีย 1: พระราชินีสวรรคต พระราชาสวรรคต
ไอเดีย 2: พระราชินีสวรรคต พระราชาสวรรคต เพราะพระทัยสลาย

เหมือนจะคล้ายกันแต่แตกต่างกันมากเลย
ไอเดียดีกับไม่ดีต่างกันเช่นนี้


ไอเดียเล็ก vs ไอเดียใหญ่
คุณ Twyla Tharp ยังพูดถึงไอเดียเล็กกับไอเดียใหญ่
เธอว่า สำหรับไอเดียใหญ่นั้นไม่จำเป็นต้องไปตามหามัน เพราะมันจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเราเอง และมันจะมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วย 

ไอเดียใหญ่จะมีความสมบูรณ์ มีความหมาย เรียกความสนใจจากผู้คนได้ และภายใต้ไอเดียนั้นจะมีความลึกซึ้งซ่อนอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี ไอเดียใหญ่มาไม่บ่อย และถ้าปรากฏขึ้นสักทีก็ต้องครุ่นคิดกันหนักมาก ต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อจะทำให้ไอเดียนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ (บางครั้งอาจต้องเสียใจเพราะรู้ตัวว่าฝีมือมีไม่ถึงที่จะสร้างมันขึ้นมาจริงๆ)

ทีนี้ ในระหว่างการรอคอยกว่าที่ไอเดียใหญ่จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันก็จะมีไอเดียเล็กๆ ที่ทยอยผุดขึ้นมาในชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่ว่าไอเดียเล็กๆ เหล่านั้นไม่มีค่าไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะระหว่างการรอไอเดียใหญ่ เราต้องใช้ไอเดียเล็กๆ เหล่านั้นพัฒนาทักษะความสามารถ แสดงฝีมืออกมาให้คนรอบข้างได้เห็น ได้ติดตาม ได้สนับสนุน

หากทำงานไปจนถึงระดับที่มีทีมทำงานและมีผู้สนับสนุนทางการเงินด้วยแล้ว ยิ่งต้องประคองตัวและพัฒนาฝีมือไปให้ได้

หาไม่แล้ว กว่าไอเดียใหญ่จะปรากฏตัว ทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างจะไม่พร้อมสร้าง(สนับสนุน) ผลงานนั้นให้เกิดขึ้นจริงได้

นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราต้องใส่ใจ “ไอเดียเล็ก”

นักดนตรีก็ดี นักแต่งเพลงก็ดี ไม่มีใครที่ได้ยินเสียงเพลงทั้งหมดในหัวแล้วเล่นออกมาเป็นเพลงได้เลย ทุกคนต่างเริ่มต้นแต่งเพลงใหม่โดยการมีโน้ตในใจสัก 2-3 ตัวเรียงกัน จากนั้นก็ต้องไปนั่งหน้าคีย์บอร์ดหรือกีต้าร์แล้วค่อยๆ เล่น ค่อยๆ ไล่โน้ต ค่อยๆ เกากีต้าร์ พวกเขาต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขุดค้นโดยการลอง ทำซ้ำ ขยายไอเดีย ทำไปเรื่อยๆ จนได้โน้ตฟังติดหูออกมาเป็นเพลง 1 ท่อน ขยับขยายไปเรื่อยๆ จนจบทั้งเพลง

แม้แต่ตัวคุณ Twyla เองการออกแบบท่าเต้นก็ไม่ได้มีท่วงท่าทั้งหมดเกิดขึ้นในใจ 
แรงบันดาลใจในบางทีก็มาในรูปแบบโมเลกุลการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่งในล้านวินาที
หมุนเท้าสองข้างกับหนึ่งแขนเป็นหนึ่งไอเดีย.
ล้มลงบนพื้นด้วยวิธีใหม่เป็นหนึ่งไอเดีย.
ผู้ชายจับต้นแขนผู้หญิงเป็นหนึ่งไอเดีย.
รวมท่วงท่าทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วนำไปสู่การกระโดด ถือเป็นไอเดียชั้นเลิศที่ใช้ได้จริงและดีพอจะส่งให้เธอเดินเรื่องต่อไปได้อีกเป็นชั่วโมง


คำแนะนำ 4 ข้อสำหรับการขุดค้นไอเดีย
คุณ Twyla Tharp เลือกใช้คำกริยา “ขุดค้น” กับการหาไอเดียค่ะ
เธอบอกว่า กระบวนการขุดค้นเป็นอะไรที่ยุ่งเหยิงควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็พอจะมีคำแนะนำให้อยู่บ้าง คือ

1. เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ
นักกีฬาจะทำผลงานในสนามได้ดีกว่า หากร่างกายเตรียมพร้อม 
นักเขียนก็เช่นกัน ศิลปินทุกประเภทก็ด้วย

วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ กล่าวว่า 
“ผมเขียนเฉพาะตอนที่ตัวเองมีแรงบันดาลใจ. 
โชคดีว่าผมมีแรงบันดาลใจทุกเช้าเวลาเก้านาฬิกา.”

2. ขุดค้นในสิ่งที่ “ดีที่สุด”
เมื่อคุณ Twyla Tharp ต้องเลือกเพลงมาประกอบการแสดงหรือคิดท่าเต้น เธอไม่ลังเลเลยที่จะเดินตรงไปหานักแต่งเพลงที่ดีที่สุด เช่น Mozart, Beethoven, Brahms, Haydn เธอฟังเพลงทั้งหมดเพื่อฝึกหู เธอว่าในเมื่อคนเรามีโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต เธอจึงต้องการใช้เพลงที่ดีที่สุด

ขุดค้นในสิ่งที่ “ดีที่สุด” ก่อนเสมอ

หากต้องการอ่านเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ควรตรงไปอ่านงานชิ้นเอกของนักเขียนแนวหน้าก่อน
หากต้องการแรงบันดาลใจจากงานศิลปะ ให้ไปชมผลงานชิ้นเอกก่อน
ถ้าเป็นภาพยนตร์ ก็ตรงไปชมผลงานของผู้กำกับระดับเทพก่อนเลย

3. อย่าขุดค้นซ้ำในที่เดิม
ถ้าขุดซ้ำในจุดเดิม คุณจะไม่ได้ข้อมูลใหม่
เปลี่ยนสถานที่ เปิดเพลงใหม่ เปลี่ยนแนวหนังสือที่อ่าน
ทั้งหมดคือการต่อต้านนิสัยเก่าๆ วิธีคิดแบบเก่าๆ 
เพราะถ้าขุดค้นที่เดิม ด้วยวิธีเดิม เราก็จะลงเอยที่เดิมกับไอเดียเดิมๆ

4. ปะทุอารมณ์
ตอนขุดค้นไอเดียและอยู่คนเดียว ให้ใส่อารมณ์เข้าไป 
ความโกรธก็ดี ความฟูมฟายก็ดี ช่วยให้อะดรีนาลีนหลั่งและสมองแล่นได้ 
เพราะถึงอย่างไร การขุดค้นก็ไม่ใช่การควบคุมอารมณ์ 
ไม่ใช่การสำรวมจิตใจ มันเป็นการปลดปล่อย
ปลดปล่อยอารมณ์รุนแรง ระบายทุกสิ่งที่ปรากฏออกมา 
เฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่สะท้อนกลับมา แล้วบันทึกทั้งหมดนั้นเอาไว้ 

ประกายความคิดจะโลดแล่นออกมาจากทุกจุดที่อารมณ์รุนแรงเข้าไปตกกระทบ 
ปล่อยทุกอย่างให้แล่นฉิวไปเองเลยข้างหน้า 
ไม่ต้องสนใจลำดับเรื่อง ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องควบคุม 
ปล่อยให้มันน่ากลัว อันตราย ผิดปกติ 

จับตาดูมันไปจนกว่าอารมณ์เดือดนั้นจะสงบลง 
อะไรก็ตามที่บันทึกเก็บไว้ได้ เราก็ทำงานต่อหลังจากนั้นได้ทั้งนั้น

คุณเองก็รู้ดีอยู่แล้ว... 
ขอให้มีอะไรสักอย่างเขียนไว้ลงบนแผ่นกระดาษก่อน 
ที่เหลือ เดี๋ยวค่อยกลับไปแก้ไขต่อทีหลังได้


...

ก่อนเขียนโพสต์นี้ เราก็ลังเลอยู่ว่าควรเขียนดีรึเปล่า เพราะมันค่อนข้างจะนามธรรม ไม่ได้บอกวิธีชัดเจนว่าต้องไปหาไอเดียที่ไหน แต่พอชั่งใจดูแล้วก็คิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เนื่องจากโพสต์นี้เป็นการพูดถึง mindset เป็นวิธีคิด มุมมอง และทัศนคติที่นักเขียนและศิลปินเก่งๆ เค้าเป็นกัน

การจะเรียนรู้วิธีการทำอะไรสักอย่างนั้น เราคิดว่ามันคงดีกว่าถ้าทำความเข้าใจกระบวนการคิดภายใน ให้เข้าใจความคิดที่อยู่ลึกลงไปภายใต้ผลงานนั้นๆ มากกว่าจะทำตามแต่เฉพาะ “วิธีการ” ที่พวกเขาทำค่ะ



ขอให้ทุกคนเขียนงานได้ราบรื่น คิดงานผ่านฉลุย 
สวัสดีปีใหม่ค่ะ (^____^)



nananatte
2.01.2019

ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว และโฮสต์ล่าสุดที่เราใช้คือ spotify ค่ะ
สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง itune, podbean, soundcloud และ spotify ค่ะ

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

goinuyasha02
6 months ago
ขอบคุณสำหรับ mindset ดีๆนะครับ ได้แรงบันดาลใจมากเลย
Reply
nananatte
6 months ago
เย้ๆ ยินดีค่ะคุณ goinuyasha02
ขอให้ไอเดียพุ่งพรวดจ้า
สวัสดีปีใหม่ค่า *(^___^)*