11/05/2019 The Show must go on.
จิตแพทย์บอกว่าให้ยอมรับก่อนว่าตัวเองตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้แบบก่อน อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป แต่เราว่าสังคมมันบีบให้เราต้องพยายาม และต้องพยายามจนมันอยู่ในระดับดีถึงจะรอด

เอาจริงๆ หลังจากผ่านจุดที่ต้องยอมรับว่าตัวเองป่วยเป็นโรคจิตเวชน่ารำคาญอย่างซึมเศร้า เราก็เบื่อและมีแต่จะเบื่อตัวเองมากขึ้น และเมื่อเบื่อตัวเองมากถึงขั้นสุด เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว...ล้มเหลวในชีวิตอย่างสิ้นเชิง

ทุกครั้งที่ไปพบจิตแพทย์ ความรู้สึกที่วนเวียนอยู่ในสมองมักจะไม่ห่างกันนักจากครั้งแรกที่ไปหาหมอ ครั้งแรกเราไปด้วยความรู้สึกว่า "เราอดทนมาได้ขนาดนี้ ทำไมเราถึงทนไม่ไหวอีกต่อไป?" เรามีความรู้สึกว่าเราผ่านความยากลำบากในชีวิตมามากพอดู มากขนาดที่บางคนต้องตกใจว่าคนที่ดูเหมือนคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้ผ่านเรื่องราวเจ็บปวดแบบนี้มา ระหว่างการรักษารพ.ล่าสุด เรามักจะบอกนักจิตวิทยาว่าเรารู้สึกเบื่อที่ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก เบื่อกับการตื่นขึ้นมาพร้อมความว่างเปล่า ความรู้สึกที่ว่าแม้แต่ตัวเองเราก็คุมไม่ได้ เป็นความรู้สึกที่เหี้ยมาก ไม่หยาบไม่ได้จริงๆ

เราว่าความว่างเปล่ามันน่ากลัวกว่าความเศร้าอีก
ความเศร้าเรารู้ตัวว่าเราเสียใจนะ 
แต่ความว่างเปล่าคือมันไม่มีอะไรเลย ไม่มีจริงๆ
มีแค่ความรู้สึกโหวงเหวงในใจเท่านั้น
และการเติมช่องว่างนั้นดูจะยากเหมือนพยายามถมหลุมดำในอวกาศ 
ในระหว่างที่เราพยายามเสือกสนที่จะว่ายขึ้นจากดินโคลนก้นแม่น้ำไปสูดอากาศเหนือกระแสธาร ใครเป็นคนชอบว่ายน้ำน่าจะเข้าใจว่าการทรงตัวในน้ำยากกว่าเดินบนดินมาก เวลาที่มีมาตัดสินเราแค่ว่านี่นะ...เธอต้องพยายามมากกว่านี้นะ เธออย่าอ่อนแอสิ ทั้งที่ตัวเราเองไม่ได้อยากอ่อนแอ มันทำใจยากมากเลยนะ มันเหมือนความพยายามของเราไม่เคยมีใครเห็น

หมอบอกว่าให้เรารู้จักหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มีทัศนคติแง่บวกกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน อย่าจมกับอดีต อย่าไปทุกข์กับความคาดหวังอนาคต แต่ในเมื่อคนรอบตัวเรามีแต่บอกว่า "ทำได้แค่นี้เหรอ?" หรือ "ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ?" และ "ควรพยายามอย่างอื่นใหม่ๆ บ้าง"

เราก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะ เพราะชีวิตเราก็ผ่านการลองทำอะไรมาเยอะพอตัวนะ เอาเป็นว่าอะไรที่เราทำได้ เรียนรู้ได้ เราจะพยายามเต็มที่ ไม่สร้างข้อแม้ ไม่อิดออด ไม่ปฏิเสธ เรารู้สึกว่าถ้าจะต้องทำอะไรใหม่ เราคงต้องไปทำงานด้านวิทยาศาสตร์ พนักงานโรงงาน หรือบัญชี ซึ่งอย่างหลังไม่ใช่ความถนัดเราเลย

ผ่านจุดที่ไม่เลือกงานมาแล้ว 2-3 ครั้ง จนกระทั่งงานประจำล่าสุดทำให้เราค้นพบว่าตัวเองปล่อยปัญหาสุขภาพจิตมานานมากจนถึงจุดวิกฤต เราเลยพยายามที่จะสนใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น แม้ว่าจะมีความคิดทำนองว่าเราก็สนใจคนอื่น เห็นใจคนอื่น อะไรทนได้ก็จะทน แต่ก็นะ...มันเหมือนไม่มีใครเห็นอ่ะ ทุกคนจะเห็นเราเฉพาะตอนเรามีปัญหาหรือมีปัญหาอยากระบายกับเรางี้

ช่วงนี้มีเรื่องมากมายจนรู้สึกเราเครียด แต่เราไม่อยากเอาความเครียดเราเป็นที่ตั้ง เราเชื่อว่ามีหลายคนลำบากกว่าเรา เราควรที่จะพยายามจัดการมันด้วยตัวเอง คนอื่นไม่มีเวลามากพอมานั่งสนใจความคิดย้ำคิดย้ำทำของคนป่วยจิตคนนี้หรอก ทว่าเราเองก็รู้สึกเหมือนน้ำเต็มแก้วจนล้นออกมา เหมือนดวงตาของเราคือแก้วใบนั้น และสักพักน้ำในแก้วก็ร่วงรินออกมาจนได้

เมื่อร้องไห้หรือยอมรับความอ่อนแอ จะพูดว่าคนเราทุกคนอ่อนแอได้หมด เราขอพูดเลยว่าตอแหล เรานี่แหละไม่สามารถอ่อนแอได้เลย เพราะเมื่อเราอ่อนแอ เราจะถูกประนาม ถูกตราหน้าว่าขี้แย เรียกร้องความสนใจ ไม่เอาไหนเลย และมากสุดคือเห็นแก่ตัว ทุกคนมีปัญหาทั้งนั้น นอกจากเรื่องจะโดนด่าแล้ว ยังส่งผลให้คนอื่นเดือดร้อน ทุกครั้งที่เราล้ม มันเหมือนรอบด้านเราพังทลายด้วย เราจึงล้มไม่ได้ เราอ่อนแอไม่ได้ เพราะถ้าเราอ่อนแอ ทุกอย่างพัง

เราคงจะพังไม่ได้ แม้จะลำบากยังไงก็ห้ามพัง คนแบบเราต้องไม่แสดงความอ่อนแอ แต่ขอที...เฉพาะในนี้ได้ไหมที่จะขอบอกกับตัวเองที่จะกลับมาอ่านหน่อยว่า แกเป็นมนุษย์ แกเสียใจได้ แต่แกต้องสู้นะ แกจะร้องไห้ตอนนี้ก็ได้ แต่ออกไปจากตรงนี้แกต้องหยุด เชิดหน้า และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อ่อนแอแค่ในนี้พอนะ แล้วก็ลุกขึ้นเดินเฉิดฉายออกไป
การเล่นบทคนเข้มแข็งคือความถนัดของเรา
อย่าให้ใครบอกว่าแม้แต่บทเดียวเราก็เล่นไม่รอด
.
The show must go on.

SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments