เวลาครึ่งชีวิต
ก่อนจะเรียนมหาลัย ผมเคยอยากเป็นคุณครู โดยเลือกแอดมิชชั่นเข้าเรียนหลักสูตรครูในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ (ตอนนั้นมี Passion ในการเป็นครูมาก และที่เลือกที่นี่เพราะครูของผมนั้นเรียนจบจากที่นี่) แต่คะแนนผมไม่ถึง เพราะปีนั้นคนเรียนครูเยอะ คะแนนของหลักสูตรครูเกือบทุกมหาวิทยาลัยสูงหมด ผมจึงไปติดอันดับสุดท้าย แต่เป็นหลักสูตร 4 ปี ที่เรียนแล้วไม่ได้วุฒิครู แต่ไหน ๆ ก็ติดแล้ว ผมก็เรียน โดยคิดเอาเองว่าเรียนจบแล้วก็ไปเรียนวุฒิครูอีก 1 ปี ก็เป็นครูได้แล้ว แต่เอาเข้าจริงพอเรียนจบ การไปเรียนวุฒิครูอีกหนึ่งปีเป็นปัญหาสำหรับผมมาก เพราะต้องไปเป็นครูอัตราจ้างหรือครูเอกชนก่อน แล้วจึงแจ้งให้โรงเรียนส่งตัวไปเรียนให้มีวุฒิครูในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน ตอนนั้นผมทำงานประจำแล้ว เป็นนักจัดรายการวิทยุโดยจัดรอบเที่ยงคืนถึงช่วงสาย ๆ ดูแล้วก็น่าจะออกไปสอนในโรงเรียนได้ ซึ่งผมเคยลองสมัครเป็นครูในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งแล้ว ปรากฏเสียทั้งงานและเสียสุขภาพมาก เพราะต้องรีบออกก่อนเวลางานเพื่อไปให้ทันเข้าโรงเรียน หลังเลิกเรียนต้องรีบนอน เพราะมีเวลานอนน้อย แล้วก็ลุกมาตอนห้าทุ่มเพื่อเตรียมตัวเข้างานตอนเที่ยงคืน ในที่สุดผมจึงต้องเลือกสักทาง นั่นคือการมาเป็นนักจัดรายการวิทยุต่อ เพราะเป็นงานที่ผมคิดว่าถ้าออกแล้วจะกลับมาทำอีกไม่ได้

คลื่นของเราเน้นเปิดเพลงวัยรุ่น ช่วงที่ผมจัดตั้งแต่เที่ยงคืนจนเกือบเช้ามืดจะเปิดเพลง สลับกับการพูดของผมบ้าง ก่อนทำงานผมจะต้องเตรียมเพลงที่จะเปิดไว้ให้เพียงพอกับเวลา 5 ชม. ส่วนหลังจากที่ผ่านช่วงนี้ไปจะเป็นการเชื่อมสัญญาณข่าวจากสถานีวิทยุเจ้าของเครือข่าย ผมไม่ต้องจัดเอง แต่มีหน้าที่แสตนบายกรณีมีปัญหาขัดข้อง (ซึ่งยังไม่เคยมี) หลังจากจบช่วงข่าวผมมีหน้าที่จัดเพลงต่อจนกระทั่งนักจัดรายการคนต่อไปมารับช่วง การนอนของผมจะเริ่มเวลาเที่ยงของวันนั้น แล้วไปตื่นอีกทีประมาณสองทุ่มเศษ ๆ ยกเว้นวันไหนมีงาน เพื่อนนัด ก็จะตื่นเร็วกว่านั้น อ่านข่าวและนั่งเตรียมลิสต์เพลง การนอนการตื่นและทำงานไม่เหมือนชาวบ้านของผมก็ทำให้ผมเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ร้อน แต่ก็ทำให้ไม่เจอคนใหม่ ๆ เลย แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นงานที่ได้เงินพอสมควร และเหมาะกับผมที่ไม่ค่อยชอบพบเจอผู้คนอยู่แล้ว

เมื่อปลายปีที่แล้ว ครูของผมเกษียณ แกได้โทรศัพท์มาหาผมโดยจะให้ผมไปเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียน ผมแจ้งครูไปว่าผมมีงานทำแล้ว และผมไม่มีวุฒิครูด้วย ครูจึงเปลี่ยนเรื่องคุย เราพูดคุยกันร่วมชั่วโมงแล้ววางสายไป การได้คุยกับครูในวันนั้นทำให้ผมนึกถึงตัวเองเมื่อห้าปีก่อนที่ตั้งใจจะเรียนครู แต่เข้าเรียนไม่ได้ แล้วก็ไหลไปไหลมาจนมาทำงานตรงนี้ จะว่าไปก็เสียดายความฝันครั้งเก่า แต่ผมก็มีความฝันครั้งใหม่แล้ว คือการทำงานตรงนี้ แม้มันจะไม่มี career path อะไรเลยก็ตาม (นอกจากเปลี่ยนไปทำที่อื่น-ถ้าเขาทาบทาม-แต่ไม่มีหรอก)

ช่วงปลายปีเดียวกัน สถานีของเรากำลังจะถูกยุบ เพราะมีปัญหาเรื่องการดำเนินกิจการ ทางบริษัทแจ้งพวกเราที่เป็นพนักงานว่าจะให้เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานและขออภัยทุกคนที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น บางคนโกรธ บางคนน้ำตาซึม บางคนตกใจ ผมเองหวั่นใจมาเหมือนกันว่าสักวันวันนี้ต้องมาถึง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้ หลังจากที่ทราบข่าวผมกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกร่วมสัปดาห์ แล้วก็เริ่มทำใจได้ในช่วงเดือนท้าย ๆ เพราะพนักงานคนอื่น ๆ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน และเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองมากขึ้น ผมพยายามทำให้การจัดรายการแต่ละวันมีธีมเพลงที่เป็นแนวเรื่องเดียวกัน เช่น บางวันเป็นเพลงแนว “รักแรกพบ” บางวันเป็นแนว “ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน” บางวันก็เป็นเพลงยุค 90 ไปเลย เรียกว่าไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน พอทำอย่างนั้นกลับกลายเป็นว่ามีคนฟังในช่วงเวลาที่ผมจัดมากขึ้น (ดูจากสถิติในเว็บ ส่วนในคลื่นจริงผมไม่มีข้อมูล) และมีคนขอเพลงมากขึ้น ผมมีความสุขกับการจัดรายการมากที่สุดก็ช่วงนี้ แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เวลามันเหลือน้อยมาก ในที่สุดสถานีก็ต้องปิดตัวลงไป ในวันสุดท้ายของรายการ ตรงกับวันที่ 31 ธันวาคมพอดี รายการผมเป็นรายการแรก (หากนับเวลาที่ 0.05 น. หลังข่าวสั้นเที่ยงคืน) วันนั้นหลังจากจัดรายการแล้ว พวกเราตกลงกันว่าก่อนจะจบรายการจะมารวมตัวกันเพื่อล่ำลาคุณผู้ฟังตอน 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน โดยไม่มีโมษณาแล้วเราจะพูด ๆ สลับกับเพลงคนละหนึ่งเพลง โดยให้แต่ละคนเลือกเพลงมา หากในระบบไม่มีก็ขอให้ไปหามาให้ด้วย ผมคิดอยู่นานว่าจะเลือกเพลงอะไรดี ที่ไม่เศร้าเกินไปนัก และไหน ๆ ทุกอย่างมันจะจบลงในวันนี้แล้ว ผมจึงเลือกเพลง butterfly ของ Wada Kouji มาเปิด เพลงนี้เคยแปลเป็นภาษาไทยในชื่อปีกรัก เป็นเพลงที่ผมฟังตอนเป็นเด็ก ร้องได้อยู่คนเดียว เป็นเพลงของการ์ตูนที่ผมชอบ และเป็นเพลงที่เปิดในตอนจบของการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย ในวันนั้นพอทุกคนรู้ถึงเพลงที่ผมจะเลือก แต่ละคนก็เลือกเพลงที่ไม่แคร์อะไรอีกแล้ว น้องคนหนึ่งที่จัดรายการช่วงบ่ายก็เลือกเพลง คำสัญญาของอินโดจีน เธอบอกว่าคืนนี้เหมือนกับวันเลิกค่ายลูกเสือ เขาชอบเปิดเพลงนี้ เหมือนกับจะบอกว่าจะมาพบกันใหม่ แต่ก็ไม่มีวันนั้นจริง ๆ ที่คนที่จากไปทุกคนจะกลับมา เท่านั้นแหละ ทุกคนก็เปลี่ยนเพลงที่เตรียมมาเป็นว่าเล่น และพรั่งพรูเหตุผลที่มาจากวัยเยาว์กันหมดเลย 555

จบรายการในคืนวันนั้นพวกเราไปกินเลี้ยงครั้งสุดท้ายกันที่ร้านอาหารแถวซอยศูนย์วิจัย พร้อมกับแฮปปี้นิวเยียร์แบบเศร้า ๆ พี่ ๆ หลายคนพยายามดึงบรรยากาศไม่ให้จมไปกับความรู้สึกนี้ เป็นงานเลี้ยงที่จริงจังที่สุดที่ผมเคยเข้าร่วมมา เพราะทุกคนดูจะระบายความในใจและพูดว่าจะไปทำอะไรต่อ หลายคนถูกทาบทามให้ไปเป็นดีเจในสถานีวิทยุคลื่นหนึ่ง บางคนที่อายุ 25 หยก ๆ 24 หย่อน ๆ ก็จะบวช สาวสวยในทีมคนหนึ่งจะไปเป็นแอร์ มีแต่ผมที่ยังไม่คิดเรื่องนี้ (และไม่พูด) พอถูกเร้าเข้าเยอะ ๆ ก็บอกแค่ว่าจะไปเที่ยวให้หนำใจก่อนว่ะ เพราะไม่เจอแดดบ่าย ๆ มาเป็นปีแล่ว แค่วันเดียวหลังจากไม่ต้องทำงานผมก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เป็นปีใหม่ที่หดหู่นิด ๆ สำหรับผม จะเริ่มทำอะไรก่อนดี สมัครงานเพิ่มไหม เพราะงานที่สมัครไปตั้งแต่ปลายปีก็ยังไม่เรียก หรือจะไปเที่ยวอย่างที่พูดไว้เมื่อคืนดี ถ้าไม่ไปเดี๋ยวโดนหาว่ามุสาน๊ะ

ผมกลับบ้านที่ต่างจังหวัดหลังปีใหม่ เพราะไม่อยากแออัดกับการเดินทางที่มีคนเยอะ ๆ และกลับนานที่สุดเท่าที่เคยกลับ เพราะไม่ต้องรีบกลับไปทำงานอย่างปีก่อน ๆ คืนวันหนึ่งผมนอนไม่หลับและคิดว่าที่กรุงเทพนั้นน่ะ เราอยู่เพื่อแสวงหาอะไรนะ ก็เพื่อความฝันไง และเงินด้วย ไม่มีที่ไหนที่ทั้งสองสิ่งนี้จะหาได้นอกจากในกรุงเทพ ที่นั่นมีงานที่เป็นความฝันของใครต่อใคร มีเงินค่าจ้างให้เราที่ได้ทำตามฝัน และใครสักคนที่เราอาจจะพบ (ซึ่งก็หาต่อไปเถ๊อะ-ไม่พบ) แต่สิ่งที่เราไม่มีที่นั่นคือ... ครอบครัว... ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ผมกลับไปทำงานที่กรุงเทพได้สองเดือน ไม่ได้จัดรายการวิทยุแล้ว แต่ไปทำงานอยู่สำนักข่าวแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัว ผมสนุกกับงาน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้พักน้อยลงกว่าเมื่อก่อน หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ครูของผมก็โทรศัพท์มาขอให้ผมไปสอบบรรจุเป็นครู ผมตอบว่าผมไม่มีวุฒิครูนะ แต่แกบอกว่ารอบนี้สอบได้ไม่ต้องใช้ ผมนึกว่าแกล้อเล่น แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องจริง ในที่สุดผมก็ไปสมัครในช่วงปลายเดือนมีนา และสอบช่วงปลายเดือนเมษา การสอบดำเนินการสามวันติดกัน โดยสอบข้อเขียนสองวัน และสอบสัมภาษณ์หนึ่งวัน คนมาสอบกันอย่างเนืองแน่น ผมอยากสอบให้ได้ (จะว่าความฝันตอนนั้นมันโพล่งขึ้นมาก็ได้) วันที่ประกาศผลสอบผมยุ่งมาก พอว่าง ๆ ก็พยายามเช็คผลจากเว็บ แต่เว็บก็ล่ม จนลืม ๆ ไป ทราบอีกทีคือครูโทรมาบอกผมว่าผมสอบได้ และดีใจกับผม ผมไม่เชื่อ แกเลยส่งไฟล์มาให้ ผมทั้งตื้นตันทั้งดีใจที่ทำสำเร็จ แต่ก็กลายเป็นว่าเราต้องจากกรุงเทพไปอีกในไม่ช้า และคงไม่ได้กลับมาทำงานที่นี่อีก มีความเสียดาย แต่ความดีใจก็มีมาก

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการอยู่กรุงเทพของผม หลังจากที่เมื่อสองวันก่อนผมไปเคลียร์งานและล่ำลาเพื่อนร่วมงาน เพราะผมต้องกลับไปทำงานที่บ้านเกิด โดยมีกำหนดรายงานตัวต้นเดือนพฤษภา หลังเรียนจบผมแทบไม่มีความคิดว่าจะกลับบ้านเร็วขนาดนี้ ผมคิดแต่เพียงเล่น ๆ ว่าคงจะกลับสักตอน 50 เพราะยังอยากจะพบจะเห็นอะไรต่อมิอะไรอีก และเก็บเงินสักก้อนที่กรุงเทพแล้วไปใช้ที่บ้านโดยไม่ต้องทำงาน แต่ชีวิตก็เดินมาถึงจุดนี้ยังไงไม่รู้ ผมกลับในตอนอายุ 30 และมีเวลาอีก 30 ปีในการทำงาน ที่ผมยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไรในบทบาทใหม่นี้ ผมเคยคิดว่าการอยู่กรุงเทพจะทำให้ผมพบอะไรใหม่ ๆ หรืออะไรที่ยังคงให้เราอยากอยู่ ถ้าแน่ ๆ ก็งานสัปดาห์หนังสือ โรงหนังอินดี้ ร้านหนังสืออิสระ แกลเลอรี่เล็กใหญ่ ที่นี่มีพร้อมทุกอย่าง แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็มีน้อย จนผมคิดว่าคุ้มแล้วหรือเปล่าที่เรายังอยู่ที่นี่ ในขณะเดียวกันการกลับบ้านก็ต้องเริ่มอะไรใหม่มากสำหรับผมทีจากบ้านมานาน จะยังมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ไหมนะ ผมกังวล กลัวการจากลาและเริ่มต้นใหม่ แต่ที่สุดแล้วก็ต้องไป เพราะเวลาครึ่งชีวิตสำหรับความฝันครั้งนั้นมาถึงแล้ว

SHARE
Writer
Samankit
นักนอน
ไม่หลับ

Comments

Jaegunn
1 year ago
กลับมาอ่านstoryเรื่องนี้อีกครั้งในสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเจอ แอบน้ำตาซึมกับหลายๆประโยคของคุณนักนอนเลย
Reply
Samankit
1 year ago
ใจนึงก็ดีใจที่มีผู้อ่าน ใจนึงก็ไม่อยากให้เศร้า

นักนอนเองก็ติดหล่มตอนเรียนจบใหม่ ๆ (เกือบ ๆ 5 เดือนแน่ะ) ท้อแท้อย่างแรง (อธิบายเป็นภาษาลำบากเหมือนกัน 55) แต่ก็ผ่านมาได้แบบหงอย ๆ จะโชคดีหน่อยก็มีเพื่อนที่คอยหนุนใจจนผ่านช่วงนั้นมา
Jaegunn
1 year ago
อาจจะไม่ใช่ความเศร้านะคะ แต่เป็นความเข้าใจในความรู้สึกนั้นมากกว่า :)