เท้าที่ก้าวไป กับหัวใจที่เต้นตาม ยอดดอยภูแว ⛰🏔🗻🏜

        เส้นทางเหนือทุ่งหญ้า จริงๆแล้วมันไม่ใช่ทุ่งหญ้าเป็นไร่ข้าวโพดที่ปกคลุมด้วยหญ้าสูง หลังฤดูการเก็บเกี่ยว ดอกหญ้ากำลังบานรับลมหนาว ที่พัดพาความแห้งแล้งไปทุกที่ เราเริ่มเดินทางจากเชิงเขาติดลำน้ำ ไต่ผ่านเนินเขาลูกแรกที่สูงชัน ร่างกายยังไม่ทันปรับสภาพรับน้ำหนักของเป้ที่แบก และความชันที่ไม่มีทีท่าจะลดลงเลย แต่ละก้าวที่เดินเสียงย่ำเท้ายังไม่ดังเท่าเสียงหัวใจที่กำลังทำงานหนักจากการไต่ระดับ พ้นเนินลูกแรกด้วยความทุลักทุเล สามนักเดินทางตัดสินใจแวะพักที่ศาลาริมทางพร้อมก้มหน้าก้มตาหาลูกมะขามป้อม ได้กันมาคนละลูกสองลูกก็ชื่นใจหายเหนื่อย ที่จริงหายเหนื่อยเพราะนั่งพักกันนาน
        เดินต่อบนเส้นทางสู่หมู่บ้านปู่ดู่ ถนนดินที่พกฝุ่นไว้เต็ม จากรถคันแล้วคันเล่าที่เคยผ่านมา ไม่นานก็ถึงป้ายหน้าหมู่บ้าน ตรงนี้มีต้นมะขามป้อมที่ลูกใหญ่มาก นักเดินทางจับกิ่งไม่พร้อมปาใส่ลูกมะขามบนต้น เสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “อยากได้เกลือว่ะ” ความพยายามหาเกลือจึงเริ่มต้น แต่ทว่าหมู่บ้านกลางป่าเขาแห่งนี้สายไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง และไม่มีร้านขายของชำแม้แต่ร้านเดียว
         ในยามบ่ายแดดร้อนๆ พร้อมกับไอน้ำที่พุ่งออกจากหม้อต้มเหล้าชาวบ้าน เกลือที่ได้มาจึงได้มาจากบ้านนี้นี่เอง หลังจากได้เกลือก็ค้นพบว่า เกลือกับมะขามป้อมนี่ สร้างความมหัศจรรย์ของรสชาติเลยทีเดียว หลังจากนั้นการเดินทางก็ดูง่ายขึ้น เราเดินตามเส้นทางการขนส่งข้าวโพด ที่ใช้รถมอไซค์ในการขนส่ง แต่ก็เป็นระยะทางที่ค่อยข้างยาวไกล มีแต่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับการเดินเลยปลายท่อสุดท้ายที่ยังมีน้ำให้เติม ด้วยความเหนื่อยและขี้เกียจ นักเดินทางจึงไม่เลือกที่จะเดินกลับมาเติม โดยไม่คิดว่าหลังจากนี้ไปจะเจอกับความท้าทายใหม่ที่ทั้งโหดและฮาและไม่นานน้ำในขวดของแต่ละคนก็เริ่มลดลงจากเส้นทางช่วงสุดท้ายที่สูงชัน 
         จุดกางเต็นท์ ทันทีที่ขาสัมผัสพื้นที่ราบเหนือลานกางเต็นท์ ทุกคนพร้อมใจทิ้งเป้ และไม่ลืมที่จะทิ้งตัวนอนลงบนก้อนหินใหญ่สักก้อน ไม่ไกลออกไป แสงแดดของเวลาเย็นสาดแสงผ่านหมู่เมฆและฝุ่น ตกกระทบพุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยใบแก่ ให้แสงที่เหลืองอบอุ่นไปทั้งยอดดอย พร้อมกับเลื่อนคล้อยไปหลังภูเขาสูงที่ขอบฟ้าไกล หิ่งห้อยปรากฎแสงขึ้นหลังตะวันลับขอบฟ้าไม่นาน กองไฟเริ่มให้แสงและความอบอุ่น พร้อมแล้วสำหรับกับข้าวเย็น แต่กลับพบว่าน้ำนั้นเหลือน้อย เกินกว่าจะต้มบะหมี่ มหกรรมระดมสมองหาน้ำจึงเริ่มขึ้น เก็บน้ำจากเต็นท์ จากยอดไม้ เต็มไปด้วยสีสันแห่งจินตนาการ และความสนุกของนักเดินทาง และแยกย้ายกันเข้านอน รอเวลารุ่งเช้า เพื่อเก็บเกี่ยวผลของจินตนาการ และไปดูแสงแรกเหนือยอดเขาแห่งนี้
          ยามเช้า เรียกว่าเช้าตรู่ ย่ำตีห้านักเดินทาง เดินสัมผัสความหนาวเย็นขึ้นสู่ยอดเขา ด้วยแสงจากไฟฉายกระบอกน้อย ณ ยอดเขาท้องฟ้ากำลังเริ่มเปลี่ยนสี มีแสงดาวกับพระจันทร์ข้างแรมประดับท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนแปลง แสงไฟจากกลุ่มบ้านเรือนที่กระจายไกลออกไปกำลังเริ่มดับลง แต่นักเดินทางสังเกตเห็นกลุ่มควันใหญ่ลอยมาจากที่ราบ “ไฟไหม้หรือเปล่า” นักเดินทางทางคิดในใจ “ไม่สินั่นมันโรงไฟฟ้านี่กำลังพ่นกลุ่มไอน้ำจากการผลิตไฟฟ้าทั้งวันทั้งคืน” ไม่นานหมู่สัตว์น้อยใหญ่เริ่มส่งเสียง ก้องไปทั่วหุบเขา และแล้วแสงแรกก็สาดแสงออกจากขอบฟ้าไกล ฉายเงาของยอดเขาตกไปไกลสุดสายตา
          แอ่งหมอกแอ่งเล็กๆที่รายล้อมด้วยสันเขา เป็นเหมือนอ่างเก็บน้ำ หมอกไหลล้นผ่านช่องแคบราวกับน้ำตก พร้อมด้วยฝูงนกนางแอ่น มหาศาลน่าจะเกือบพันตัวได้ กำลังโบยบินเล่นแสงแดด ผาหินปูนแห่งนี้คงเป็นที่อยู่อันแสงอบอุ่นของเหล่านก ไม่นานนักเดินทางก็พร้อมใจเดินลงจากยอดเขาเพื่อเดินทางกลับ และไม่ลืมเรื่องที่คุยกันอยู่เนืองๆ ด้วยความตลก คือ น้ำนั่นเอง “น้ำจากเต็นท์” นักเดินทางจับขวดคนละไม้ละมือกวาดน้ำเข้าสู่ขวด “เห้ย เข้าท่า ได้มาตั้งครึ่งขวด” เสียงพูดคุยปนเสียงหัวเราะ อย่างน้อยก็ได้น้ำล้างหม้อ

       แบกเป้ แบกเป้ที่เบากว่าเดิมเพื่อเดินทางกลับ ในตอนนี้ ความกระหายน้ำเริ่มทวีคูณ นักเดินทางพร้อมใจวิ่งลงเขา ผ่านเขาไปไม่นานก็พบที่ราบทุ่งข้าวโพดนั่นเอง และแล้วน้ำแห่งชีวิตก็ปรากฏ น้ำใส รสชาติดีทีเดียว ความชื่นใจนำพาความมีชีวิตชีวาและการก้าวเดินกลับถึงหมู่บ้านอย่างง่ายดาย เหล่าสุนัขทั้งเล็กใหญ่ภายในหมู่บ้านพากันต้อนรับ สีหน้าดีใจ แววตาสดใส ไม่ต้องสงสัยเลย พวกมันมองหาขนมนั่นเอง หนึ่งในนักเดินทางแบกขนมกลับมาด้วย ได้เวลาแจกจ่าย........


SHARE
Written in this book
become man
Writer
Horizon_of_mind
KonTiKi
Me and blue sky

Comments