07 : อดีต
“เฮ้ยจู!” สาวผมยาวตรงสีดำกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดเข้ามาในตึกเรียนด้วยสีหน้ายินดี เพราะมีข่าวดีจะมาบอกเพื่อนของเธอ
“อะไรของมึงวะยุย” คนถูกเรียกที่กำลังนั่งวาดรูปอยู่หน้าเฟรมผ้าใบหันไปถามด้วยสีหน้างุนงง เพราะปกติอีกคนไม่เคยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้
“รูปมึงชนะประกวด” ยุยยื่นจดหมายซองหนึ่งให้คนตรงหน้า “มึงได้ทุน มึงจะได้ไปอเมริกา!”
“เหี้ย จริงดิ” จูรินะปล่อยพู่กันที่ถืออยู่ในมือตกลงพื้นแล้วเดินเข้าไปสวมกอดเพื่อนด้วยความดีใจ “จริงป่ะเนี่ย ไม่โกหกกูใช่ไหม?”
“กูจะโกหกมึงทำไมเนี่ย” ยุยโดนเพื่อนกอดแล้วเขย่าตัวขึ้นลงเหมือนเป็นตุ๊กตา แต่เธอก็ดีใจกับเพื่อนไปด้วย เพราะเธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่อีกคนรอมาตลอด เพื่อนของเธอทำงานหนักมาตลอด ยอมทิ้งทุกอย่างจนเหลือเพียงแค่พู่กันกับเฟรมผ้าใบในชีวิตเท่านั้นเพื่อสิ่งนี้
.
.
.
Jurina’s Part
จูรินะเป็นเด็กธรรมดามาตั้งแต่เกิด บางทีก็มีคนบอกว่าติดจะหัวช้าด้วยซ้ำ แต่เขาเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
เพราะมีสิ่งหนึ่งที่เขาทำได้ดี ไม่สิ ในสายตาของคนที่เข้าใจ ต้องเรียกว่ายอดเยี่ยมเลยด้วยซ้ำ ก็คือการวาดรูป
ถึงเวลาเรียนเขาจะเรียนบ้าง เล่นบ้าง หลับบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องวาดรูปล่ะก็ เขาสามารถใช้เวลาอยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่หลับไม่นอน ไม่กินอะไร ไม่ลุกไปไหน
และแน่นอน สิ่งนั้นทำให้พ่อและแม่ของเขาเป็นกังวลว่ามันจะทำให้ลูกเพียงคนเดียวในครอบครัวเป็นอะไรไป
ดังนั้น พ่อและแม่ของจูรินะจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่อาจจะผิดพลาดที่สุด นั่นก็คือการห้ามไม่ให้เขายุ่งเกี่ยวกับการวาดรูปอีก ไม่แนะนำ ไม่สนับสนุน ไม่สนใจ และนั่นทำให้เขาปิดใจให้กับครอบครัว และกลายเป็นคนติดเพื่อน ใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับเพื่อน
แต่เขาก็ยังโชคดี ที่เพื่อนหลายๆคนเข้าใจ มักจะให้ที่พักพิง และที่ดีที่สุด ก็คือให้ที่ๆเขาจะวาดรูปได้โดยไม่มีใครมารบกวน
พอขึ้นมหาวิทยาลัย จูรินะและพ่อก็เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เพราะตัวเขาสอบติดมหาวิทยาลัยเฉพาะทางเกี่ยวกับศิลปะ และแน่นอน ที่บ้านนั้นไม่ต้องการให้เขาเรียน
คุณพ่อยื่นคำขาดว่าถ้าหากจะเรียนก็หาเงินส่งตัวเองเรียนซะ ที่บ้านจะไม่ซัพพอร์ตเด็ดขาด เพราะคิดว่าลูกสาวตัวเล็กๆคนนี้คงจะไม่สามารถทำได้ แต่จูรินะยอมรับข้อเสนอนั้นและออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวในวันเดียวกันนั้นเอง
ถึงช่วงแรกๆชีวิตการอยู่คนเดียว ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนั้นจะลำบากไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนๆและพี่ๆในมหาวิทยาลัยคอยให้ความช่วยเหลือ สุดท้ายความลำบากนั้นจึงไม่ได้ทำให้ย่อท้อมากนัก แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าการทำแบบนี้ มันก็เหนื่อยจริงๆนั่นแหละ
หลังจากเรียนได้เกือบสองปี ฝีมือของเขาก็เป็นที่ยอมรับของบรรดาอาจารย์ เพราะความทุ่มเทและพรสวรรค์ที่มี ทำให้อาจารย์คนหนึ่งแนะนำทุนการศึกษาในต่างประเทศให้กับเขา ทุนการศึกษานั้นเป็นแบบทุนค่าเรียนรวมค่ากินอยู่ด้วย จูรินะจะไม่ต้องเสียอะไรสักบาท และยังได้ใช้เวลากับการเรียนเต็มที่โดยไม่ต้องทำงานควบคู่กันไป เขาได้ยินแบบนั้นก็สนใจขึ้นมา จึงขอยื่นเรื่องพักการศึกษากับมหาวิทยาลัยหนึ่งปีเพื่อวาดรูปส่งเข้าชิงทุนการศึกษานั้น
ในช่วงระหว่างนั้น จูรินะได้รับการดูแลจากเพื่อนๆมากมาย ทั้งแวะเวียนมาเยี่ยม ให้กำลังใจ รวมไปถึงช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ ชิมาซากิ ฮารุกะ
เขาพอดูออก ว่าเธอน่าจะหลงรักเขาอยู่ แต่สำหรับเขาแล้ว นอกจากผืนผ้าใบตรงหน้าเขาก็ไม่มีใจจะไปรักอะไรได้อีก
ผ่านไปหลายเดือน จูรินะก็วาดภาพที่เขาคิดว่าดีที่สุดในชีวิตสำเร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ชอบมันมากๆ และคิดว่าภาพนี้จะต้องทำให้เขาคว้าทุนมาได้อย่างไม่ยากเย็น
หลังจากเฝ้ารอข่าวจนถอดใจไปแล้ว วันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวดี ว่าเขาจะได้ทุนไปศึกษาต่อ ถึงแม้มันอาจจะเจ็บปวด แต่คนที่เขานึกถึงคนแรกก็คือทั้งพ่อและแม่ของเขานั่นเอง เขาตัดสินใจจะเดินทางกลับไปที่บ้าน เพื่อไปบอกข่าวดีนั้น
เมื่อเขากลับไปที่บ้านแล้วแจ้งข่าวให้ทราบ เขาคิดว่าคงจะต้องทะเลาะกันอีกยกใหญ่ แต่เปล่าเลย คราวนี้ทั้งสองคนร้องไห้ดีใจไปกับเขาด้วย และสัญญาว่าจะสนับสนุนเขาโดยเต็มใจ ไม่มีเงื่อนไขใดๆอีกแล้ว
จูรินะไม่เคยดีใจขนาดนี้มาก่อนในชีวิต นอกจากเขาจะคว้าสิ่งที่รักมาได้ด้วยมือตัวเอง คนที่เขารักก็กลับมารักเขาเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรจะมีความสุขมากไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่หลังจากเขาดีใจได้ไม่นาน ก็ได้รับข่าวร้าย อาจจะเป็นข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา
เครื่องบินลำที่พ่อกับแม่ของเขาโดยสารเพื่อไปทำธุระที่ต่างประเทศนั้นประสบอุบัติเหตุและตกลงกลางทะเล มีผู้บาดเจ็บสาหัสมากมาย แต่ในรายชื่อผู้รอดชีวิตเหล่านั้น ไม่มีคนที่เขารักอยู่เลย
จูรินะสับสน ทำอะไรไม่ถูก ความดีใจทั้งหมดก่อนหน้านี้พังทลายลงในพริบตา เพื่อนๆ พี่ๆ หรือแม้แต่อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงให้กำลังใจและหวังให้เขาข้ามผ่านมันไปให้ได้เท่านั้น
เขาทำได้เพียงวาดรูป วาดรูปไปเรื่อยๆเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดในจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ดูรูปเหล่านั้นต่างร้องไห้ตาม เพราะในรูปวาด มีเพียงความเจ็บปวดของเจ้าของฝีแปรงนั้นอัดแน่นอยู่ในทุกอณู
สิ่งที่เขารัก ทั้งชีวิตนี้ เหลือเพียงการวาดรูปเท่านั้น
ในขณะที่เขารอเวลาให้ปีการศึกษาใหม่มาถึงด้วยใจที่เจ็บปวด ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งว่าจะมีการแก้ไขปรับปรุงอาคารบางส่วน ทำให้ห้องที่เขามักจะเข้ามาวาดรูปประจำนั้นถูกปิดเพื่อซ่อมแซม แต่เขาไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากกลับไปยังที่ๆมีความทรงจำอยู่เต็มไปหมดแบบนั้น เขาจึงยังคงแวะเวียนมาวาดรูปที่ข้างๆตึกนั้นเสมอ
จนในวันหนึ่ง เรื่องราวที่เลวร้ายที่สุดที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจนได้
ขณะที่จูรินะกำลังวาดรูปอยู่ข้างๆอาคาร ด้วยความเลินเล่อของผู้รับเหมา ทำให้บานกระจกที่ควรจะติดแน่นอยู่กับเฟรมนั้นหลุดลงมา และใช่ จูรินะคือผู้โชคร้ายในอุบัติเหตุครั้งนั้น
เขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล มองเห็นสายน้ำเกลือที่ติดอยู่กับแขน ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด
แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นก็คือหัวใจของเขา ตอนที่คุณหมอแจ้งว่า เศษกระจกบางส่วนนั้นได้ทำอันตรายกับเส้นเอ็นที่แขนของเขา เขาอาจจะใช้ชัวิตได้ปกติ แต่เขาจะไม่สามารถบังคับฝีแปรงได้ตามที่ใจต้องการอีกแล้ว
จูรินะเศร้าและเจ็บปวด แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด อาจจะเพราะมันเหือดแห้งไปตั้งแต่วันที่เครื่องบินลำนั้นตกลงกลางทะเล
ชีวิตของเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
คราวนี้ไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ
“เธอยังมีฉันนะ” คำปลอบโยนเบาๆจากฮารุกะที่เข้ามาสวมกอดเขาเอาไว้ “ถึงเธอจะไม่เหลืออะไร แต่ฉันจะยังอยู่กับเธอเสมอนะจูรินะจัง”
.
.
.
Haruka’s Part
ชิมาซากิ ฮารุกะ หลงรัก มัตสึอิ จูรินะ ตั้งแต่พบกันครั้งแรก
ทั้งใบหน้าแบบที่เธอชอบ นำเสียงที่หวานละมุน หรือแม้แต่รอยยิ้มที่อบอุ่นดุจพระอาทิตย์ยามเช้าของเขา ไม่มีตรงไหนเลยที่จะทำให้ฮารุกะละสายตาจากคนตรงหน้านี่ไปได้
รู้ตัวอีกที สายตาของเธอก็มักจะสอดส่องหาเขาอยู่เสมอ
และเมื่อได้รู้ว่าชีวิตของเขานั้นกำลังประสบปัญหากับอะไรอยู่ เธอก็แทบไม่ต้องคิดว่าจะช่วยดีหรือไม่ เธอคอยแวะเวียนไปเยี่ยม ส่งข้าวส่งน้ำให้เขาที่ต้องอาศัยตัวคนเดียวอยู่เสมอ
ถึงแม่เขาจะส่งรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นให้เธอทุกครั้ง แต่เธอมองตาเขาก็รู้ เธอสำคัญสู้พู่กันและจานสีของเขาไม่ได้สักนิด
แต่ใครสนกัน ในเมื่อเธอรักเขาหมดทั้งหัวใจ
เธอคอยเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านของเธอและห้องของเขาอยู่เป็นประจำ จนเพื่อนหลายๆคนล้อ แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ
เขาปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเสมอ ด้วยรอยยิ้ม
ใช่สิ ก็มันไม่มีอะไรแบบที่เขาว่าจริงๆนี่นา แต่ถึงอย่างนั้น ฮารุกะก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงดูแลเขาอย่างดีเสมอมา
อยู่มาวันหนึ่ง เธอก็ได้ยินว่าเขาจะขอพักการศึกษา เธอตกใจไม่น้อย แต่เมื่อได้รู้ว่าเขาต้องการพักเพื่อทำสิ่งที่ต้องการให้สำเร็จ คือการชิงทุนการศึกษานั้นมาให้ได้ นั่นยิ่งทำให้เธอตกหลุมรักความมุ่งมั่นของคนตรงหน้ามากขึ้น
เธอยังคงแวะเวียนไปหาเขาเสมอ ถึงแม้ช่วงหลังๆมานี่เขาจะไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่ เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการวาดรูป
แต่ไม่เป็นไร เพราะฮารุกะเพียงแค่อยากจะเป็นกำลังใจให้เขาเท่านั้น
ในที่สุด เขาก็ทำสำเร็จ สิ่งที่เขารอคอยก็มาถึง เขาได้รับทุนการศึกษา เขาคืนดีกับที่บ้าน เธอรู้สึกดีใจแทนเขาอย่างที่สุด
แต่ความดีใจนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบินได้พรากทั้งพ่อและแม่ไปจากเขา
ทุกครั้งที่ฮารุกะเห็นจูรินะวาดรูป เธอทำได้เพียงร้องไห้ตามเขาเท่านั้น
คนตรงหน้าเธอ น้ำตาไหลตลอดเวลาในขณะที่ขยับแปรงอยู่หน้าผืนผ้าใบ ไม่มีใครที่เห็นและจะไม่เข้าใจถึงความทุกข์ที่เขาต้องแบกรับ
ฮารุกะทำได้เพียงภาวนาให้ถึงวันที่เขาจะได้ไปเรียนต่อเท่านั้น อย่างน้อยๆ สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เยียวยาจิตใจของเขาได้
แต่เรื่องราวกลับยิ่งเลวร้ายลงทุกที เมื่อเธอไทราบข่าวว่าตัวเขาเองก็ประสบอุบัติเหตุเช่นกัน
กระจกบานใหญ่ร่วงลงมาจากชั้นสองของอาคาร และเขาก็กำลังนั่งวาดรูปอยู่ตรงนั้น ถึงแม้จะโชคดีที่เขาไม่ได้หายไป แต่ไม่ได้ดีมากพอที่จะรักษามือข้างที่ถนัดของเขาเอาไว้
เขาจะไม่สามารถวาดรูปแบบที่เคยวาดได้อีก คุณหมอบอกอย่างนั้น
ฮารุกะไม่รู้จะทำอย่างไร เธอเห็นจูรินะนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลด้วยแววตาว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยด
ไม่มีอีกแล้ว รอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนพระอาทิตย์ยามเช้าที่เขาเคยมอบให้ใครต่อใคร
สุดท้ายฮารุกะจึงตัดสินใจเข้าไปกอดเขาเอาไว้ แล้วบอกสิ่งที่เธออยากบอกกับเขาตลอดมา ไม่ว่าคนทั้งโลกจะหันหลังให้เขาอย่างไร เธอจะยังอยู่ตรงนี้ จะยังคงอยู่ข้างๆเขาตลอดไป เธอรู้สึกได้ ว่าตอนนี้คนๆนั้นกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเธอ
.
.
.
จูรินะดูร่าเริงขึ้นมาก หลังจากฮารุกะแนะนำให้เขาเข้าเรียนในสาขาใกล้เคียงแทน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจะเรียนเพื่อเป็นอาจารย์สอนศิลปะ ถึงแม้จะไม่ได้วาดรูปมากนัก แต่มันก็ยังคงเป็นการใช้ชีวิตกับสิ่งที่เขารัก อาการเจ็บปวดในใจของเขาดูเหมือนจะเบาบางลงมากแล้ว เพราะริ่มกลับมายิ้มเหมือนเดิม
ตั้งแต่วันนั้นที่โรงพยาบาล ฮารุกะชวนให้จูรินะเข้ามาอยู่กับเธอ เธอนั้นเป็นคนมีฐานะอยู่แล้ว การเข้ามาซัพพอร์ตเขาไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เธอลำบากเลยสักนิด และเธอก็เต็มใจ ส่วนคุณพ่อของเธอก็ไม่ได้คัดค้านอะไร อาจจะเป็นเพราะสงสารคนๆนี้ก็ได้
เธอไม่รู้ว่าแบบนี้มันเรียกว่าคนรักได้ไหม เพราะทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกันแทบจะตลอดเวลา มีอะไรก็พูดคุยกันเสมอ รวมไปถึงการมีอะไรกันในบางครั้ง
ฮารุกะไม่กล้าจะถาม เพราะเธอคิดว่า การที่เธอฉวยโอกาสตอนที่เขาเจ็บปวดเพื่อเข้ามาดูแลนั้นก็แย่พออยู่แล้ว ลึกๆในใจเธอรู้ดี ว่าในเมื่อเขาไม่เหลือใคร ในที่สุดแล้วเขาจะเลือกเธอ
แล้วมันก็คงเป็นแบบนั้นจริงๆ เมื่อวันหนึ่งจูรินะแนะนำเธอกับเพื่อนของเขา ว่านี่คือพารุจัง คนรักของเขาเอง
มันอาจจะไม่มีวันไหนที่ฮารุกะมีความสุขเท่ากับตอนนี้อีกแล้วก็ได้
.
.
.
Their Part
“จูรินะซัง คุณเลิกส่งยิ้มแบบนั้นให้ใครต่อใครไปทั่วสักทีได้ไหม?” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จูรินะจังกลายเป็นจูรินะซัง และรอยยิ้มที่สดใสของเขากลายเป็นปัญหาสำหรับเธอ
“อะไรกันพารุจัง มันก็ปกตินี่นา ก็แค่ยิ้มเอง” จูรินะไม่เคยเข้าใจคนตรงหน้า ช่วงหลังๆเธอเริ่มอารมณ์เสียบ่อยขึ้น แถมยังโวยวายในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเสมอ
“ก็คุณน่ะ เจ้าชู้หว่านสเน่ห์ไปทั่วเลยไม่ใช่หรือไง?” ช่วงหลังๆนี่เธอเห็นสาวๆเข้ามาเกาะแกะเขาไม่เคยซ้ำหน้า แถมนับวัน สาวๆพวกนั้นก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่ใช่นะคะพารุจัง ฉันก็แค่ยิ้มให้เอง มันไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นจริงๆค่ะ”
“ฉันจะเชื่อคุณได้ยังไง”
“ฉันเคยโกหกพารุจังหรอคะ?”
“ไม่รู้!” ฮารุกะกระชากเสียงใส่อีกคนก่อนหันหลังให้
“พารุจัง ฉันไม่มีทางโกหกคุณหรอกค่ะ” จูรินะจับมือของอีกคนเอาไว้เบาๆ “ฉันมีแค่คุณคนเดียวนะคะ”
“ใช่สิ คุณต้องมีแค่ฉันคนเดียวอยู่แล้วแหละ!” อาจจะเพราะอารมณ์โกรธ เพราะการทำงานหนัก หรือเพราะอะไรก็ตาม ในที่สุดมันก็ทำให้ฮารุกะพูดคำนั้นออกมา “เพราะคุณน่ะไม่เหลืออะไรแล้วยังไงล่ะ แค่การวาดรูปที่คุณรักที่สุดคุณก็ยังทำไม่ได้เลย!”
คำพูดที่เธอไม่ควรจะพูดมากที่สุด
และเป็นคำพูดที่จูรินะไม่อยากจะได้ยินมากที่สุดเช่นกัน
.
.
.
TBC
SHARE
Written in this book
#หมดแก้ว
Love is just like a song
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments