รอ
บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด คนสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันแต่กลับนั่งห่างกันคนละฝั่ง แถมยังไม่คิดจะหันมามองหน้ากันสักนิด ดวงไฟในห้องก็ไม่เปิดสักดวง มีเพียงแสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มอ่อนๆที่ลอดผ่านผ้าม่านมาเท่านั้นที่ช่วยให้ยังมองเห็นอยู่ได้
“ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรอคะ?” สุดท้ายหญิงสาวหน้าตาเรียบเฉยที่ไม่เคยแสดงออกถึงอารมณ์นั้นเป็นฝ่ายตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อน
“อยากให้ฉันพูดหรอคะ?” คนที่ถูกถามตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชายิ่งกว่า “ทั้งๆที่สิ่งที่ฉันจะพูดออกไป ฉันคิดว่าฉันพูดไปหลายหนมากแล้วนะคะ”
“จูรินะซัง!” ฮารุกะกระชากเสียงขึ้นมาเพราะคำพูดของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ก็บอกไปหลายทีแล้วไงคะ ว่าไม่มีทาง”
“งั้นพารุจังอยากจะให้ฉันพูดอะไรกันล่ะ?”
“อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นยังไงล่ะคะ”
“เรื่องอะไร?”
“ที่พาชู้ของคุณมาที่นี่!”
“พารุจัง!” คราวนี้เป็นจูรินะที่เป็นฝ่ายขึ้นเสียง “อย่าเรียกซากุระจังแบบนั้น!”
“ไม่ให้เรียกแบบนั้นแล้วให้เรียกแบบไหนคะ?”
“ซากุระจังคือคนที่ฉันรัก!”
“แต่ฉันต่างหากคือคนรักของคุณ!”
“ฉันไม่ได้รักพารุจังอีกแล้ว!” จูรินะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปทางประตู “ปล่อยฉันให้เป็นอิสระสักทีเถอะพารุจัง...เธอเองก็เหมือนกัน ควรจะเป็นอิสระจากฉันเสียที” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยก่อนจะเดินออกจากประตูแล้วปิดมันลงไปอย่างเดิม
.
.
.
“เมื่อไหร่จะเลิกดื่มเนี่ย?” ซาชิฮาระ ที่อยู่ดีๆก็โดนรุ่นน้องโทรตามให้มาหาที่ร้านเหล้าบ่นขึ้นมา
หลังจากที่ไม่ได้ดื่มด้วยกันมานานหลายปี อยู่ดีๆซาชิฮาระก็ได้รับโทรศัพท์จากอีกคน เธอมีลางสังหรณ์ว่าต้องเกิดอะไรบางอย่างขึ้นแน่ๆเขาถึงได้ชวนเธอออกมาดื่มแบบนี้ เธอจึงไม่ได้ปฏิเสธ และรีบออกมาจากบ้านทันที เมื่อมาถึงที่ร้านก็พบว่าขวดเหล้าข้างๆตัวของจูรินะนั้นพร่องไปหนึ่งในสามแล้ว
“นานๆทีน่าเจ๊ ขอดื่มหน่อยเถอะ” จูรินะพูดพร้อมกระดกแก้วในมือดื่มอย่างคนกระหาย
“เกิดอะไรขึ้น?”
“...”
“แกเรียกฉันออกมาดึกดื่นแบบนี้แล้วจะนั่งเงียบไม่ได้นะโว๊ย!”
“นี่เจ๊ รู้มั้ย...”
“ว่า?”
“ไอ้มือข้างเนี้ย” จูรินะถกแขนเสื้อข้างขวาของเขาขึ้นให้อีกคนเห็นรอยแผล แผลที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นไม่เคยลืม “แม่งโคตรห่วย ใช้การห่าอะไรก็ไม่ได้เลย”
“แกก็ยังกินข้าวได้รึเปล่าวะ มันก็ไม่ได้เจ๊งแล้วซะทีเดียวหรอกน่า” ซาชิฮาระปลอบใจอีกคน เพราะไม่รู้ว่าเธอจะทำให้คนตรงหน้ารู้สึกดีกว่านี้ได้อย่างไร
“กินข้าวได้ กินอย่างอื่นก็ได้” จูรินะยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะตัวเอง “แต่เสือกทำสิ่งที่รักที่สุดอย่างวาดรูปไม่ได้เนี่ยนะ ยังจะเหลืออะไรอีกวะเจ๊ ตัดๆแม่งทิ้งไปก็ไม่ได้ต่างเลย”
“เหลือสิ...แกยังเหลือพารุไง”
“เจ๊ ยังพูดแบบนั้นอยู่อีกหรอวะ?” จูรินะหันมองรุ่นพี่ตรงหน้าด้วยดวงตาว่างเปล่า “ทำยังกะเจ๊ไม่รู้อะไรเลยอย่างงั้นแหละ”
“เรื่องบางเรื่อง...” ซาชิฮาระหลบตาคนตรงหน้า “ฉันก็ไม่ได้อยากจะรู้นักหรอกนะ...” ซาชิฮาระหยุดพูด ทำได้เพียงมองคนตรงหน้าดื่มต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น
.
.
.
ในขณะที่ทั้งซากุระและนาโกะกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน โทรศัพท์มือถือของซากุระก็ดังขึ้น และชื่อที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอก็คือซาชิฮาระ เธอสงสัยเล็กน้อยก่อนกดรับสาย แล้วจึงได้ยินปลายสายบอกให้ลงมาเปิดประตูบ้านให้หน่อยเพราะตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว
“เอ๊ะ” ซากุระตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า เพราะซาชิฮาระนั้นกลับมาพร้อมกับแบกร่างของอีกคนในสภาพเมามายไม่รู้เรื่องกลับมาด้วย “จูรินะซัง...”
“โทษทีซากุระ ช่วยกันแบกมันเข้าไปหน่อย ตัวก็เล็กนิดเดียว ทำไมหนักจังวะ”
“อ๊ะ ค่ะ” ซาชิฮาระและซากุระช่วยกันประคองร่างไร้สติของจูรินะเข้ามาพักในบ้าน เธอค่อยๆวางเขาให้นอนบนโซฟาก่อนหันไปถามเรื่องราวจากซาชิฮาระ “เกิดอะไรขึ้นกันคะเนี่ย?”
“ก็นะ...” ซาชิฮาระเกาหัวตัวเอง “น่าจะมีปัญหานิดหน่อยแหละ เอามันไปส่งบ้านก็ยังไม่ได้ คืนนี้ให้มันนอนนี่แล้วกัน” พูดจบก็เดินขึ้นชั้นสอง “งั้นฉันไปอาบน้ำนอนก่อนนะซากุระ พรุ่งนี้เช้าเจอกัน”
“ค่ะ...” ซากุระมองตามอีกคนที่เดินขึ้นชั้นสองไปก่อนหันกลับมามองร่างของจูรินะที่เอนอยู่บนโซฟา “เกิดอะไรขึ้นกันคะเนี่ย?” ซากุระตัดสินใจว่าจะกลับขึ้นไปบนห้อง เพราะต่อให้ถามคนตรงหน้าที่กำลังหมดสติอยู่ก็คงจะไม่ได้อะไรแน่นอน
“พารุจัง...” ขณะที่เธอหันหลังเดินออกมาเธอก็ได้ยินเขาเรียกชื่อของฮารุกะขึ้นมาเบาๆ ทำให้ซากุระหยุดชะงัก ก่อนจะเดินกลับมาแล้วนั่งลงบนพื้นข้างๆโซฟา
ซากุระเอามือลูบหน้าอีกคนเบาๆก่อนจะพูดออกมา “คุณคงรักคนๆนั้นมากเลยสินะคะ จูรินะซัง” เธอรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอคือคนที่มาทีหลัง
ความรักที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาด มันไม่มีทางเปลี่ยนเป็นถูกได้หรอก
แต่เธอยังคงเป็นห่วงเขา ห่วงเขามากมายเหลือเกิน เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อรองน้ำใส่ถังมาเช็ดตัวให้อีกคนก่อนที่จะกลับขึ้นไปบนห้องนอน
.
.
.
“เอ๊ะ ว่าไงนะคะ!” นาโกะตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อสักครู่
“ก็ตามที่บอกแหละนาโกะ พอดีจูรินะมีปัญหานิดหน่อย ก็เลยจะมาพักอยู่บ้านเราสักพักน่ะ” ซาชิฮาระวางมือลงบนไหล่ของรุ่นน้องที่กำลังยิ้มกว้างอยู่ตอนนี้ “ยังไงเราก็มีห้องนอนแขกเหลืออยู่แล้ว ก็ให้มันพักที่ห้องนั้นไปก่อน โอเคนะ”
“ขอบคุณมากนะเจ๊”
“อ่า งั้นแล้วแต่คุณน้าแล้วกันค่ะ” นาโกะพูดจบก็หันไปมองหน้าซากุระ ที่กำลังแสดงสีหน้ากังวลออกมาอยู่เช่นกัน
“งั้นก็” ซาชิฮาระหันไปพูดกับจูรินะ “ในเมื่อแกมาอยู่บ้านฉัน แกต้องทำงานบ้านด้วยเข้าใจไหม ไม่มียกเว้น”
“โถ่ สบายมากน่า เรื่องแค่นี้เอง”
“เดี๋ยวหนูขึ้นไปเอากระเป๋าที่ห้องก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวเราไปมหาลัยกันนะซากุระจัง”
“อื้ม” ซากุระหันไปตอบรับเพื่อนของเธอก่อนจะหันกลับมามองซาชิฮาระ ซึ่งกำลังหันมามองที่เธออยู่เช่นเดียวกัน “ซัชชี่ มองหน้าฉันมีอะไรรึเปล่าคะ?”
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหรอก” ซาชิฮาระลดเสียงลง “ไม่ใช่ว่า...ฉันไม่รู้เรื่องเธอสองคนหรอกนะ” ซาชิฮาระพูดโดยไม่ได้เปลี่ยนน้ำเสียง “แต่อยู่ในบ้านเดียวกัน ก็อย่าทำอะไรที่มันเกินเลยล่ะ”
“ทำไมถึง...” ซากุระตกใจไม่น้อยที่ได้ยินซาชิฮาระพูดแบบนั้น
“ฉันไม่ได้ห้ามซากุระ เพราะฉันเคารพในการตัดสินใจของเธอนะ ฉันเคยเตือนไปแล้ว แต่เมื่อมันไม่ได้ผลฉันเองก็จะถือว่าเธอไตร่ตรองมันแล้ว” ซาชิฮาระเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “คนเราทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่ไม่ว่ายังไง อย่าให้เหตุผลนั้นมันต้องทำร้ายคนอื่นมากไปกว่าที่ควรเลย”
“ขอโทษนะเจ๊” จูรินะพูดออกมาเบาๆ
“ตอนนี้ไม่น่าทันแล้ว แต่ก็จะยกโทษให้แล้วกัน”
“...”
“แกอาจจะคิดว่าทำไมฉันยกโทษให้ง่าย เพราะเรื่องบางเรื่องน่ะ เรียนรู้จากความเจ็บปวดมันเป็นวิธีสอนที่ดีที่สุดน่ะสิ” ซาชิฮาระพูดจบก็เดินออกไปจากบริเวณนั้น ปล่อยให้จูรินะและซากุระอยู่กับความเงียบแค่สองคน
“ซากุระจัง”
“ว่าไงคะอาจารย์”
“ถ้าซากุระจังสบายใจที่จะเรียกฉันแบบนั้นก็ได้นะคะ”
“ฉันไม่สบายใจแบบไหนทั้งนั้นแหละค่ะ” ซากุระลุกขึ้นและเดินหันหลังให้กับอีกคนแต่กลับโดนเขายื่นมือมาดึงแขนเธอไว้ซะก่อน
“ซากุระจังจะไม่ฟังสิ่งที่ฉันจะพูดจริงๆหรอคะ?”
“ไม่ค่ะ” เสียงเขาที่ละเมอเรียกฮารุกะเมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในหัวเธอ “ฉันไม่อยากจะฟังอะไรทั้งนั้น”
“ซากุระจัง ไปมหาลัยกันเถอะ” เสียงของนาโกะที่ร้องเรียกเพื่อนของเธอทำให้เขาต้องปล่อยมือออก
“ฉันไปก่อนนะคะ อาจารย์” ซากุระหันหลังเดินออกมาจากบริเวณนั้นและไม่หันกลับไปมองเขาอีกเลย
.
.
.
“นี่นาจัง แกว่ามันแปลกๆป่ะ”
“อะไรแปลกวะมาโกะ?”
“ก็วันนี้อ่ะ อ.จูไม่เดินไปหาซาจังเลย เห็นปกติเดินไปหาเรื่อยๆ เค้าทะเลาะกันป้ะ”
“เค้าจะเอาเวลาที่ไหนไปทะเลาะกันล่ะ ปกติก็เจอกันแค่ที่ชมรม”
“นั่นไง วันนั้นอ่ะ ที่อ.จูพาซาจังกลับบ้าน แกว่ามันมีไรเกิดขึ้นป้ะ?”
“ไม่รู้เฟ่ย แล้วอีกอย่างนะ วาดรูปต่อได้แล้ว”
“นั่นสิ เดี๋ยวไม่เสร็จนะ” จูรินะที่เดินเข้ามาทางทั้งคู่พอดีพูดขึ้น
“นั่นสิคะ นาจังนี่ไม่ได้เรื่องเลย” มาโกะหันไปวาดรูปบนกระดานพร้อมพูดสิ่งที่ทำให้นานะต้องหันมาตบกะโหลกเพื่อนของเธอ “โอ๊ย นาจังใจร้ายว่ะ”
“รำคาญว้อย” นานะบ่นก่อนจะหันกลับไปวาดรูปของตัวเองต่อ
“อ้าว” มาโกะหันไปมองตรงที่ๆซากุระเคยนั่งอยู่ และเห็นว่าเด็กสาวนั้นหายไป “ซาจังหายไปไหนล่ะเนี่ย?”
“หืม งั้นเดี๋ยวฉันไปหาเอง ทั้งสองคนวาดรูปให้เสร็จเถอะ”
“ค่า” มาโกะและนานะขานรับคำพูดของอาจารย์พร้อมๆกันก่อนจะหันกลับไปวาดรูปต่อให้เสร็จ
.
.
.
“วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ” จูรินะพูดขึ้นขณะที่มองเด็กสาวซึ่งกำลังยืนเกาะขอบรั้วแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่
“คุณรู้ได้ยังไงคะ ว่าฉันอยู่ที่นี่?” ซากุระถามอีกคน แต่เธอยังคงเงยหน้ามองฟ้าอยู่อย่างนั้น
“ก็เพราะวันนี้ท้องฟ้าน่ะสวยมากๆเลยค่ะ” ซากุระหันมามองเขาที่กำลังส่งยิ้มที่สดใสไม่แพ้ท้องฟ้าในวันนี้ให้กับเธอ “ฉันเลยตัดสินใจเดินมาที่ดาดฟ้า เพราะมันเป็นที่เดียวที่จะมองท้องฟ้าที่ซากุระจังรักได้ชัดๆยังไงล่ะคะ”
“ทำไมกันคะ” ซากุระมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา “ทำไมอาจารย์ถึงต้องมาใส่ใจกับเรื่องของฉันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ?”
“ก็ฉันบอกไปแล้วไงคะ ว่าฉันน่ะ รักซากุระจังนะ”
“...”
“ไม่มีใครที่ไม่ใส่ใจคนที่ตัวเองรักหรอกค่ะ”
“หยุดสักทีเถอะค่ะ หยุดพูดคำหวานพร่ำเพื่อ หยุดทำให้ฉันตกหลุมรักคุณมากไปกว่านี้สักทีเถอะค่ะ”
“ซากุระจัง” จูรินะขยับเข้ามาใกล้ซากุระมากขึ้นแล้วยิ้มกว้าง “นั่นหมายความว่า ซากุระจังเองก็รักฉันเหมือนกันสินะคะ” เขาคว้ามือของซากุระขึ้นมาจับไว้
“ฉันว่าคุณไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะสื่อนะคะ”
“ฉันเข้าใจแค่สิ่งที่ฉันอยากจะเข้าใจเท่านั้นแหละค่ะ” จูรินะโน้มตัวลงมามอบจุมพิตให้กับเด็กสาวตรงหน้า เขารู้ดี ว่าเธอจะไม่มีทางปฏิเสธเขาอย่างแน่นอน
“จูรินะซังคะ...ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าให้หยุดทำแบบนี้สักที มันผิดต่อฮารุกะซังนะคะ”
“ซากุระจัง ฉันน่ะ” จูรินะเงียบไปสักครู่ก่อนจะตัดสินใจต่อประโยคของเธอให้จบ “จะจัดการเรื่องของพารุจังให้เรียบร้อยนะคะ แล้วฉันจะกลับมาหาซากุระจัง”
ซากุระเงยหน้ามองอีกคน เธอเห็นดวงตาที่แน่วแน่และสีหน้าที่จริงจังของเขา
“รอฉันหน่อยได้ไหมคะ?” จูรินะลูบแก้มใสของเด็กสาวเบาๆ “สัญญาสิคะ ว่าจะรอ”
“จูรินะซัง...ฉันจะรอนะคะ”
.
.
.
ตั้งแต่วันนั้นที่เขาขอให้เธอรอก็ผ่านมาสามสัปดาห์แล้ว นอกจากจะไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรจากอีกคนเลย ก็ยังได้รู้สิ่งที่ทำให้เธอต้องเศร้ามากไปกว่าเดิม คือเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาเพิ่งยื่นใบลาออกกับทางมหาวิทยาลัย และคนที่เข้ามายื่นให้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนรักของเขา ชิมาซากิ ฮารุกะ นั่นเอง
ซาชิฮาระเห็นหลานของเธอซึมมาสามอาทิตย์แล้ว ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เธอเองก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวของคนรอบๆตัวเธอที่เธอไม่ควรจะไปยุ่งด้วยทั้งนั้น แต่เธอเองก็ไม่ได้จะใจแข็งมากขนาดที่จะปล่อยให้หลานสาวต้องมาทำตัวไร้วิญญาณแบบนี้ซะเมื่อไหร่
“ซากุระ ทานข้าวหน่อยเถอะ” เธอเรียกเด็กสาวให้ตักอาหารเข้าปากซะบ้างหลังจากที่เอาแต่นั่งมองกับข้าวที่เธอทำ
“ค่ะ...” ซากุระหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวใส่ปากอย่างคนหมดแรง
“นี่ มีอะไรก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ ถึงฉันจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ”
“นั่นสินะคะ” ซากุระหันไปมองซาชิฮาระก่อนพูดต่อ “มันคงเป็นการเรียนรู้ด้วยความเจ็บปวดแบบที่ซัชชี่พูดนั่นแหละค่ะ” น้ำตาของเธอค่อยๆไหลออกมาช้าๆ “แต่ความเจ็บปวดเนี่ย เมื่อไหร่มันจะหายไปอย่างนั้นหรอคะ?”
“ซากุระจัง...” นาโกะไม่รู้จะปลอบใจเพื่อนเธออย่างไร ทำได้เพียงเอื้อมมือไปจับมือของอีกคนไว้เท่านั้น
“อันที่จริงฉันก็ไม่ควรพูดเรื่องนี้หรอกนะ...” ซาชิฮาระยกมือขึ้นมาประสานกันเพื่อเท้าคางของเธอก่อนจะพูดต่อ “แต่ฉันว่าซากุระควรจะรู้”
“เรื่องอะไรงั้นหรอคะ?”
“เรื่องของจูรินะกับพารุ เธออาจจะไม่อยากฟัง ฉันอาจจะไม่ควรเล่า แต่ฉันว่าซากุระน่ะเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้มากเกินกว่าจะไม่รู้อะไรแล้วหละ” ซาชิฮาระถอนหายใจ “เพราะงั้น ต่อให้ไม่อยากฟัง แต่ก็ช่วยรับฟังด้วยเถอะนะ อดีตของคนๆนั้น”
“...อดีตของจูรินะ”
.
.
.
TBC
SHARE
Written in this book
#หมดแก้ว
Love is just like a song
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments