ความคาดหวังกับความจริง
  เราทุกคนมีความคาดหวังกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นเช้าและออกไปใช้ชีวิต จนกระทั่งกลับบ้านมาและเข้านอน ในแต่ละขั้นตอนที่เราทำอะไรสักอย่างนั้นมีความคาดหวังซ่อนอยู่ เป็นเหมือนเบื้องหลังที่คอยผลักดันให้คนเราตัดสินใจทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดทั้งวัน
  เราคาดหวังให้วันนี้เป็นยังไง เราก็จะเริ่มวางแผนและคาดการณ์ผลของมันตั้งแต่ตอนที่ตื่น เช่น ฉันจะไปโรงเรียน/ไปทำงาน ก่อนเวลา 8.00 น. จากนั้นตัวเราก็จะเริ่มจัดการขั้นตอนยิบย่อยที่เหลืออย่างการอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว และหาอะไรกิน (บางคนก็ไม่ทานมื้อเช้า) ไปพร้อมกับการเช็คเวลาว่าถึงเวลาควรเดินทางได้หรือยัง จากนั้นก็จะคิดถึงสภาพการจราจร การติดไฟแดงบนถนน หรือหากเกิดอุบัติเหตุกลางถนน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีภายในหัวของคนที่กำลังวางแผนทำตามความคาดหวังของตัวเอง
แต่ชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนมักมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเข้ามาแทรกเสมอแม้เราจะวางแผนไว้ดียังไงก็ตามที
  ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับตัวเอง หรือสิ่งที่คนอื่นนำพามาหาเรา เช่น การถูกขอให้ช่วย การถูกรบกวนเวลาที่กระทบกับแผนของตัวเอง
  บางครั้งเราทำทุกอย่างสำเร็จลุล่วงได้ บางครั้งก็พบปัญหา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจสมหวังและไม่สมหวังไปพร้อมกันในแต่ละวัน ทีนี้คนเราทำอย่างไรบ้างเวลาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกับความคาดหวัง ผมลองลิสต์ออกมาเป็นข้อดูเพื่อให้เห็นภาพกันง่ายขึ้นนะครับ
  1. ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น : ทุกคนคงได้ทบทวนอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับวิธี บางคนเขียนบันทึกให้ตัวเอง บางคนนั่งคิดในใจ บางคนได้บ่นระบายออกมา ล้วนเป็นวิธีที่ทำให้ได้ทบทวนกับสิ่งที่เจอมาในแต่ละวัน
  2. หากสิ่งผิดมารับโทษ : พยายามมองว่าผิดที่ใคร ผิดที่อะไร แล้วเพ่งไปที่การคิดวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้นว่าถ้ามันไม่เกิดขึ้น เรื่องคงดีกว่านี้ ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งอารมณ์บวกและลบ แต่จะออกไปทางลบเพราะมีการตัดสินถูกผิดอยู่ด้วย
  3. ปลอบตัวเอง ไม่โทษอะไร : นั่งบอกตัวเองว่าทำดีที่สุดแล้ว ไม่สมหวังก็ช่างมัน ไว้พรุ่งนี้เอาใหม่ โทษอะไรไปก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์บวก
  4. คิดวนไปวนมาไม่จบสิ้น : คิดถึงการแก้ไขอดีตมากกว่าคิดว่าวันพรุ่งนี้จะทำยังไงถ้าเกิดขึ้นอีก คิดซ้ำไปมาในกรอบของเรื่องที่จบไปแล้ว คิดว่าทำไมตัวเองไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ กล่าวโทษคนอื่นว่าทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้
ความคาดหวังเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ตายตัว ก้าวสำคัญอยู่ที่ว่าเราเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และเรียนรู้ที่จะอยู่เหนือความคาดหวังตัวเองมากกว่าจะเอาชนะปัจจัยภายนอกที่ควบคุมตั้งค่ามันไม่ได้  เราเลือกไม่ได้ว่าจะให้ผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่เราเลือกได้ว่าจะให้ตัวเองเป็นอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่าคนอื่นไม่สามารถทำได้ดั่งใจเราทุกอย่าง เราจะยอมรับมันได้ เราจะลดความคับข้องใจลงได้เมื่อเจอเหตุการณ์ที่คนอื่นทำอย่างที่เราคิดไว้ไม่ได้ สามารถเปลี่ยนหนักให้เป็นเบา ลดความข้องแวะกับความขัดแย้งและการใช้ความโกรธเข้าแก้ปัญหาลงได้มาก 
  ขั้นตอนสำหรับการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังเริ่มจากการเปิดใจยอมรับว่า "ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ" เพราะคนเราผิดพลาดกันได้ การมองในทางบวกว่ามันไม่ได้จะแย่ไปตลอดกาลก็เป็นก้าวที่ดีในการโอบกอดความผิดพลาดเช่นกัน ต่อมาคือการทำความเข้าใจว่าปัจจัยที่เราสามารถกำหนดและควบคุมได้ดีที่สุด คือทุกอย่างที่อยู่ในตัวเราเอง เช่น ความคาดหวัง ความคิด แผนการที่อยากทำ โดยคนที่มีความยืดหยุ่นในความคิดของตัวเองสามารถทำได้ง่ายกว่าคนที่ขาดการยืดหยุ่น เพราะคนที่มีกรอบมีคำว่า "ต้อง" มากจนเกินไปจะใช้เวลานานในการยอมรับหากต้องเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของตนเอง
เราไม่สามารถไปบังคับให้รถของคนอื่นที่กำลังขับบนถนนเดียวกับเราขับในแบบที่เราต้องการได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะขับรถยังไง จะแซง จะบีบแตร เราเลือกเองได้และไม่ใช่สิ่งที่ลำบากเลย  ต่อมาก็ถึงขั้นตอนของการมองย้อนกลับไปในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วลองถามตัวเองดูว่า "ถ้าเกิดขึ้นอีกเราอยากจะทำยังไง?" แทนการถามแบบความเคยชินว่า "ทำไมถึงเกิด ทำไมเราไม่ ทำไมเขาไม่" หรือเอาคำว่า "ถ้า" มาแจกแจงลงสมการเช่น "ถ้าเราทำแบบนั้น ถ้าเขาทำแบบนั้น ฯลฯ" เพราะแม้มันจะทำให้เรามองปัญหาได้ละเอียดเหมือนกัน แต่ในเมื่อเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การวางแผนให้อนาคตน่าจะเป็นหนทางที่ดีการวางแผนให้เรื่องที่จบไปแล้ว เราทำได้เพียงนำความผิดพลาดในอดีตมาเป็นรากฐานให้กับการกระทำครั้งต่อไปเพียงเท่านั้น
  และแม้ในท้ายที่สุดเราจะยังคงเจอปัญหา แต่ในเมื่อเราค่อย ๆ ยอมรับและเติบโตมาขึ้น แนวทางของเราก็จะยิ่งเปลี่ยนไปและลงตัวในที่สุด แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การไม่เกิดปัญหาหรือการที่เราไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่เป็นการที่เรายอมรับและเข้าใจจากเบื้องลึกได้จริง ๆ ว่า "ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ" ต่างหากที่ทำให้เราก้าวผ่านปัญหาและยกโทษให้ตัวเองได้ยามเกิดเรื่องที่บั่นทอนจิตใจ 
SHARE
Writer
Cero-Two
Psychology-Student
เราจะพาหัวใจของเราก้าวผ่านทุกความไม่สบายใจไปด้วยกัน ...

Comments