thank you for existing 03
ลิ้นชักอันที่สองปิดลง ฉันยิ้มให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเปิดลิ้นชักต่อไป ลิ้นชักที่สาม ทันทีที่เปิดออก ฉันถูกล้อมรอบด้วยสีหลากหลายสี มองเห็นหลากหลายความทรงจำตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ จนกระทั่งเติบโตขึ้นอย่างทุกวันนี้ 

สิบเก้าปีผ่านไป มีหลายสิ่งเปลี่ยน แต่ความรักและห่วงใยที่บรรจุอยู่ในลิ้นชักอันนี้ น่าแปลกที่มันไม่เคยเปลี่ยนไป ยังคงเป็นเช่นนั้นมาเสมอ 

การมีอยู่ที่ทำให้ฉันเป็นฉันจนวันนี้กับบุคคลที่เป็น ทุกเฉดสีในชีวิต ของฉัน

ครอบครัว



ย้อนไปตอนฉันยังเด็ก เปี่ยมไปด้วยความฝันและจินตนาการ มีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ ช่วงเวลานั้นแสนสุขสบาย แต่ภายใต้ความสุขสบายนั้นก็ยังอยู่ในกรอบที่ถูกที่ควร 

ฉันมีผู้นำทาง คอยนำทางให้ฉันได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ดีและไม่ดีในชีวิต มี ป๊ากับแม่ ที่คอยสนับสนุน คอยชื่นชมยินดีเวลาประสบความสำเร็จ และก็ยังเป็นท่านทั้งสองที่สอนให้ฉันได้เรียนรู้ว่า เวลาหกล้ม มันเจ็บ แต่จงลุกขึ้นให้ได้อีกครั้ง และอย่าได้โทษสิ่งใดที่ทำให้เราเจ็บ เพราะนั่นเป็นความประมาทในการก้าวเดินแต่ละก้าวของเราเองต่างหาก

เมื่อฉันเติบโตขึ้น ผู้นำทางไม่ได้ชี้นำได้ทุกอย่างในชีวิต ในบางครั้งฉันต้องคิด ตัดสินใจ และผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจและรักตัวเองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว แต่เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
เป็นคำกล่าวของพ่อที่บอกกับอ๊อกกี้ในภาพยนตร์เรื่อง Wonder ฉันเรียนรู้ความหมายของมันเมื่อต้องใช้ชีวิตคนเดียว ทำทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่เหมือนเมื่อก่อน เรียนรู้ว่าการอยู่คนเดียวมันไม่ง่ายเลย 

แต่ในทุกครั้งที่เหนื่อย ฉันก็จะรู้อยู่เสมอว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันยังมีกำลังใจ มีคนที่รอคอยมองความสำเร็จของฉันอยู่ไกล ๆ จากที่ใดสักแห่ง ฉันสามารถติดต่อพวกเขาได้เพียงแค่นึกถึง พวกเขาอยู่ในนี้ ในความคิดของฉัน

ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เห็น จงนึกภาพสิ่งที่เราอยากให้เป็น

แม่ของอ๊อกกี้กล่าวกับเขา ด้วยความแตกต่างทำให้โลกใบนี้ไม่ได้ใจดีกับเรามากมายนัก แต่ถ้าความแตกต่างนั้น ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร มันก็ไม่เป็นไรเลย มันมีหลายครั้งที่ชีวิตไม่ได้เป็นในแบบที่เราอยากให้เป็น สิ่งที่เราทำได้คือเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราเอง 

ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ ก็มีแต่จะบั่นทอนให้เรารู้สึกลบ แต่ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่ชอบ เราจะทำมันออกมาได้ดีและภาพที่เรานึกไว้ว่าอยากให้เป็นก็จะไม่ได้ไกลจนเกินฝัน



“ที่โรงเรียนเป็นไงวันนี้” ฉันเอ่ยถาม น้องสาว เมื่อเธอกลับมาจากโรงเรียนและวางกระเป๋าเป้ไว้บนเก้าอี้ตัวเดิม

“ก็ดี วันนี้เรียนภาษาอังกฤษ ได้เล่นเกมส์ด้วย สนุกมาก” เธอบอกฉัน พร้อมกับหัวเราะ บ่งบอกว่า เกมส์นั้นคงสนุกมากจริง ๆ

“กลางวันกินข้าวกับอะไร” 

“สุกี้ แต่หนูไม่ชอบเลย ผักมันเยอะ” เป็นธรรมดา เหมือนฉันตอนเด็กที่ไม่ชอบผักสีเขียวพวกนั้น

“มีการบ้านมั้ย”

“มีคณิตศาสตร์” เธอพูดพร้อมกับทำหน้าเบื่อ ฉันหัวเราะให้กับท่าทางนั้น เพราะรู้ว่าเธอไม่ชอบวิชานี้เอาเสียเลย

“ไหน เอามาทำ ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวสอน”

ฉันนั่งมองน้องสาวทำการบ้านไปเรื่อย ๆ ถ้าข้อไหนทำไม่ได้ เธอก็จะมาถามฉัน ฟังที่ฉันอธิบาย และขีดเขียนคำตอบลงไปในสมุดการบ้าน
เมื่อทำการบ้านเสร็จ เราชอบมานั่งชิงช้าในตอนเย็น ช่วงเวลาโพล้เพล้ นั่งมองท้องฟ้าของวันที่เปลี่ยนไปไม่เคยซ้ำแบบ

“วันนี้ท้องฟ้าสวย” เธอหันมาพูดกับฉัน ในขณะที่เรานั่งอยู่บนชิงช้าหน้าบ้าน สองขาแกว่งไกว ช่วยกันผลักดันให้ชิงช้าไปข้างหน้าด้วยกัน

“เนอะ สีสวยมากเลย”

“อยู่คนเดียวยากมั้ย” เธอเอ่ยถาม ฉันมองเห็นความสงสัยในดวงตาคู่นั้นของเธอ เธอคงอยากจะถามเกี่ยวกับชีวิตของฉันที่ต้องจากบ้านไปอยู่คนเดียว แต่นั่นมันก็มีเหตุผลล่ะนะ

“ก็ยากนะ ต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัว เพิ่งรู้ว่าการไม่มีป๊ากับแม่คอยทำอะไรให้หลาย ๆ อย่างมันเป็นงี้นี่เอง แต่ฝึกไว้ก็ดี จะได้ดูแลตัวเองได้”

“แปลว่าเราต้องอยู่คนเดียวในสักวันใช่มั้ย” ฉันยิ้มให้กับความใสซื่อนั้น

“ก็ยังมี เรา ไง” ฉันชี้นิ้วไปที่น้อง แล้วเอานิ้วกลับมาชี้ที่ตัวเอง บ่งบอกถึงคำว่า เรา ในความหมายที่ต้องการจะสื่อ

เธอเงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิด เหมือนกับฉันตอนเด็กนั่นแหละ แต่เมื่อโตขึ้น เธอจะเข้าใจผ่านทุกสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ในชีวิตว่า ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป 


“รู้มั้ย ทำไมป๊ากับแม่ถึงบอกให้รัก ให้ดูแลน้อง” ฉันเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบที่ก่อตัว

“ไม่รู้เลย”

“เพราะเราจะได้ยังมี กันและกัน ในวันที่การจากลาพาท่านทั้งสองเดินทางไปแสนไกล” ฉันยิ้มให้กับเธอ

“งั้นต้องจับมือกันไว้แน่น ๆ เลยเนอะ” เธอพูดแล้วเอื้อมมือมาจับไว้กับมือของฉัน ความอบอุ่นแผ่กระจายทั่วฝ่ามือ รวมถึงหัวใจ

“ฟังเพลงมั้ย” ฉันยื่นหูฟังให้เธอ 

“เพลงอะไร” เธอรับหูฟังไปและใส่มันไว้

“ลองฟังดู”

เธอจะรักเขาแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้ และจะยังรักแม้วันที่เขาสลายไป
“ความรู้สึกแบบในเนื้อเพลงมีอยู่จริงหรอ” เธอเอ่ยถามขึ้น

“คิดว่าจริงนะ เป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่เราจะยังรัก ทั้งตอนที่เขายังอยู่ตรงนี้ข้างกัน และแม้ในวันที่เขาจากไป มันจะเป็นแบบเดิมเสมอ”

“เหมือนที่หนูรักป๊ากับแม่” ฉันพยักหน้าให้กับคำตอบนั้นของเธอ

“และเหมือนกับที่ป๊ากับแม่รักเรา ท่านจะยังรักแม้ในวันที่เหลือเพียงความจำที่อยู่กับเรา”

เรานั่งแกว่งชิงช้าไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้สายลมพัด ความคิดที่ไหลวนในหัวกับช่วงเวลาใกล้สิ้นปี 
ฉันรู้สึกโชคดีที่มีน้องสาว คนที่ฉันอยากจะรักและดูแลไปตลอด คนที่ฉันยอมเสียสละอะไรมากมาย เพื่อแลกกับการที่เธอจะไม่ลำบากและมีความสุขฉันเรียนรู้ว่าการที่เรามีกันและกัน พูดน่ะมันง่าย แต่การประคับประคองให้เรายังมีกันและกันนั่นแหละ ที่ยาก แต่ฉันจะพยายามอย่างตั้งใจ



ในปีนี้เป็นอีกปีที่ฉันเติบโตขึ้น จากคำสั่งสอนและคำแนะนำของป๊ากับแม่ มีหลายสิ่งที่น่ายินดี ฉันขอบคุณที่มันเกิดขึ้น แต่ก็มีหลายสิ่งที่ผิดพลาดไป ที่ทำร้ายหัวใจกัน คงต้องขอโทษและจำไว้เป็นบทเรียน

ฉันรู้สึกโชคดีที่มีผู้นำคอยสนับสนุนให้ฉันมาได้ไกลขนาดนี้ ถ้าการมีอยู่ของพวกเขาไม่ปรากฏ ก็อาจจะไม่มีฉันในวันนี้เลยก็ได้ ขอบคุณที่ให้ฉันได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ

แน่นอนว่าครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของฉัน เป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่มีป๊า แม่ น้องสาว ปู่ ย่า น้า พี่สาว คอยผลักดัน

อีกบุคคลที่ฉันอยากเอ่ยขอบคุณคือ พี่สาว ที่ถึงแม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ฉันรู้สึกเหมือนเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ เรามีกันและกัน เป็นที่ปรึกษาที่ดี ทั้งในเวลาที่สุข เราหัวเราะไปด้วยกัน และเวลาที่ทุกข์ เราก็มานั่งคุย ระบายความทุกข์ให้จางไป

ตัวของฉันหากมองเหมือนรูปปั้น มันก็ไม่ได้สวยงามหรอก มีทั้งรอยร้าวที่ถูกเชื่อมด้วยกาวและรอยถลอกอีกมายมายนับไม่ถ้วน แต่ฉันก็ยังคงอยู่ได้ 

ฉันปะติดปะต่อชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์นั้นจนเป็นฉันในวันนี้ โดยมีผู้ช่วยที่สำคัญคือครอบครัวที่เป็นเหมือนช่างฝีมือดี คอยขัดเกลาให้ฉันเป็นฉันอย่างสมบูรณ์



ขอบคุณการมีอยู่ของพวกเขาที่เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของฉันเสมอมา

ฉันไม่ปรารถนาให้ทุกสิ่งคงอยู่ตลอดไป 
แค่ฉันยังจำได้ และคงอยู่อย่างยาวนานในความทรงจำ เพียงเท่านั้น

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกเขาที่ทำให้ฉันเป็นฉันอย่างทุกวันนี้ด้วยหัวใจ

:-)








SHARE

Comments