เปลี่ยนทางเดิน | Changing Path
         ยามเย็นของเมื่อวาน เป็นวันที่แสนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปทั้งร่างกาย เพราะต้องขนของย้ายสำนักงานกันตั้งแต่เก้าโมงเช้าจวบจนห้าโมงครึ่งตอนเย็น เวลานั้นต่างคนก็ต่างตกลงกันแยกย้ายกลับบ้าน แต่ก็มีบ้างที่อยู่กันต่อเพื่อจัดแจง ฉันและเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันตัดสินใจเดินกลับไปที่โรงจอดรถ ณ อาคารหลังเก่าพร้อมกัน เราทั้งสองต่างก้าวเท้าเดินไปบนหญ้าที่สูงระหน้าแข้ง โดยที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไร

"เธอทำงานเป็นยังไงบ้างช่วงนี้" ฉันตัดสินใจเอ่ยปากถามเพื่อนคนนั้นเป็นการทำลายความเงียบระหว่างกัน และด้วยสารพัดความคิดที่ตีกันในหัว
 
 ใช่สิ ช่วงนี้งานของฉันมันเครียดเป็นบ้า จนไม่อยากจะอยู่ต่อที่นี่ หรือทำงานตำแหน่งนี้ต่อ ทั้งที่เพิ่งบรรจุมาได้แปดเดือนเศษ แต่ก็อยากจะรู้ความนึกคิดของเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำงานมาก่อนอย่างนายคนนี้ล่ะนะ เพราะด้วยตำแหน่งแล้ว นายคนนี้น่ะ มีเนื้องานที่เครียดกว่ากันเยอะ เขาเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน และทำงานนี้มาแล้วสองปี

เราทั้งสองยังคงย่ำเท้าลงบนผืนหญ้าต่อ โดยไม่มีเสียงใด ๆ จากเพื่อนคนนั้น เขาเป็นคนพูดน้อย ฉันคิดไว้แล้วล่ะว่าเขาอาจจะไม่ตอบ ฉันเลยตัดสินใจพูดต่อไป "แหงล่ะ เธอทำงานเครียดตลอด จะให้ตอบยังไง ใช่ไหมล่ะ" 

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะในคอออกมาจากเขาล่ะคราวนี้

"เธอคิดจะเปลี่ยนสายงานไหม หลังจากทำงานนี้มาสองปี หรือยังอยากทำตำแหน่งนี้ต่อ แต่แค่อยากย้ายที่" ฉันถามออกไปอย่างต้องการคำตอบ เพราะในใจมันคาดหวังเหลือเกินที่จะเอาคำตอบของเขามาเทียบเข้ากับสารพัดความคิดในหัว เจ้าตัวเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ

"อืม... เราว่าจะสอบปลัด" 

โป๊ะเชะ!

ฉันรู้สึกดีใจอยู่ในใจเงียบ ๆ ไม่รู้สิ เหมือนเจอกับเพื่อนร่วมแนวทางล่ะมั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องจะสอบปลัดหรอกนะ หมายถึงเรื่องที่จะเปลี่ยนเส้นทางในสายอาชีพกัน

"แล้วเธอล่ะ ไม่ลองสอบปลัดดูเหรอ" เขาถามฉันต่อพร้อมกับข้ามกำแพงเตี้ยที่กั้นระหว่างพื้นที่ลานหญ้ากว้างของสำนักงานหลังใหม่และลานหญ้าข้างสำนักงานหลังเก่า

"อืม เราว่าไม่ค่อยใช่ทางเราเท่าไหร่อ่ะ" ฉันตอบออกไปตามความรู้สึกจริง ๆ ในใจ -- ปลัดน่ะ ต้องทำงานกับคนและระเบียบกฎหมายเป็นร้อยเป็นพัน แค่คิดก็บรึ๋ยแล้ว แต่ก็แอบแปลกใจกับคำตอบของเขานะ เพราะเขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยยุ่งหรือสุงสิงกับใครเท่าไหร่ มันก็จะขัดกับ 'ความเป็นปลัด' ในความคิดของฉันนิดหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ นั่นมันเป็นเป้าหมายของเขา และเป็นเป้าหมายที่ดีเลยแหละ 

"เธอเป็นจะปลัดเหรอ ดีเลย ๆ" ฉันพูดอย่างให้กำลังใจเขา หลังจากที่ง่วนกับความคิดในหัวตัวเองพร้อมข้ามกำแพงเตี้ย ๆ มาได้สำเร็จ

"แล้วถ้าไม่ใช่ปลัด เธออยากสอบอะไร" เขาหันมามองและถามฉันอย่างสงสัย

"เราเหรอ... เราอยากสอบทำงานที่มันได้ใช้ภาษาอังกฤษอ่ะ แบบ อือ... ตำแหน่งอะไรก็ได้ ขอแค่ได้ใช้ภาษา" ฉันตอบเขาไป 

ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เก่งอะไรมากมายหรอกนะ แค่ชอบมันเท่านั้นเอง และในที่ทำงานนี้น่ะ ฉันไม่ได้บอกอย่างเป็นวงกว้างว่าชอบภาษา บอกก็แค่คนที่สนิท แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉันชอบภาษา -- เพื่อนคนนี้ก็รู้ เขาเพิ่งเอาเอกสารภาษาอังกฤษของสินค้าชนิดหนึ่งมาให้ฉันช่วยแปลให้

"แบบไหนอ่ะ" เขาถามต่อด้วยความสงสัยกว่าเดิม เพราะคำตอบของฉันไม่ได้ระบุอะไรให้ชัดเจน

"อย่างเช่น ศุลกากรล่ะมั้ง นักวิชาการศุลกากร อะไรทำนองนั้น" ฉันเอ่ยออกไปและเขาก็พยักหน้าหงึกหงัก เราทั้งคู่เดินกันต่อเพื่อไปยังโรงจอดรถ "จริง ๆ อีกอย่างก็คงเป็นนักการทูตอ่ะ แต่เราว่ามันเอื้อมยาก เพราะไกลความจริงไปนิดนึงสำหรับเรา" ฉันพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะให้ติดตลก... แต่มันก็จริงนี่ เรื่องที่ว่าไกลความจริง คนที่สอบเป็นนักการทูตได้ จะต้องเป็นคนที่เก่งภาษามากๆ มีวาทศิลป์ การเจรจา และต้องมีความรู้ด้านการต่างประเทศเยอะมาก ๆ ด้วย

"แล้วมันสอบยังไงอ่ะ นักการทูตอะไรนี่ รับวุฒิอะไร ป.ตรี ทุกสาขาไม่ใช่เหรอ" เขาถามฉันตอนที่เราเดินมาถึงโรงจอดรถเป็นที่เรียบร้อย 

"ใช่ รับ ป.ตรี ทุกสาขา ใครก็สอบได้ทั้งนั้น" ฉันตอบไป เผื่อว่าเขาจะสนใจสอบกับฉันด้วย ดีเสียอีก จะได้มีเพื่อนร่วมแนวทาง ฉันกำลังจะเอ่ยปากชวนเขาสอบ เผื่อเขาจะสนใจด้วย แต่ไม่ทันจะได้พูด เขาก็ถามขึ้นมาเสียก่อน

"มันสอบข้อเขียนใช่ไหม"

"ใช่ มีข้อเขียนด้วย เป็นภาษาอังกฤษ บลาๆ" ฉันตอบกลับไป

"ก็ไปสอบดูสิ ไม่เห็นเป็นไรเลย" เขาหันมายิ้มเล็ก ๆ ทีี่มุมปากให้ฉัน 

"อื้ม ได้ เราจะลองไปสอบดูรอบหน้า แม่ง จะสอบให้หมดเลย"


จากนั้นเราทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันเข้ารถของตัวเอง และเป็นเขาที่ขับออกไปก่อน ฉันได้นั่งนิ่งในรถหลังจากที่ติดเครื่องยนต์และเปิดเครื่องเสียงเป็นที่เรียบร้อย นิ่งเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

โห เอาว่ะ จังหวะนั้นที่ตกปากรับคำเขาไป เป็นเพราะรู้สึกมีกำลังใจอย่างน่าประหลาด ในขณะที่เราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แต่กลับมีคนอื่นเชื่อมั่นในเรา มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เลยจริงๆ นะ

ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด นอกเสียจากความฝันของพวกเรา

มาพยายามกันต่อเถอะ 

ถึงตอนนี้เดินอยู่คนละทางกับความฝันก็ไม่เห็นเป็นไร เราสามารถเลือกทางเดินของตัวเองใหม่ได้ตลอดเวลา

ใครที่ไม่รู้ว่าชอบอะไร อย่างน้อยการได้ทำอะไรสักอย่าง แล้วมารู้ว่าไม่ชอบมัน ก็ถือว่าเป็นการเข้าใกล้สิ่งที่ชอบมากขึ้นนะ

มาพยายามกันต่อเถอะ เหล่าผู้มีความฝันทั้งหลาย 

จงเดินต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายของเรา




SHARE
Writer
Sunflour
A fantasize shipper
Where flowers bloom so does hope.

Comments

Sansastarkzz
4 days ago
ฮืออ ขอบคุณที่ได้อ่านเรื่องของคุณนะคะ ตอนนี้กำลังเหนื่อยใจมากๆพอดี มาลองค้นหาทางที่ใช่ไปด้วยกันนะคะ
Reply
Sunflour
4 days ago
ดีใจที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นนะคะ สู้ๆนะคะ เราเป็นกำลังใจให้นะ มาพยายามกันต่อเนอะ