กว่าจะถึงชิราคาวะโก
1

ผมกับแอลมาถึงสถานีคานาซาวะประมาณห้าโมงเย็น หิมะตกหนัก ต่างคนต่างหอบหิ้วสัมภาระน้ำหนักรวมกันกว่า 20 กิโลกรัม ขึ้นรถเมล์ แอลพูดกับผมว่า "มันน่าจะนั่งฟรีนะ เรามีเจอาร์พาส" และเราก็ได้นั่งฟรีจริงๆ แต่เราก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี "ตกลงมันนั่งฟรีจริงๆ เหรอ" ทำไมประเทศเราไม่มีอะไรแบบนี้บ้าง เรามองคนญี่ปุ่นขึ้นรถเมล์แล้วก็เอาบัตรอะไรสักอย่างแตะบนเครื่องสแกนบัตร ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นบัตรแทนเงินสด ผมถามแอลอีกครั้งว่า "ไม่ต้องจ่ายแน่นะ" "ไม่รู้" แล้วเธอก็หงุดหงิดใส่ผม ผมไม่รู้ว่าเธอจะหงุดหงิดไปทำไม หงุดหงิดที่ตัวเองไม่รู้ หรือหงุดหงิดที่ผมไม่รู้กันแน่ ไม่มีใครรู้ห่าอะไรเลยสักอย่าง นั่นคือการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกของเรา

คนญี่ปุ่นบนรถรวมถึงคนขับไม่ได้สนใจเราเลย เหมือนเราสองคนไม่เคยมีตัวตนอยู่บนรถในวันนั้น แต่ทุกอย่างก็โอเคแหละ เราไม่ได้เสียเงินเลยสักเยน เราลงที่ป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถเมล์พาเราแล่นผ่านหน้าโรงแรม APA Hotel Kanazawa-Nomachi ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเรา "เลยแล้วไอ้โง่" กูเกิ้ลแมพบอก "ลงสิวะๆ" เราจึงรีบลุกจากที่นั่งแล้วลงรถที่ป้ายหน้า

เราหอบหิ้วสัมภาระเดินย้อนกลับไปที่โรงแรมตามที่กูเกิ้ลแมพบอก จังหวะนั้นผมรู้สึกว่าพื้นรองเท้าแม่งโคตรลื่น แต่เด็กๆ ที่น่าจะเพิ่งเลิกเรียนกลับวิ่งสวนเราไปหน้าตาเฉย เหมือนกับว่าพวกเขากำลังวิ่งอยู่บนสนามหญ้าอะไรแบบนั้น ไม่มีใครสนใจเราเหมือนเดิม รองเท้าหุ้มข้อสีดำล้วนที่ผมใส่เป็นรองเท้ายี่ห้อ H&M ราคา 800 บาท ผมซื้อมันตอนลดราคา 70% ตอนแรกผมคิดว่า มันคงใช้ได้ แต่ผมคิดผิด ผิดถนัดเลย รองเท้าเหี้ยอะไรวะ แม่งลื่นฉิบหาย

เราใช้เวลาเดินกลับไปโรงแรมประมาณ 10 นาที พอถึงที่นั่น ก็ยืนงงๆ อยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง เราพยายามจะเข้าไปข้างในให้ได้แต่ประตูก็ดันไม่ยอมเปิด แอลหิวมากแล้วเธอก็หัวร้อนมากๆ ด้วย "เปิดยังไงเนี่ย" เธอตะคอกเสียงดัง "ดึงหรือผลักวะ" ผมไม่รู้ว่าแอลถามผมหรือแค่บ่นเฉยๆ จนกระทั่งพนักงานโรงแรมสาวหน้าตาน่ารักหุ่นดีเดินมาเปิดประตูให้เราจากด้านใน ผลปรากฏว่า จะดึงหรือผลักก็ได้ แค่เพิ่มแรงอีกนิดหน่อยเท่านั้น "ประตูมันหนักน่ะไอ้โง่" ผมคิดว่าพนักงานสาวคนนั้นคงคิดอยากจะพูดกับเราแบบนั้น

หลังจากที่เราเช็คอินเสร็จเรียบร้อย เราก็ขึ้นไปที่ห้อง ที่หน้าลิฟต์ของทุกชั้นจะมีตู้จำหน่ายเครื่องดื่มหยอดเหรียญ แอลชอบดื่มน้ำหวานรสพีชมากๆ เธอพบรักกับน้ำหวานรสพีชตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ที่โอซาก้า แต่ยี่ห้อที่เธอดื่มได้ก็มีแค่ยี่ห้อนี้นี่แหละ หวานไปก็ไม่ดื่ม ไม่หอมก็ไม่ดื่ม เรื่องมากฉิบเป๋ง เธอมองหาน้ำหวานรสพีชของเธอ แต่มันไม่มีอยู่ในตู้ "ไปเถอะๆ" อากาศแม่งโคตรหนาว ตัวเราชาไปหมดแล้ว ขืนอยู่ตรงนี้นานกว่านี้อีกนิดผมคงได้เป็นไข้กันพอดี

เรานอนพักเหนื่อยกันอยู่นาน ระหว่างนั้นแอลลืมหิวไปซะสนิท พอตื่นมาอีกทีก็ฟ้ามืดพอดี ผมถามแอลว่า "หิวหรือยัง" "หิวจะตายอยู่แล้ว" แล้วทำไมไม่บอกวะ ใครที่ไหนจะรู้ แม่ง หลังจากนั้นเราก็แพ็คตัวกันอย่างกับหมีขั้วโลกใต้ ออกจากถ้ำ พุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ โผล่ออกมาจากลิฟต์ แล้วก็เดินออกจากโรงแรม ผมถามแอลว่า "จะไปทางขวาหรือทางซ้ายดี" "ไม่รู้" แต่สุดท้ายก็เป็นแอลนั่นแหละที่เป็นคนเลือกว่าจะไปทางขวา

เราเดินตามทางเท้าไปเรื่อยๆ ผ่านตู้จำหน่ายเครื่องดื่มหยอดเหรียญ ผ่านร้านขายยา ข้ามสี่แยกไฟแดง แล้วเราก็เจอร้านอาหาร มีป้ายข้างบนเหนือกันสาดเขียนด้วยภาษาญี่ปุ่นตัวเบ้อเริ่มซึ่งอ่านออกเสียงว่า คะโดโจ--ผมถามเพื่อนคนหนึ่งหลังจากที่พยายามค้นหาร้านที่ว่าผ่านกูเกิ้ลแมพเมื่อสองสามวันก่อน ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าที่นั่นขายอะไร เดินดุ่มๆ ฝ่าหิมะไปกับแอลและเราก็หิวกันจนตาลาย เราตกลงกันว่า เจอร้านไหนก็กินที่ร้านนั้น ง่ายดี

โอเค ท่ามกลางอุณหภูมิที่เราไม่คุ้นเคย เราได้พบเจอผู้คนที่เราไม่มีทางจะได้รู้จักกับเขา เราไม่มีเวลามากนัก เราไม่รู้หรอกว่าพวกเขานิสัยยังไง เขายิ้มให้เรานะ แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่ แม้แต่เอล ผมเองก็ไม่เคยรู้จักเธอจริงๆ "เข้าไปเลยมั้ย" ผมถาม ข้างนอกอุณหภูมิ -11 องศา เธอพยักหน้าแทนคำตอบ "กินอะไรดี" มีอะไรให้กินบ้าง เมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออกสักตัว "ราเม็งมั้ย" "ก็ได้" ผมชูสองนิ้วบอกลุงเจ้าของร้านร่างผอม "ทูราเม็งครับ" แล้วลุงราเม็งก็ลำเลียงราเม็งร้อนๆ มาเสิร์ฟให้เราถึงโต๊ะในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

แอลตักน้ำซุบขึ้นมาซด "โอ้โห โคตรอร่อย" "ใช่ โคตรอร่อย" และมันก็เป็นอย่างที่ผมว่า ท่ามกลางอุณหภูมิที่เราไม่คุ้นเคยและคนที่เราไม่รู้จัก เราจึงแยกตัวของเราเองออกจากโลกใบเก่าของเราได้สำเร็จ มันเป็นห้วงเวลาที่เราไม่คิดถึงบ้าน เรามีความสุขกับการอยู่อย่างคนแปลกหน้า มีฝรั่งหัวทองนั่งกินราเม็งอยู่ที่โต๊ะข้างหลังเรา เขามองเราด้วยท่าทางแปลกๆ ต่างจากคนญี่ปุ่นคนอื่นๆ ในร้านที่ไม่สนใจเราเลยตั้งแต่เราเดินเข้ามา "ไอ้หมอนั่นคงหวงที่ของมันว่ะ" ผมพูดกับแอล แต่เธอก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูด เธอกำลังทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ของเธอ ผมเองก็จำฉากนั้นแทบจะไม่ได้แล้ว จำได้แค่ผมเดาว่าไอ้ฝรั่งหัวทองนั่นคงไม่อยากให้นักท่องเที่ยวรู้จักที่นั่นเยอะ มันเป็นเมืองที่สงบ ราเม็งก็โคตรอร่อย เขาคงอยากจะใช้ชีวิตสงบๆ โดยไม่ต้องตอบคำถามนักท่องเที่ยวคนไหนในฐานะนักท่องเที่ยวเจ้าถิ่น

แอลบอกผมระหว่างที่เราเดินกลับโรงแรมว่า "แอลชอบที่นี่ค่ะ" แล้วเธอก็บอกอีกว่า อยากจะกลับไปที่นั่นอีก
 
2

เช้าวันถัดมา เราต้องนั่งแท็กซี่ราคาพันกว่าเยนไปที่สถานีคานาซาวะแล้วก็ใช้เจอาร์พาสนั่งรถไฟชิงกันเซ็งต่อไปที่สถานีโทยามะเพื่อจะใช้เจอาร์พาสนั่งรถเมล์ของบริษัท Nohi Bus ไปลงที่ชิราคาวะโก แอลโทรจองที่นั่งไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว "แล้วทำไมนั่งไม่ได้วะ" แอลเกี้ยวกราดใส่พนักงานญี่ปุ่นสองสามคนซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ที่นั่งน่ะมี แต่ถ้าจะขึ้นรถเมล์จากที่สถานีโทยามะน่ะไม่ฟรี และเราจะต้องเสียเงินฟรีๆ เพราะเจอาร์พาสของเราใช้ไม่ได้ "เราซื้อพาสมาแล้วยังไงก็ต้องใช้ได้" แอลยังคงยืนยันเสียงแข็ง เธอสั่งผม "บอกเขาสิๆ" ตอนนั้นแหละที่แอลระเบิดความเดือดดาลออกมาให้ผมเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอน้ำตารื้นขอบตา ผมไม่แน่ใจเลยว่าผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีแค่ไหน หรือผมอาจจะไม่รู้จักเธอเลยตั้งแต่แรก ผมคบกับผู้หญิงคนนี้มาห้าปี แต่ผมกลับอ่านใจเธอไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนแรกผมคิดว่าเธอโกรธพนักงานที่ไม่ยอมให้เรานั่งรถเมล์ฟรี แต่ความจริงแล้วเธอโกรธผม

เมื่อเราเดินออกจากสำนักงานขายตั๋วของบริษัท Nohi Bus ในโทยามะ แอลก็บอกว่า เธอจะนั่งรถไฟชิงกันเซ็งกลับไปที่สถานีคานาซาวะแล้วก็จะยืนรอรถเมล์ที่นั่น "ไม่จงไม่จองมันแล้ว" เราใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็มาถึงสถานีคานาซาวะ เดินเท้าอีก 3 นาที จนมาถึงจุดจอดรสบัสของบริษัท แอลด่าผมว่า "เธอไม่เคยช่วยอะไรฉันเลย" แล้วแอลก็ร้องไห้ด้วยความโกรธ "ไม่มีทางได้ไปหรอก" ผมไม่รู้จะทำยังไง เลยพูดสวนกลับไปด้วยความโกรธจัดพอๆ กันว่า "แล้วจะให้ทำยังไงวะ" นั่นเป็นแผนของเธอล้วนๆ ความจริงแล้วเธอลากผมไปเที่ยวญี่ปุ่น ทั้งที่ผมไม่อยากไปเลยสักนิด ตอนนั้นผมคิดถึงบ้านมาก ไม่อยากยืนอยู่ท่ามกลางความอึดอัดแบบนั้นอีกแล้ว

แอลบอกว่าจริงๆ แล้ว เธอเคยโทรไปจองรถเมล์ที่สถานีคานาซาวะ แต่พนักงานบอกว่าที่นั่งเต็ม ผมถามแอลว่า "แล้วจะให้พี่ลองโทรไปถามอีกทีมั้ยล่ะ" "เออ" เธอพูดเสียงแข็ง ผมพาแอลไปที่สตาร์บัคซึ่งอยู่ด้านหลังของเรา สั่งกาแฟดำมาแก้วหนึ่ง นั่งลง จากนั้นก็ขอเบอร์โทรศัพท์จากเธอ ปรากฏว่ามีที่นั่งเหลือว่ะ สองที่สุดท้ายพอดี ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงว่าง ผมคิดว่าคงมีคนสละสิทธิ์ ผมถามแอลอีกครั้ง "ให้พี่จองเลยมั้ย แต่มันเป็นเที่ยวสุดท้ายนะ" "แล้วเราจะกลับมาทันมั้ยล่ะ" "ไม่รู้สิ" "ไม่รู้อะไรสักอย่าง" แอลตะคอกใส่ผมอีกแล้ว "จองไปเลยๆ"

รถเมล์จะออกในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายและเราจะพลาดไม่ได้ เราเดินออกจากสตาร์บัคไปรับตั๋วรถเมล์ไปกลับเที่ยวสุดท้ายที่สำนักงานขายตั๋ว Hokutetsu ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน แอลดูใจเย็นลงเมื่อได้ตั๋ว ส่วนผมก็รู้สึกดีขึ้นมาก เรายังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงรอรถเมล์มารับ ผมเลยได้โอกาสถ่ายรูปให้แอลที่สถานีคานาซาวะ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขเพราะได้เห็นรอยยิ้มของเธอ มีหิมะตกลงมาปรอยๆ และมันก็ดูสวยดี แอลกางร่มใสที่ซื้อมาจาก 7/11 ที่โอซาก้า และมันก็ดูเข้ากันดีกับเสื้อผ้าที่เธอเตรียมมาถ่ายรูป ทั้งแจ็คเก็ตขนเทียมสีชมพูกับรองเท้าบูทหนังกำมะหยี่สีดำ ผมถ่ายรูปเธอมา 7 รูป แต่มันก็ไม่ได้เป็นรูปถ่ายที่แตกต่างกันสักเท่าไร ผมถ่ายไว้เผื่อให้เธอเลือก

จังหวะที่นิ้วลั่นชัตเตอร์ ผมก็นึกถึงสิ่งที่ผมเคยอ่านมา "สำหรับนักเดินทาง ไม่ว่าจะต้องดั้นด้นไปในที่แห่งไหน การมีกล้องถ่ายรูปติดตัวไว้ถือเป็นสิ่งจำเป็น และเมื่อใดที่ชัตเตอร์เริ่มทำงาน เมื่อนั้นตัวเราจะได้รับการยืนยันถึงการมีอยู่ ณ ช่วงเวลาและสถานที่นั้น ทั้งนี้การยืนยันตัวตนผ่านภาพถ่ายก็เป็นสิ่งที่สะท้อนได้อีกนัยว่า ตัวเราอาจไม่ได้พานพบเรื่องราวเหล่านั้นอีกเป็นครั้งที่สอง หรือหมายถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้สูญสลายหายไปไม่มีวันหวนคืนกลับมา" สรุป ภาพถ่ายหนึ่งใบจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้สองอย่าง คือ หนึ่ง, เพื่อยืนยันการเคยมีอยู่ และสอง, เพื่อระลึกถึงอดีตที่ไม่อาจหวนกลับคืนมา
 
ตอนนั้นผมโคตรกลัวเลย หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นเรื่องราวแย่ๆ มา มันก็ทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่ผมคิด ถ้ามันส่งเสียงออกมาได้ เราก็คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

รถเมล์ไปชิราคาวะโกแล่นเข้ามารับเราที่จุดจอดรับตรงตามเวลา รถคันนั้นเป็นรถเที่ยวสุดท้ายและเมื่อมันพาเราแล่นไปตามถนนบายพาส ขึ้นทางด่วน ลอดอุโมงค์ จนมาถึงชิราคาวะโก เราก็มีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่รถขากลับไปคานาซาวะเที่ยวสุดท้ายจะออกจากหมู่บ้าน.
SHARE

Comments