SUN 23/12/2018 บางทีก็เกลียดความกระหายความตาย
ชีวิตเราวนเวียนอยู่กับเรื่องความตายเสมอ เราเองก็ชอบและสนใจมากมาตั้งแต่เล็กๆ จากเรื่องเล็กน้อยแค่ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ไปจนถึงรายละเอียดของการตายแบบต่างๆ พิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกัน โตขึ้นมาจึงขยับไปสู่ความดำมืดที่น่ากลัวยิ่งกว่าทุกที

จำได้ว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงมัธยมต้นอันโดดเดี่ยวที่เต็มไปด้วยความอยากฆ่าตัวตาย ขึ้นมาม.ปลาย ก็เริ่มที่จะได้เข้าถึงโลกกว้างไกลของอินเทอร์เนตเสียที ก่อนหน้านี้คือไม่มีใช้ มือถือก็ไม่มี จนตอนนี้พอมีแล้วก็เหมือนหมกตัวมากขึ้นกว่าเดิม ถึงสังคมในโรงเรียนจะดูดีขึ้น แต่เป็นตัวเราเองที่เหมือนสร้างตัวตนในโลกเสมือนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

พอมีเพื่อนที่รู้จักผ่านเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง รวมถึงเจอบทความเรียบเรียงเรื่องราวของคดีฆาตกรรมและฆาตกรโหดซึ่งอธิบายถึงลักษณะของการเกิดอย่างละเอียด บางครั้งมีภาพที่เกิดเหตุ สภาพศพหลุดมาให้ดูแบบเต็มตา 

ครั้งแรกที่เห็นภาพแบบนั้นรู้สึกแปลกๆ แปลกที่ว่านี้ไม่ใช่ความกลัว เป็นความรู้สึกนิ่ง เย็นวาบ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ระหว่างโลกความจริงกับจินตนาการ รู้สึกเหมือนชั่วขณะสิ่งนั้นดูห่างไกลความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คน เป็นแค่ชิ้นเนื้ออะไรสักอย่าง เหมือนผลส้มที่ถูกผ่าแล้วคว้านเนื้อ เหมือยนกิ่งไม้ที่ถูกตัดขาดจนมียางไหลออกมา เหมือนตุ๊กตาขาดวิ่นผุพัง เป็นแค่ภาพภาพหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในตา อีกด้านคือความรู้สึกตระหนักรู้ว่านี่คือมนุษย์ มนุษย์ที่มีชีวิต ลมหายใจ เลือดเนื้อ ความฝันความต้องการที่ถูกทำให้พังทลายลงจนไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้อีก พอเป็นแบบนี้ก็จะพะอืดพะอมขึ้นมา

น่าแปลกที่ความรู้สึกด้านหนึ่งค่อยๆ เติบโตและมีอิทธิพล ความรู้สึกก้ำกึ่งแบบนี้ทำให้เราต้องอ่าน ศึกษา และพยายามทำความเข้าใจชั่วขณะที่มนุษย์...คนๆหนึ่งคร่าชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่เหมือนกับตัวเองให้ตายลง อะไรอยู่ในความคิดของเขา มันเหมือนมีเส้นด้ายเล็กๆ ที่แบ่งกั้นโลกของความเป็นคน กับการข้ามหรือทำลายเส้นแบ่งเพื่อก้าวไปสู่อีกระดับของความโหดเหี้ยม ความโหดขนาดทำลายชีวิตหนึ่งลงได้ และบางรายทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายเสพติด

เราก็คงรู้สึกแบบเดียวกันมั้ง กระหายเหลือเกิน กระหายช่วงเวลาที่จะเข้าถึงภาวะนั้นของฆาตกร จำลองความรู้สึกนึกคิดและทำความเข้าใจกับการหล่อหลอมจากปัจจัยภายนอกรอบตัวที่ส่งผลให้เขาต้องมาฆาตกรรมใครสักคน เพียงแต่ความกระหายของเราถูกเติมเต็มด้วยน้ำมือของคนอื่น การที่มีคนตายเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็ยังรู้สึกว่าหากขาดตรงนี้ไปล่ะ...หากขาดเรื่องราวพวกนี้เราจะทำอะไรต่อ...คำถามที่เราเองยังไม่สามารถตอบตัวเองได้

พอช่วงเวลาที่ดิ่งลงของชีวิต มันเลยเหมือนเราสลับตัวตนด้านมนุษย์กลับมาเป็นอีกฝั่ง ฝั่งที่ดูเหมือนอสุรกายเพราะคาดหวังมุ่งร้ายกับคนอื่น ภาวนาให้มีใครถูกฆ่าตาย มีเรื่องราวให้ติดตามต่อไป วันนี้มีใครตายบ้างนะ เพียงแต่ความมุ่งหวังนั้นจากการเห็นคนถูกฆ่า คือการพยายามฆ่าตัวเองให้ตาย เพราะไม่เหลือความรู้สึกใดๆ กับสิ่งรอบตัว มันชา มันเย็นชาไปหมดคล้ายจะไม่มีความรู้สึก

ตรงนี้เริ่มคิดแล้วว่า...ที่ผ่านมาก็เคยอยากฆ่าใครสักคนมาก่อน เป็นคนในครอบครัว คนที่กดดันเราตลอดมา ทำร้ายเรา ทุบตี ก่นด่า ทรมาน และอ้างความรัก หลายครั้งเราคิดว่าถ้าเขาตายไป เราก็จะไม่ต้องเจอเรื่องพวกนี้อีก จะไม่ต้องโดนทุบ ไม่ต้องถูกด่า ไม่ถูกกดดัน สิ่งเหล่านั้นจะหายไป...หายไปหมดเลย

พอคิดแล้วว่าถ้าจะฆ่า...จะทำอย่างไรให้ตัวเองรอดตัวจากคดี จะทำยังไงถึงจะฆ่าคนแล้วให้เขาเหมือนหายไปจากโลกนี้ หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วพาไปทิ้งต่างที่กัน? ฆ่าแล้วขุดหลุม โรยปูนขาวแล้วกลบให้เรียบร้อย นั่นฟังดูดีนะ บ้านเราก็เป็นบ้านสวน จะมีหน้าดินเหมือนถูกขุดพรวนบ้างก็ไม่แปลก และคงไม่มีใครเข้ามาขุดได้ง่ายๆ อีกอย่าง...ใครจะสงสัยว่าคนในครอบครัวจะสังหารคนสายเลือดเดียวกันได้

สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เพราะคิดว่านอกจากจะถูกจับได้อยู่ดีแล้ว ก็ยังคิดว่ามันคือการก้าวข้ามเส้นแบ่งบางอย่างของความเป็นมนุษย์ไปสู่ 'บางสิ่ง' ที่ไม่ใช้มนุษย์ เราจึงไม่เคยทำ มันผ่านมานานหลายปี ดูเหมือนเราจะสามาถอดทนเพื่อเป็น 'มนุษย์ที่ปกติสมบูรณ์' ได้ดี อย่างน้อยๆ ก็ไม่เคยมีใครรับรู้ถึงความคิดโหดเหี้ยมต่างๆ นาๆ ที่อยากทำของเรา ภูมิใจนะ...ที่สามารถทนมาได้เป็นสิบปี

ความรู้สึกกระหายที่จะฆ่าหรือถูกฆ่าก็ยังมีอยู่ พอเริ่มรักษาโรคจิตเวชอย่างจริงจัง ก็ยังไม่เคยเล่าเรื่องตรงนี้ให้จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยารับรู้ เพียงเล่าถึงปัญหาชีวิตอย่างผิวเผิน เช่น เรื่องเงิน ครอบครัว การงาน ไม่เล่าอะไรลงรายละเอียด เราแค่ความรู้สึก อ๋อ...ถ้ากระหายความตายล่ะก็...ตรงนี้จะเล่าเพียงความกระหายที่จะฆ่าตัวเองให้ตาย แต่ไม่เคยบอกว่าอยากฆ่าใครให้ตาย คิดว่าตัวเราเองยังสามารถจัดการความคิดโหดๆ แบบนี้ได้ดีอยู่ และดีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความกระหายจะฆ่าตัวตายลดน้อยลงหลังการเข้ารับการรักษา

หมอเคยพูดว่า "ที่อันตรายคือความรู้สึกที่จะฆ่าตัวตาย กับความรู้สึกที่อยากฆ่าใครให้ตาย ตรงนี้ควรเข้าพบจิตแพทย์ทันที" คิดแล้วก็สงสัยว่า...ที่ผ่านมาในชีวิตคือความป่วยไข้โรคจิตที่ครอบครองจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตไปแล้ว หากนับเอาความรู้สึกทั้งอยากฆ่าตัวตายกับอยากฆ่าคนตาย ก็ผ่านมาเป็นสิบปี สิบห้าปี...สิบกว่าปีที่เราไม่เคยได้เป็นคนสุขภาพจิตปกติเลย ช่างบิดเบี้ยว ทุเรศทุรังเสียเหลือเกิน

ทั้งหมดที่พูดมานี้เรานึกขึ้นได้เพราะตามข่าวสาวสแกนดิเนเวียสองคนที่ถูกฆาตกรรมขณะไปแบกเป้เที่ยวภูเขาในโมร็อกโค เธอถูกทรมานและฆ่าตัดหัวขณะยังมีลมหายใจอยู่ เลือดของเธอพุ่งออกมาเป็นสีแดงเหมือนรหัส #FF0000 ก่อนจะเข้มขึ้นเป็น #800000 เธอร้องออกมาสองคำก่อนจะขาดใจเมื่อมีดเล่มโตถูกฟาดลึกลงไปในเนื้อจนฉีกขาด เราเลยคิดถึงความกระหายตรงนี้ เพราะหลังจากในได้ยินข่าว 'บางสิ่ง' ที่เรากดไว้นั้นคล้ายจะกระซิบบอกให้ค่อยๆ ค้นหาตามคีย์เวิร์ดต่างๆ อ๋อ...สังคม Facebook เราดูเหมือนศีลธรรมจะดี ไม่เห็นใครแชร์คลิปแบบนี้มาให้เห็นเลย เราเลยพยายามหามาเสพเอาเอง พอถึงจุดหนึ่งเราก็ชะงัก รู้สึกผิดที่พยายามสอดรู้ รู้สึกผิดที่กระหายแต่ก็หิวโหยจนห้ามไม่ได้ เราดูไม่มีมนุษยธรรมเอาเสียเลย

แล้วก็คิดต่อไปอีกว่าตัวเราที่บิดเบี้ยวก็แก้ไขไม่ได้เสียแล้วมั้ง เมื่อพังไปแล้วจะต่อเติมขึ้นมาใหม่ก็ชำรุด เป็นสิ่งชำรุดของสังคม ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเป็นปกติได้ แม้แต่ตัวเองก็ยังกลัวคนแบบนี้ คนที่กระหายและพูดเรื่องความตายเหมือนไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว หรือไม่ก็ดูคล้ายธรรมดาสามัญเกิดขึ้นทุกวันดังการชงกาแฟหรือกินอาหาร

แม้จะเป็นแบบนี้ เป็นสิ่งชำรุดที่กำลังพยายามทำหน้าที่ให้สมบทบาทของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ก็พบว่าคงทำไม่ได้ ทำได้ก็ไม่แนบเนียน จึงมองว่าตัวเองเป็น Alien ท่ามกลางฝูงชน แปลกปลอมอยู่ในสารบบของประเทศเล็กๆ ที่กำลังพัฒนามาหลายชั่วอายุคนก็ไม่สามารถพัฒนาได้เสียที มีแต่จะยิ่งโสมมทุเรศแหลกเหลวมากขึ้นทุกทีอีกต่างหาก

สังคมที่เหี้ยๆ ตอนนี้ก็ทำให้คิดว่าเราจะข่ม 'บางสิ่ง' นั้นให้อยู่อย่างสงบจนไม่ออกมาอาละวาดให้ใครถึงชีวิตได้ไหม เพราะถ้ามีเหตุต้องปะทะกับคนที่อยากฆ่าหรือทำร้ายใครสักคน เรายินดีอย่างมากที่จะได้โอกาสในการฆ่าคนนั้นเองเสียด้วย และจะไม่ยอมเป็นฝ่านพ่ายแพ้ถูกฆ่าเอาเองแน่ๆ

ใครที่คิดว่ารู้สึกเราในชีวิตจริง รู้ว่าเราคือใครล่ะก็...ไม่ต้องห่วงนะ เราเข้าใจว่าหากวันหนึ่งคุณจะกลัวเราจนต้องหลบหนีให้ไกล โปรดจงรู้ไว้...

"เราคิือคนหนึ่งที่จะกระซิบบอกคุณให้วิ่ง"

ภาพปก Judith Beheading Holofernes วาดโดย Caravaggio /circa 1598-1599
SHARE
Written in this book
บันทึกสีเทาบนถนนลูกกวาด
บอกเล่าบันทึกเกี่ยวกับตัวเอง และการเดินทางผ่านถนนมืดๆ ที่ชื่อว่า "โรคซึมเศร้า"
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [https://twitter.com/LilithDracul]

Comments

khaikung
5 months ago
เอ้าวิ่ง
Reply
LILITU
5 months ago
วิ่งๆๆๆๆ วิ่งๆๆๆๆ วิ่งไปปปป 5555