พยายามไม่มากพอ หรือยังสนุกไม่มากพอ : วิชา ไม่ต้องพยายาม
1
ขณะที่ผมกำลังมองครูโยคะชาวอินเดียทำท่ายากและแสนประหลาดในคลาสโยคะอยู่นั่น ผมก็ได้แต่ทึ่งว่า มนุษย์คนนึงจะสามารถใช้สองแขนยกตัวเองขึ้นไปกลางอากาศในลักษณะที่ร่างกายไม่ได้ตั้งตรงและสมมาตรได้ยังไง

และอีกหลายท่าที่ครูชาวอินเดียทำให้ดู มันทำให้ผมอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อว่าร่างกายคนเราจะดัดอ่อน หรือแข็งแรงขนาดนั้นได้ยังไง สิ่งที่ผมคิดก็คือ ครูต้องใช้เวลาฝึกฝนกี่ปีถึงจะทำท่ายากๆ เหล่านั้นได้

สาเหตุที่ผมมาเรียนโยคะเพราะนั่งทำงาน นั่งเล่นเกม นั่งดูหนังจนเป็นออฟฟิศซินโดรม ร่างกายเต็มไปด้วยผังผืดและไขมัน หนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมาคลาสส่วนใหญ่ที่ผมเข้าคือ คลาสเบสิค(B) เพราะไม่ยากเกินไป นานๆ ที่ถึงจะเข้าคลาส M ที่ยากกว่า ไม่ต้องพูดถึงคลาส I ระดับสูงที่ไม่คิดจะเข้าเลย

2
ครั้งหนึ่งผมถามปิติ ครูฝึกสาวชาวอินเดียว่า เล่นโยคะมาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ เธอบอกว่า เริ่มฝึกตอนอายุ 15 เมื่อมองหน้าเธอแล้วผมก็เดาว่า เธอคงเล่นโยคะมามากกว่าสิบปี

ผมเองไม่คิดจะเอาดีทางโยคะอยู่แล้ว มาเล่นเพราะใช้งานร่างกายจนพัง ไม่มีความคิดว่าจะต้องเทพ หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่มาคิดเล่นๆ ว่า ถ้าผมจะเอาดีด้านโยคะจริงๆ (ระดับผู้เชี่ยวชาญ) จะต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่กันนะ

ในคลาส M วันนั้นผมพยายามทำตามครูฝึกเต็มที่ แต่สิ่งที่เจอคือความพยายามไม่ช่วยอะไร(นี่ขนาดเล่นมาปีครึ่งนะ) ขณะที่ครูทำสิ่งเหล่านั้นง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายาม และยิ่งผมพยายามฝืนมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งมีโอกาสบาดเจ็บมากเท่านั้น

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวันนั้นคือ ความพยายามไม่ช่วยอะไร ขณะที่คนในสังคมมักพูดเสมอว่า "ให้พยายาม" หรือ "เธอยังพยายามไม่มากพอ"

3
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงรุ่นพี่คนนึงในวันที่เตะบอลคณะ
เขาเป็นรุ่นพี่ที่โตกว่า 3-4 ปี วันนั้นเขามุ่งมั่นและทุ่มเทกับการแข่งขั้นมาก เขาเป็นชายหนุ่มที่วิ่งไล่บอลตลอดเวลา เนื่องจากทีมของเขาแทบจะไม่ชนะใครเลย มีจังหวะหนึ่งที่ผมล็อคบอลผ่านไปแล้ว แต่เขาเข้าช้าจึงอัดผมเข้าเต็มที่

ตอนแรกผมคิดว่าพี่คนนี้เป็นพวกเล่นแรง ก็เลยพยายามเลี่ยงการปะทะโดยเปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งอื่น เมื่อไม่ปะทะจึงมีโอกาสมองเห็นการเล่นของเขา ว่าเป็นคนทุ่มเทและพยายามมาก มากกว่ารุ่นน้องเก่งๆ หลายคนเสียอีก

แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ ความพยายามในวันนั้นของรุ่นพี่แทบไม่มีประโยชน์เลย เมื่อมาแข่งขันกับรุ่นน้องบางคน หรือกับผมที่เล่นบอลมามากกว่า 20 ปี โดยเฉพาะตอน ม.ปลายที่ต้องซ้อมวันละสามสี่ชั่วโมงเพื่อไปแข่งระดับจังหวัด

4
สำหรับคนที่เล่นบอลจริงจังแล้ว เพียงแค่เห็นคนอื่นเลี้ยงบอลก็จะรู้เลยว่า คนนี้เล่นเก่งหรือเล่นไม่นาน เพราะร่างกายมนุษย์มันโกหกไม่ได้

เพราะนักเตะที่เลี้ยงบอลมาแล้ว 10,000ชั่วโมงแบบซีดาน หรือลูก้า โมดริช ท่าทางจะเนียนตาต่างจากนักเตะดิวิชั่นหนึ่งที่เลี้ยงบอลแค่ 1,000 ชั่วโมง

คนที่เล่นไม่นาน ไม่บ่อย ร่างกายมันจะแข็งๆ ต่างจากคนที่เล่นมานาน ที่ร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนไหวที่เปล่าประโยชน์

มัลคอม แกลดเวล เคยบอกว่า ผู้เชี่ยวชาญจะฝึกซ้อม 10,000 ชั่วโมง
คนที่เก่งทั่วไปจะฝึกซ้อม 8,000 ชั่วโมง
คนที่ฝึกซ้อมเพื่อเป็นครูสอนจะฝึกแค่ 5,000 ชั่วโมง

5
มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่รุ่นพี่ผู้พยายามทุ่มเทในวันนั้น จะเอาชนะรุ่นน้องหลายคนที่สนุกสนานกับการเล่นบอลทุกวันมานานได้

เท่าที่จำได้ ที่ผ่านมาผมเล่นบอลด้วยความสนุกเป็นหลัก แทบไม่ได้ใช้ความพยายามเลย แม้จะฝึกเลี้ยงบอลคนเดียวอยู่ที่บ้าน ก็เพราะความสนุกมากกว่าความพยายาม

เรื่องนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า หากผมอยากจะเก่งโยคะให้ได้นั้น (รวมถึงทำสิ่งอื่นๆ) การพยายามในวันเดียว หรือไม่กี่วันย่อมไม่ส่งผลอะไร มีทางเดียวก็คือ ผมต้องเลิกพยายาม แต่เปลี่ยนมาเป็นสนุกในทุกวันแทน

หากผมสนุกกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งบ่อยๆ แล้ว ความพยามก็แทบไม่จำเป็น และคำพูดที่ว่า "เธอยังพยายามไม่มากพอ" นั้นไม่น่าจะถูก ที่ถูกนั้นน่าจะเป็น "เธอยังสนุกไม่มากพอ" ต่างหาก



ปล. ขอบคุณที่เข้ามาอ่านหรือติดตามกันนะครับ
ปล.2 คิดเห็นอย่างไรก็สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแนะนำกันได้ครับ เพราะบางทีผู้เขียนอาจได้ไอเดียไปเขียนบทความใหม่ๆ ครับ(ขอบคุณครับ)
SHARE
Writer
porglon
Editor
พอกลอน ซาเสียง จบสถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มทำงานหนังสือด้วยการเป็น กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / ไม่เอาน่ะ อย่าคิดมาก / สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / โตขึ้นจึงรู้ว่า / นักสะสมความรู้สึก / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ / โลกนี้สอนให้รู้ว่า... ฯลฯ

Comments

nananatte
9 months ago
ดีจังเลยค่ะ
ไม่ใช่พยายามไม่มากพอ แต่เป็นสนุกไม่มากพอ...
ความพยายาม บางทีก็เป็นการฝืน และทำให้รู้สึกอึดอัด
แต่ถ้าปรับมุมมองนิดเดียวให้เห็นแง่ที่เรารู้สึกสนุกกับมันได้ ต้องดีกว่าแน่ๆ ค่ะ
ขอบคุณคุณ porglon ที่แบ่งปันนะคะ :-)

ส่วนเรื่องอาการป่วย เรื่องอาหารช่วยได้มากนะคะ 
ลองพวกอาหารความถี่สูงเช่นผักผลไม้สด ถั่วเปลือกแข็ง อาหารที่ผ่านการปรุงน้อยๆ หรืออาหารที่พึ่งทำสดใหม่ ช่วยได้มากค่ะ
อ่อ อย่าลืมออกไปตากแดดและอยู่ในที่อากาศถ่ายเทดีด้วยค่ะ

ขอให้อาการดีขึ้นโดยเร็ววัน
เมอร์รี่คริสตมาสและสวัสดีปีใหม่ค่ะ :-)
Reply
porglon
9 months ago
ใช่เลยครับ ความพยายามบางทีเป็นเพียงความดื้อรั้น อัตตาล้วนๆ เลย แต่ถ้าสนุก นี่มันคือความบันเทิงเลยฮะ

เพิ่งรู้ว่าอาหารมีที่คลื่นความถี่สูงด้วยครับ ต้องอาหารสด ไม่ปรุงสินะครับ พอดีตอนนี้สนใจเรื่องคลื่นความถี่อยู่ รู้ว่าสิ่งดีๆ จะมีคลื่นความถี่สูง ส่วนสิ่งไม่ดีคลื่นความถี่จะต่ำ แต่อาหารนี่ผมกินส่งเดชมาตลอดเลยครับ เรื่องอากาศและแดดก็สำคัญ

ขอบคุณคุณนานาแนทที่แนะนำครับ สวัสดีปีใหม่ครับผม
nananatte
9 months ago
ยินดีค่ะ :-)

เรื่องอาหารความถี่สูง ณัฐก็พึ่งได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ มันก็มีอุปกรณ์วัดความถี่ละนะ แต่ใช้แค่ความรู้สึกเราก็ได้ค่ะ มันต่างกันมากจริงๆ

เช่น กินอาหารเวฟ อาหารอุ่นซ้ำ ขนมกรอบๆ หรืออาหารตามสั่งที่ใช้เครื่องปรุงรสสังเคราะห์
(ซอสกลิ่นกระทะไหม้ มะนาวเทียม ซอสผัดกะเพราปรุงสำเร็จ ฯลฯ)

เทียบกับ
- ผักตามฤดูกาลนึ่ง เช่น ซาโยเต้ตอนนี้กำลังอร่อยเลยนะคะ ฟักทองนึ่ง แครอทนึ่ง มันม่วงนึ่ง
- ปลาทอดกรอบๆ ใหม่ๆ
- อาหารปรุงสุกใหม่ได้ทุกประเภท ก๋วยเตี๋ยว สเตค ผัดผัก ฯลฯ
- ผลไม้สด ผักสด ผลไม้ตากแห้ง ผักดอง

....เข้าใจว่าพวกของกินที่ใกล้ชิดธรรมชาติ จะซึมซับพลังธรรมชาติเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันจะมีความถี่สูงค่ะ

พอจิตตก รู้สึกดาวน์ ถ้าดึงตัวเองไม่ขึ้น ลองใช้วิธีกินอาหารความถี่สูงพวกนี้เป็นตัวช่วย ณัฐว่ามันก็ช่วยได้นะคะ :-)
porglon
6 months ago
โอ้มันมีอุปกรณ์การวัดด้วย ขอบคุณครับคุณณัฐ
rainnycool
9 months ago
ช่วยได้มากในวันที่ผลสอบออกมาไม่ค่อยดีเลยค่ะ สงสัยต้องสนุกกับการอ่านหนังสือมากกว่านี้ซะแล้ว ^^!

Reply
porglon
9 months ago
ใช่ครับ ไม่ต้องพยายาม ลองสนุกไปทีละหน้าก่อนก็พอครับ