05 : ทางตัน
“ซากุระจัง ตื่นแล้วหรอคะ?” เป็นสิ่งแรกที่ซากุระได้ยินหลังจากกระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง “ลุกไหวมั้ยคะ?”
“ค่ะ” ซากุระตอบกลับไปหลังชันตัวลุกขึ้นนั่ง เธอกำผ้าห่มไว้แนบตัวด้วยความเขินอาย หน้าขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหูเมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน...ทั้งๆที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นแท้ๆ
คนที่นั่งอยู่ข้างๆเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่าเด็กสาวช่างน่ารักอะไรอย่างนี้ เขาจึงโน้มตัวลงไปจูบเบาๆที่หูของเธอ ซากุระสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจทำให้มือทั้งสองยิ่งกำผ้าห่มแน่นขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้คนโตกว่าที่เห็นการกระทำนั้นเลยอดที่จะรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
“ซากุระจัง ไปอาบน้ำกันเถอะค่ะ เดี๋ยวเราจะได้ออกไปหาอะไรกินกันเนอะ” จูรินะลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งจับข้อมือซากุระให้ลุกขึ้นพร้อมเธอ
“อะ อาบก่อนเลยค่ะอาจารย์ หนูอาบทีหลังได้ค่ะ”
จูรินะปล่อยมือออกจากข้อมืออีกคน ก่อนจะย้ายมันไปวางลงบนแก้มอุ่นๆของเด็กสาวตรงหน้า “เวลาอยู่กันแค่สองคน...เรียกฉันว่าจูรินะได้ไหมคะ ซากุระจัง”
“...”
“เอ้าฮึบ!” คนโตกว่าไม่ปล่อยให้เด็กสาวได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับใช้แขนทั้งสองข้างช้อนซากุระขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าหญิงไว้แนบกาย “ในเมื่อไม่ตอบ ก็ไปอาบน้ำกันทั้งๆแบบนี้แหละ!”
“กรี๊ดดดด” ซากุระทำได้เพียงแค่นั้นก็ต้องรีบปล่อยมือจากผ้าห่มที่กุมไว้อยู่มากอดคอคนที่อุ้มเธออยู่แทน เพราะกลัวจะตกลงไป ทำให้จูรินะก้มลงมาจูบที่หน้าผากเธออีกรอบ
“ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้คะเนี่ย ซากุระจัง”
.
.
.
ซากุระไม่รู้จะเอาตาไปไว้ตรงไหน ถึงจะบอกแบบนั้นก็เถอะ แต่อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เห็นอีกคนมากนักหรอก เพราะเธอนั่งเอนพิงตัวเขาอยู่ในอ่างน้ำตอนนี้ จะเห็นก็แค่แขนกับขาขาวๆยาวๆของเขาเท่านั้น
ส่วนจูรินะนั้นเหมือนจะรู้ว่าเด็กสาวกำลังทำตัวไม่ถูก เพราะจากที่เห็นด้านหลังอยู่นี่ คนตรงหน้านั้นหูแดงแจ๋ แถมยังเอาแต่ก้มหน้าอย่างเดียว ไม่พูดอะไรสักคำ เห็นแบบนี้ก็ยิ่งอยากแกล้งเข้าไปอีก เขาจึงยกมือตัวเองขึ้นแล้วค่อยๆลากนิ้วชี้เลื่อนไปตามร่างกายของอีกคน ตั้งแต่ต้นคอ ซึ่งทำให้เด็กสาวสะดุ้งแล้วครางออกมาเบาๆ เลื่อนลงไปยังหัวไหล่ และแขน สุดท้ายไปจบตรงที่มือ แล้วจึงประสานนิ้วของตัวเองเข้ากับมือของเด็กสาวเอาไว้
ซากุระยิ่งทำตัวไม่ถูกไปมากกว่าเดิม ยิ่งโดนอีกฝ่ายเอามือจิ้มลงมาที่คอก็ยิ่งรู้สึกร้อนแบบแปลกๆ ได้แต่หลอกตัวเองว่าน่าจะเป็นเพราะอุณหภูมิของน้ำในอ่าง แต่อีกใจก็รู้ว่าคงไม่ใช่ สุดท้ายจึงเผลอหลุดทำเสียงแปลกๆออกไปจนได้ นั่นยิ่งทำให้เธอเขิน ยิ่งเขากุมมือของเธอเอาไว้ เธอยิ่งไปไม่เป็น
“เอ๊ะ” ซากุระหันไปมองมืออีกคนที่กำลังกุมมือเธออยู่ จึงได้เห็นว่าที่มือขวาของจูรินะนั้นมีรอยแผลเป็นรอยหนึ่ง ถึงจะไม่ได้น่ากลัวมาก แต่มันก็เป็นเส้นตรงลากยาวตั้งแต่ข้อมือด้านใน ลามไปจนเกือบถึงข้อพับแขน นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่จูรินะใส่เสื้อแขนยาวไปมหาลัยทุกวัน ทั้งๆที่อากาศนั้นร้อนเหมือนทะเลทรายก็เป็นได้
“มีอะไรรึเปล่าคะซากุระจัง?” คนโตกว่าถามขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงอุทานเชิงสงสัยของอีกคน ส่วนคนที่เด็กกว่าก็ชั่งใจอยู่นานว่าควรจะถามออกไปดีมั้ย หรือว่าควรจะเงียบไว้ดีกว่า “สงสัยเรื่องรอยแผลเป็นอันนี้หรอคะ?”
“เอ่อ...ก็ประมาณนั้นค่ะอาจารย์”
“จูรินะ”
“เอ๊ะ อะไรนะคะ”
“ถ้าไม่เรียกว่าจูรินะก็จะไม่พูดด้วยแหละ”
“แต่ว่า”
“...”
“ก็ได้ค่ะ จูรินะ...ซัง” สุดท้ายเด็กสาวก็ยอมแพ้ เพราะสารภาพตามตรงว่าเธอเองก็อยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาให้มากขึ้นกว่านี้ “แผลนี้...เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอคะ?”
“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว” จูริหะขยับหัวของตัวเองมาวางเกยไว้บนไหล่ขาวๆของอีกคน “ไม่เจ็บแล้วแหละ ไม่ต้องเป็นห่วงเนอะ”
“หรือว่า...”
“มากกว่านี้บอกไม่ได้นะคะ เป็นความลับค่ะ” จูรินะหันไปหอมแก้มอีกคนฟอดใหญ่ “เดี๋ยวเราไปแต่งตัวเตรียมออกไปทานข้าวกันเถอะค่ะซากุระจัง”
“ค่ะอาจารย์”
“จูรินะต่างหากล่ะคะ”
“ค่ะ จูรินะซัง”
.
.
.
“วันนี้อยากทานอะไรดีคะซากุระจัง” จูรินะพูดพลางจูงมืออีกคนเดินไปเรื่อยๆขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินหาอาหารเที่ยงรับประทานอยู่ในห้างแห่งหนึ่ง
“จูรินะซังคะ ปล่อยมือฉันเถอะค่ะ”
“ทำไมล่ะคะ?”
“ถ้ามีคนมาเห็นเข้าจะทำยังไงล่ะคะ?”
“เห ซากุระจังกลัวงั้นหรอคะ?”
“ก็ต้องกลัวสิคะ”
“อือ” จูรินะหยุดเดินก่อนจะปล่อยมือออกจากเด็กสาวตรงหน้า “งั้นก็ได้ค่ะ แต่ไปกินข้าวกันสองคนคงไม่เป็นไรเนอะ วันนี้กินพิซซ่าดีกว่า” พูดจบก็ดันตัวอีกคนเข้าร้านพิซซ่าที่อยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่ทั้งคู่ยืนอยู่ไป
.
.
.
“งั้นเอาหน้านี้แล้วกันค่ะ ไม่ใส่หอมกับพริกหวานนะคะ” จูรินะจิ้มลงไปที่เมนูก่อนจะสั่งกับพนักงานที่เข้ามารับออเดอร์ “ซากุระจังดื่มน้ำอะไรดีคะ?”
“ชามะนาวแล้วกันค่ะ”
“งั้นชามะนาวสองที่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” จูรินะหันไปบอกพนักงานอีกครั้งก่อนจะเอาเมนูคืนให้พนักงานไป
“จูรินะซังไม่ชอบทานผักหรอคะ?”
“ช่ายค่ะ มันไม่อร่อย”
“เหมือนเด็กๆเลยนะคะ” ซากุระขำกับท่าทางของคนตรงหน้าตอนที่เขาพูดว่า มันไม่อร่อย
“อะไรกันคะซากุระจัง คิดว่ามันตลกงั้นเหรอคะ?”
“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าจูรินะซังน่ารักดี” ซากุระพูดจบก็ต้องยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองทันที พูดอะไรออกไปนะเรา!
“เห ฉันน่ารักอย่างงั้นหรอคะ ซากุระจังเป็นคนแรกเลยค่ะที่ชมฉันแบบนี้น่ะ” จูรินะยิ้มกว้างให้อีกคนที่ตอนนี้กำลังเขินเพราะสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา “แต่ฉันว่าซากุระจังต่างหากล่ะคะ ที่น่ารักน่ะ” จูรินะยกมือไปดึหูของอีกคนเบาๆ “ดูสิคะ พูดออกมาแค่นี้ก็เขินจนหูแดงไปหมด น่ารักสุดๆเลยล่ะค่ะ”
“พอเถอะค่ะ” ซากุระจับมือของอีกคนเพื่อให้ปล่อยจากการจับใบหูของเธอก่อนที่จะต้อปล่อยมือของเขาอีกรอบเพราะอาหารถูกนำมาเสิร์ฟพอดี
“งั้นเรามาทานกันเถอะค่ะ ฉันหิวมากๆเลย”
“ค่ะ” ซากุระพูดจบก็หยิบมีดตัดพิซซ่าแล้วส่งชิ้นหนึ่งลงไปในจานของคนโตกว่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอ จูรินะยิ้มกว้างให้กับความน่ารักของอีกคน
“ขอบคุณนะคะซากุระจัง”
.
.
.
“กินยังไงคะเนี่ย ทำไมถึงได้เลอะเทอะขนาดนี้คะ” ซากุระบ่นก่อนจะเอื้อมมือไปเช็ดซอสที่เลอะอยู่ข้างแก้มให้คนตรงหน้า จูรินะหัวเราะก่อนจะพูดตอบกลับไป
“ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะคะซากุระจัง แค่นี้เช็ดเองได้ค่ะ”
“อ๊ะ ขอโทษด้วยค่ะจูรินะซัง” ซากุระนั่งกลับลงมาที่เก้าอี้เหมือนเดิม “พอดีปกติอยู่กับนาโกะก็ทำแบบนี้น่ะค่ะ เลยเคยชิน”
“นาโกะเป็นน้องสาวของซากุระจังหรอคะ แต่เรียนอยู่ปีเดียวกันไม่ใช่หรอ?”
“เป็นลูกพี่ลูกน้องน่ะค่ะ พอดีบ้านของฉันจริงๆไม่ได้อยู่ในตัวเมือง เข้ามาเรียนที่นี่ก็เลยรบกวนมาพักบ้านคุณน้าของนาโกะ เอ้อ ซัชชี่น่ะค่ะ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง” จูรินะหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปากตัวเองอีกรอบก่อนจะพูดต่อ “ส่วนตัวฉันน่ะ ตอนนี้อยู่คนเดียวแหละค่ะ”
“เอ๊ะ?”
“ทั้งคุณพ่อคุณแม่อยู่ต่างประเทศทั้งคู่ แต่ฉันไม่อยากไปด้วย ก็เลยต้องอยู่ตัวคนเดียว ส่วนงานก็เป็นอาจารย์แบบที่เห็นนี่แหละค่ะ”
“ทำไม...”
“ฉันอยากให้ซากุระจังได้รู้จักฉันมากขึ้นยังไงล่ะคะ” จูรินะส่งยิ้มน้อยๆให้เด็กสาว ก่อนจะยกมือขึ้นมาป้องปากแล้วลดเสียงพูดให้เบาลง “ฉันไม่เคยบอกใครเลยนะคะ ซากุระจังคนแรกเลย” ทั้งๆที่ซากุระก็รู้ ว่าเขาอาจจะแค่ปากหวาน อาจจะแค่กำลังโกหกเธอก็ได้ แต่ภายในใจลึกๆ เธอก็รู้สึกดีใจกับประโยคบ้าๆนั่นจนอดยิ้มออกมาไม่ได้
.
.
.
หลังทั้งคู่ทานอาหารกันเสร็จก็เดินออกมาด้านนอกร้าน จูรินะหันไปถามเด็กสาวข้างๆ
“วันนี้ซากุระจังรีบไปไหนรึเปล่าคะ?”
“ทำไมเหรอคะ?”
“ก็ถ้าไม่รีบ เราไปร้านเครื่องเขียนร้านเมื่อวานกันเถอะค่ะ ฉันไม่ได้ไปมานานแล้ว อยากได้อุปกรณ์ใหม่”
“ได้ค่ะ ฉันไม่ได้มีธุระอะไรวันนี้อยู่แล้วด้วย” ซากุระส่งยิ้มหวานให้อีกคน
“ดีจังเลยค่ะ” จูรินะหันมาส่งยิ้มกว้างให้เด็กสาว “ถ้าเป็นพารุจังล่ะก็ ทุกครั้งที่ชวนไปร้านเครื่องเขียน ต้องทำหน้าเบื่อไม่อยากไปด้วยทุกทีเลย”
“ค่ะ” ซากุระรู้สึกผิดขึ้นมาอีกรอบ เพราะวันนี้มีความสุขมาก มีความสุขจนลืมไปว่าคนตรงหน้านั้นมีเจ้าของอยู่แล้ว และสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นั้นก็เป็นสิ่งที่ผิดเหลือเกิน จูรินะเองก็คงจะสังเกตุเห็นความรู้สึกนั้นของเธอได้เช่นกัน
“ขอโทษนะคะ เวลาฉันอยู่กับซากุระจัง ฉันจะไม่พูดถึงคนอื่นอีกแล้วค่ะ” จูรินะเอื้อมมือไปกุมมือของเด็กสาวไว้อีกครั้ง “ยกโทษให้ฉันนะคะ”
ฉันต่างหากล่ะจูรินะซัง ซากุระคิดในใจ
ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ และมันก็ไม่ควรได้รับการให้อภัยด้วยซ้ำ
.
.
.
ซากุระยืนยิ้มให้กับท่าทางจริงจังในการเลือกดินสอแท่งใหม่ของคนตรงหน้า ทั้งๆที่ดินสอทั้งสองแท่งขอจูรินะที่ถือไว้ในมือนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก แค่ดีไซน์บางจุดเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน แต่คนๆนี้กลับใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วในการหมุนดินสอทั้งสองแท่งไปมาเพื่อเลือกมัน ในที่สุดจูรินะก็หันมาทางซากุระแล้วยกดินสอสองแท่งนั้นให้เด็กสาวดู
“แท่งไหนดีกว่าคะ ขวา หรือซ้าย?”
“ฉันว่าซ้ายก็ดีนะคะ มีคลิป จะได้เสียบไว้กับกระเป๋าเสื้อได้ด้วย”
“แต่ว่า...” จูรินะหันไปมองแท่งขวาด้วยสีหน้าเสียดาย
“ถ้าอย่างนั้น” ซากุระเอื้อมไปหยิบดินสอแท่งซ้ายออกจากมืออีกคน “ฉันซื้อแท่งนี้เอง แล้วจูรินะซังซื้ออีกแท่งนึงนะคะ เวลาอยากใช้แท่งไหน ค่อยมาสลับกันใช้ก็ได้ค่ะ”
“เยี่ยมไปเลยค่ะ” จูรินะยิ้มกว้าง “ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้กันนะเรื่องแค่นี้ เท่านี้ตอนที่เราอยากใช้อีกแท่ง ก็แค่สลับกันใช้เท่านั้นเอง”
“ค่ะ จะได้ไม่ต้องตัดสินใจ ได้ทั้งสองแท่ง แถมเสียเงินซื้อแค่แท่งเดียวเองด้วยค่ะ”
“ซากุระจังน่ารักที่สุดเลยค่ะ” พูดจบก็สวมกอดเด็กสาวตรงหน้าพร้อมลูบหัวเธอเบาๆไปด้วย “เก่งมากๆ เยี่ยมที่สุดเลยค่ะ”
“พะ พอแล้วค่ะจูรินะซัง ชมฉันมากเกินไปแล้วค่ะ” เด็กสาวผลักคนโตกว่าให้ออกห่างจากตัว ก่อนที่จะเขินจนต้องเกี่ยวผมตัวเองขึ้นทัดหูเพราะทำตัวไม่ถูก
“ก็ซากุระจังน่ารักจริงๆนี่คะ ฉันหลงจะแย่อยู่แล้วค่ะ” จูรินะฉีกยิ้มกว้างก่อนจะกุมมือซากุระเดินไปยังเคาท์เตอร์คิดเงินด้วยกัน
.
.
.
“วันนี้ให้ฉันไปส่งนะคะ” จูรินะพูดขึ้นมาขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินทางกลับไปยังห้องของเขา
“อย่าเลยค่ะ ถ้าจูรินะซังไปส่งฉัน ซัชชี่กับนาโกะจะต้องตกใจแน่ๆ”
“เอ้อ นั่นสิคะ ลืมไปเลยแฮะ” จูรินะหันไปส่งยิ้มบางๆให้อีกคน “งั้นอย่างน้อยๆ ให้ฉันไปส่งที่สถานีนะคะ”
“ถ้าแค่นั้นก็คงไม่เป็นไรค่ะ”
“งั้นกลับไปเอากระเป๋าของซากุระจังที่ห้องของฉันก่อนเถอะค่ะ”
“ค่ะ”
ทั้งคู่เดินจับมือกันมาตลอดทางจนถึงคอนโดของจูรินะ หลังจากทั้งคู่คุยและหัวเราะกันมาคิกคักตลอดทาง พอเข้ามาในลิฟท์ ซากุระก็ตัดสินใจที่จะพูดเรื่องที่เธอคิดมาทั้งวันกับอีกคน
“จูรินะซัง”
“ว่าไงคะ?”
“ฉันมีเรื่องต้องบอกคุณค่ะ”
“ค่ะ ฉันฟังอยู่”
“คุณเลิกทำแบบนี้กับฮารุกะซังเถอะค่ะ มันไม่ดีเลย” ซากุระปล่อยมือที่จับอีกคนเอาไว้ออก แต่จูรินะก็กลับกุมมือของเธอเอาไว้ใหม่อีกครั้ง
“ถ้าซากุระจังไม่ชอบ” เขาพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง “ฉันจะเลิกทำนะคะ”
“มัน...” ซากุระหวั่นไหวขึ้นมาอีกหนกับการกระทำของคนตรงหน้า “มันไม่เกี่ยวกับฉันนี่คะ ว่าฉันจะชอบหรือไม่ชอบ”
“เกี่ยวสิคะ” จูรินะยื่นหน้าเข้ามาใกล้เด็กสาว “เพราะฉันชอบซากุระจังยังไงล่ะค่ะ” พูดจบก็จูบลงไปเบาๆที่ริมฝีปากของคนตรงหน้า “ซากุระจังจะคิดว่าฉันโกหกก็ได้ แต่ฉันไม่เคยพาใครมาที่ห้องของฉันเลยนะคะ นอกจากซากุระจัง”
“และฮารุกะซัง” ซากุระต่อประโยคของอีกคนให้จบ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าน้ำตาของเธอกำลังจะไหลออกมา
“อย่าพูดถึงพารุจังตอนนี้เลยค่ะ” จูรินะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้กับเธอ “เวลาของเรา มันก็ควรเป็นเวลาของเรา มันไม่ควรมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวนะคะ”
“แต่มันไม่ใช่ เรา ตั้งแต่แรกแล้วนี่คะ” เธอรู้คำตอบนั้นดีอยู่แก่ใจ มันเป็นทางตันตั้งแต่แรกแล้ว เธอเองก็เดินเข้ามาทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีทางไปต่อได้
“ซากุระจัง...” จูรินะเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ไม่ใช่ว่าตัวเขาเองไม่สับสน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทำอะไรกับใครไป เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้ นี่อาจจะเป็นบาปกรรมที่เขาจะต้องยอมรับ มันอาจจะเป็นเพราะว่าเขาทำให้คนอื่นเจ็บปวดมาเยอะ แต่ไม่เคยจะใส่ใจ สุดท้ายตัวเขาเองก็ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ การหลงรักคนอื่นทั้งๆที่มีใครอีกคนอยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ควรเกิด แต่สุดท้ายมันก็เกิด จนทำให้ทั้งสองคนต้องเจ็บปวด
เจ็บปวดเพราะใครกันล่ะ
ก็เพราะตัวเขาเอง ตัวเขาที่เลือกที่จะเดินทางนี้เอง แล้วตอนนี้จะโทษใครกันล่ะ
“ขอโทษนะคะ ซากุระจัง...”
.
.
.
ซากุระกลับมาถึงบ้านพร้อมหัวใจที่สับสน เรื่องราวมากมายตีกันอยู่ในหัวเต็มไปหมด ใจนึงอยากจะลืมมันไปให้หมด แต่อีกใจก็รู้ว่ามันเป็นความทรงจำที่มีความสุข เธอลากร่างกายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปขึ้นไปที่ห้องนอน และก็เห็นนาโกะนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ปลายเตียง
“อ้าว ซากุระจัง กลับมาแล้วหรอ” นาโกะส่งยิ้มสดใสให้เพื่อนของเธอ “เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย”
ซากุระโผเข้ากอดเพื่อนของเธอแล้วเริ่มร้องไห้
“เป็นอะไรไปซากุระจัง” นาโกะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ตั้งแต่รู้จักกันมา ซากุระไม่เคยร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน
“นาโกะจัง” ซากุระพูดพร้อมร้องไห้ไปด้วย “ช่วยฟังฉันหน่อยได้ไหม?”
“อื้อ ได้สิ” นาโกะกอดอีกคนเอาไว้ “ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ฉันจะรับฟังมันเองนะซากุระจัง”
.
.
.
TBC


SHARE
Written in this book
#หมดแก้ว
Love is just like a song
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments