ฝัน ร้าย ร้าย

ฉัน...นักศึกษาวิชาชีพครู ‘เล็ก ๆ’ คนหนึ่ง 
ฉันเห็นตัวเองเดินลัดเลาะเข้าไปในป่ามีถนนแคบ ๆ เป็นทางพอได้เดินสะดวก สองข้างทางรกครึ้ม หนาแน่นไปด้วยต้นหญ้าที่ผลิดอกพลิ้วไปมายามต้องลม ฉันค่อย ๆ ยื่นมือแหวกพงหญ้าออกและมองเห็นโรงเรียนเล็ก ๆ ซ่อนอยู่หลังป่าดอกหญ้านี้

“สวบ สวบ..” ป่าเงียบจนฉันได้ยินเสียงก้าวเท้าของตัวเอง ฉันสงสัยว่านี่คือโรงเรียนที่ฉันตั้งใจมาอาสาหรือเปล่า ทำไมช่างเงียบเหมือนไร้ผู้คนเช่นนี้

พอเดินมาถึง ฉันก็สำรวจรอบ ๆ โรงเรียน ที่นี่แทบจะเรียกว่าโรงเรียนไม่ได้ เพราะมีแค่เพิงหมาแหงนที่มีคนมาสร้างไว้ แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าที่นี่คือโรงเรียนคือใต้เพิงหมาแหงนนั้นมีกระดานดำและชอล์กหัก ๆ จับฝุ่นอยู่ ๒-๓ แท่ง

เงียบ เงียบเกินไปแล้ว แม้จะพกจิตใจที่ตั้งมั่นในอุดมการณ์มาแค่ไหน แต่ก็อดที่จะหวั่น ๆ ไม่ได้ ฉันยอมรับเลยว่าตอนนี้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกพุ่งขึ้นมาตามไขสันหลัง ความกลัวแล่นเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้ สองเท้าหมุนตัวหันหลังกลับ และฉันได้เจอเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งยืนจ้องฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่มันก็หายไปเพราะมีภาพเด็ก ๆ ที่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ 5 คน วิ่งมากอดฉัน และบอกว่าดีใจที่ครูมาที่นี่สักที พวกเรารอมานานมากแล้ว

ผ่านไปหลายวัน ชีวิตของฉันกับสถานที่ ๆ ไม่รู้จักนี้กลับกลายเป็นชีวิตอย่างที่เคยวาดไว้ ตื่นเช้าตรู่มาออกกำลังกาย ทำอาหาร เดินไปโรงเรียนพร้อมกับเด็ก ๆ ที่มารออยู่หน้าเพิงพัก เช้าถึงกลางวันสอนภาษาไทย สอนบวกลบเลข ตอนบ่ายพาทดลองวิทยาศาสตร์ ทำงานประดิษฐ์ และตอนเย็นนักเรียนพาไปเรียนรู้ชุมชน ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของฉัน มีธรรมชาติ และเด็ก ๆ รายล้อม ไม่มีเรื่องอะไรให้คิดมาก ฉันคิดว่าที่นี่จะเป็นที่ ๆ ฉันจะเลือกมาสอนหลังเรียนจบ และจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไป

แต่แล้วภาพฝันของฉันก็เริ่มร้าว เมื่อในวันหนึ่งฉันพบนักเรียนของฉันกำลังยื่นยาเสพติดให้ใครคนหนึ่ง ฉันกลับมาที่โรงเรียนและสอนเรื่องภัยของยาเสพติด เผื่อว่าเขาจะรู้สึกตัวและคิดได้ แต่เด็ก ๆ ทั้ง 5 คน ลุกขึ้นและบอกฉันว่า ‘พวกเรารักครูมาก ครูอย่ามายุ่งกับเรื่องนี้เลยนะคะ เราไม่อยากให้ครูหายไป’
ฉันพยายามที่จะพูดคุยกับพวกเขาถึงความร้ายแรงของการไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะรับฟัง ทั้งที่ตอนฉันสอนวิชาต่าง ๆ เขาเปิดรับทุกอย่าง และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เป็นอย่างมาก
‘ครูต้องบอกผู้ปกครองพวกเธอนะ เราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข’
‘อย่าเลยครับครู ผมขอร้อง อย่าไปพูดเรื่องนี้กับใครเลยนะครับ’ เสียงขอร้องดังมาจากเด็กชายคนหนึ่ง ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว เด็กอย่างไรก็ต้องกลัวผู้ปกครอง
‘ถ้าอย่างนั้นเราต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ครูสัญญาว่าจะไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้’
‘ไม่ได้หรอกครับ ทุกคนในหมู่บ้านรู้กันทั้งนั้น ที่พวกเราห้ามครูเพราะไม่อยากให้ครูโดนฆ่า ทุกคนที่หมู่บ้านดีใจที่มีครู และเคารพครูทั้งนั้น เพราะครูมาสอนพวกเรา แต่ถ้าครูยุ่งกับเรื่องนี้เมื่อไหร่ เขาก็พร้อมที่จะฆ่าครูทันที’
‘พวกเรารักครูมากนะคะ แต่ถ้าครูยังไม่พูดถึงเรื่องนี้พวกเราก็เป็นเหมือนทุกคนที่พร้อมจะฆ่าครูทันที’ เด็กสาวพูดทั้งน้ำตานองหน้า ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ตกใจ กลัว เศร้า หรือโกรธ แต่คิดได้ว่าควรใจเย็น ๆ และค่อย ๆ สอนเขาไปทีละนิดจะดีกว่า

...เช้ามืดของวันที่ภาพฝันของฉันพังทลาย ฉันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่หน้าที่พัก พอออกมาดู ฉันพบกับนักเรียนทั้ง 5 คน พวกเขามองฉันด้วยสายตาผิดหวัง
‘ครูแจ้งตำรวจทำไม ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรครูเลย พวกเรารักครูขนาดนี้ ครูยังทำได้’
ฉันพยายามจะปฏิเสธแต่ชาวบ้านก็มาจับตัวฉันไว้ พวกเขาปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ และใช้ปืนกราดยิงไปทั่ว เจ้าหน้าที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
‘ครูอยู่นี่แหละ ไม่งั้นชาวบ้านฆ่าครูแน่’ เด็กผู้หญิงตัวน้อยอายุ 8 ขวบบอกกับฉันหลังพาฉันมาหลบในที่ ๆ หนึ่ง แล้วเธอก็วิ่งไปสาดกระสุนใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อ

ฉันมองไปที่นักเรียนของฉันที่ยืนถือปืนอยู่กลางที่ ๆ ฉันเรียกว่าสนามรบ เด็กตัวเท่านี้แต่กลับกล้าใช้ปืนสังหารผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โดยที่ไม่มีแววแห่งความตื่นกลัวเลยสักนิด แววตาแบบนั้นที่ฉันเรียกมันว่าเป็นแววตาของปิศาจกลับมาอยู่บนใบหน้าของเด็กน้อยน่ารักของฉันได้อย่างไร และในขณะที่เจ้าหน้าที่ค่อย ๆ ล้มตายไปเรื่อย ๆ เท้าของฉันก็เดินออกมาจากที่กำบัง มือกระชับปืนที่เก็บได้ มองไปที่จุดหมายอย่างเลื่อนลอย

‘ปัง’ เสียงปืนนัดที่หยุดทุกสายตาที่กำลังเมามันในกลิ่นเลือดให้มองมา มองมาที่มือของฉันที่ลั่นไก ส่งกระสุนมรณะไปเจาะที่หน้าอกด้านซ้ายของนักเรียนคนหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันเห็นมุมปากของตัวเองกำลังยกขึ้นด้วยความสะใจ

.......................................................

จะโกรธไหม ถ้าฉันจะบอกว่าหลังจากนั้นฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมการหอบหายใจที่รุนแรง ใจฉันยังสั่นกับเสียงปืน และยังตกใจกับใบหน้าพึงพอใจหลังจากลั่นไกใส่นักเรียนของตัวเองไม่หาย เป็นความฝันของฉันจริง ๆ ค่ะ ไม่รู้ว่าคิดอะไรมากมายจึงเก็บไปฝันเป็นเรื่องราวได้ขนาดนั้น แต่เมื่อหายจากอาการเหนื่อยหลังฝัน ฉันก็มานอนคิดต่อว่าในฝันเมื่อสักครู่มันให้อะไรบ้างไหมนะ

ฉันได้คิดว่า..แม้สิ่งที่เรารู้และพยายามจะทำนั้นมันจะดีแค่ไหน แต่การที่จะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนนั้นมันยากเหลือเกิน เราอย่านำความไฟแรงของตัวเองไปรีบเปลี่ยนแปลงอะไรในที่ ๆ สถานที่ บุคคล และสิ่งแวดล้อมยังไม่พร้อมเลย สุภาษิต ‘ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม’ ยังใช้ได้เสมอค่ะ อีกเรื่องที่ได้คิดคือเราเป็นผู้หญิงถึงแม้จะคิดว่าตัวเองแกร่งแค่ไหน แต่สุดท้ายอันตรายก็รายล้อมอยู่ตลอด ที่เถียงแม่หัวชนฝาเรื่องจะไปสอนที่ชายแดนนั้น สงสัยต้องทบทวนใหม่อีกรอบค่ะ (แต่ยังไม่ให้แม่ชนะหรอกนะ ฮ่าๆ)

และเรื่องที่สำคัญที่ฉันขบคิดจนตอนนี้ว่า หากในความเป็นจริงแล้วถ้าความผูกพันทางใจสวนทางกับความถูกต้องแล้วฉันจะทำอย่างไร ถ้าตอบให้ดูเป็นคนหนักแน่นคงตอบความถูกต้องแน่นอนอยู่แล้ว แต่จะมีกี่คนกันนะที่เหตุผลจะชนะความรู้สึก เช่น นักเรียนที่ดีของฉันไปทำความผิดร้ายแรงมา แต่ทำเพราะมีความจำเป็น ฉันจะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการส่งเขาให้ตำรวจหรือเปล่านะ หรือฉันจะคอยกางปีกคุ้มกันเขา แต่จะคุ้มกันได้แค่ไหน ฉันจะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่ หรือฉันจะเป็นคนที่ใจแข็งพอที่จะทำเรื่องที่ถูกต้องโดยเอาความรู้สึกของคนอื่นและตัวเองไว้ข้างหลังไหมนะ

ทุกวันนี้ฉันเป็นนักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอน ได้พบเจอเรื่องราวมากมายทั้งในและนอกรั้วโรงเรียนทำให้เห็นว่ามีนักเรียนมากมายที่รอความช่วยเหลือทั้งทางกาย และทางใจ แน่นอนว่าทุกคนรู้ว่าต้นสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ คืออะไร ใช่แล้วค่ะ ‘ครอบครัว’ ครูอย่างเราจึงไม่สามารถตามแก้ปัญหาของเด็กได้ทั้งหมด เสี้ยวเดียวยังยากเลยค่ะ ไม่ใช่เพราะครูไม่พยายาม แต่หลายอย่างมันอยู่นอกเหนือสิ่งที่ครูจะทำได้ แต่ก่อนฉันคิดมาตลอดว่าฉันจะทุ่มทุกอย่างเพื่อคุ้มครองสิทธิของนักเรียน แต่เมื่อได้เข้ามาสู่ระบบความเป็นจริงแล้วครูอย่างเราทำอะไรอย่างนั้นได้ไม่มากเลย หากคิดดูดี ๆ แล้ว การยิงเด็กของฉันที่เป็นครูที่อยู่ในฝันนั้นก็คงเปรียบได้กับการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นของครู แต่ก่อนฉันไม่เข้าใจว่าเมื่อมีปัญหาอย่างนี้ แล้วทำไมเราถึงไม่แก้อย่างนี้ ทั้งที่วิธีการแก้ไขก็ดูง่ายนิดเดียว แต่วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่าหากเรื่องเหล่านั้น ‘ผู้ใหญ่’ เขาไม่ได้เห็นว่าสำคัญหรือเขาจงใจที่จะไม่แก้ไขอยู่แล้ว ครูตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะทำอะไรได้ เมื่อคนตัวใหญ่บอกว่า ‘แกล้งทำเป็นไม่เห็นบ้างก็ได้’

จากนั้นฉันจึงมาคิดว่าแล้วอะไรที่ครูตัวเล็ก ๆ จะทำได้บ้าง ฉันให้คำตอบตัวเองว่าคงเป็นการตั้งใจให้ความรู้นักเรียน นอกห้องเป็นอย่างไรเอาไว้ก่อน แต่ในห้องเขาทุกคนต้องมีสิทธิมีเสียง เสียงของทุกคนฉันต้องเคารพ และรับฟัง

พอมองมาถึงจุดนี้ ฉันได้พบว่ายิ่งโตมากขึ้นเท่าไหร่อุดมการณ์ของฉันยิ่งแคบลงแปรผันตรงกับระบบ ตอนนี้ฉันคิดแค่ว่าไม่ต้องถึงจะไปแก้ปัญหาให้นักเรียนหรอก แค่ไม่ละเลย และให้เขามีตัวตนในตอนที่อยู่กับเรา อยู่ที่อื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้แต่ตอนอยู่ในห้องเรียนฉันพวกเขาจะต้องสำคัญที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีบาดแผลตรงไหนบ้าง บาดแผลเหล่านั้นเกิดจากใคร และเกิดจากอะไร ฉันคิดเสมอว่าครูไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะไปเยียวยาบาดแผลของใครได้ แต่ที่ครูต้องพยายามให้มากที่สุดคือการไม่ไปสร้างบาดแผลเพิ่มในหัวใจของนักเรียนเป็นอันขาด
                                                                                              บันทึกความฝัน
                                                                                           6 พฤศจิกายน 2562


SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments

Pimchan
2 days ago
ขออนุญาตเเชร์ได้ไหมคะ ชอบมากเเละทำให้คิดตามเลยค่ะ ป.ล.ตอนนี้เป็นนักศึกษาวิชาชีพครู (ภาษาไทย) เหมือนกันเลยค่ะ
Reply