แค่สนใจ - ชอบจริงจัง - หรือเป็นความรัก
ปล.ไม่อาจบอกว่านี่คือวิธีคิดที่ถูกต้องที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ฉันเข้าใจเกี่ยวกับความรักเท่าที่กะลาหัวใบน้อยๆนี้จะรู้
.
.
แต่ก็เช่นกัน...คำว่ารักคือคำแรกที่คุณตัดออกไปก่อนได้เลย...รักแรกพบ รักไม่ต้องการเวลาไม่ได้มีอยู่ในโลกความเป็นจริง
.
.
เรามาพูดถึงคำถัดมากันดีกว่า...ดรอปลงมานิดนึง
คำว่า "ชอบ"...คุณพูดได้ไหมว่าเวลาคุณเข้าไปจีบใครนั่นเพราะคุณชอบคนคนนั้น
.
.
ผมอยากเสนอว่า...ก็ไม่เช่นกัน
ด้วยธรรมชาติของจิตวิทยามนุษย์
เราทุกคนเหมือนมีกำแพงทางจิตใจกั้นเป็นชั้นๆซ้อนลึกเข้าไปเรื่อยๆเหมือนหัวหอม...กำแพงของความสบายใจที่คอยคัดกรองคนสนิท คนใกล้ชิดออกจากคนแปลกหน้า...

นี่คือเรื่องของ intimacy
นี่คือเรื่องของ trust
.
.
จากกลไกตรงนี้ทำให้คนสองคนที่กำลังจีบกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไปจีบเขาก่อนหรือถูกจีบ (ใช้คำว่า #คนคุย ก็ได้นะ) จะมีกำแพงล่องหนที่ขวางกั้นไว้อยู่

ซึ่งเคล็ดลับทำลายกำแพงเข้าไปนี้ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา...

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่สามารถพูดได้ด้วยซ้ำว่าคุณชอบอีกฝ่าย เพราะกลไกการป้องกันตัวจะทำให้เราเกิดการสงวนท่าทีบางอย่างจนกำบังตัวตนที่แท้จริงให้อีกฝ่ายได้รับรู้

ฝ่ายจีบ---make ตัวเอง สร้างภาพให้เป็นแบบที่คิดว่าอีกฝ่ายจะชอบ

ฝ่ายโดนจีบ---มีการระแวดระวังตัวไม่เผยตัวตนมากไปจนกว่าจะรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ
.
.
เราจะพูดได้อย่างไรว่าคนจีบกันนั้นชอบพอกัน
เราไม่สามารถชอบพอในสิ่งที่เราก็ยังไม่รู้หรือมั่นใจจริงๆได้หรอก...นั่นมันความหลง นั่นคือจินตนาการที่เราคิดว่าอีกฝ่ายเป็นทั้งๆที่ความจริงอาจจะไม่ใช่
.
จากความชอบเลยต้องเปลี่ยนเป็นความสนใจ
ความชอบ--->ความสนใจ
.
.
คำนี้แหละที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่กำลังจีบกัน
เราประเมิณภาพรวมของทุกอย่างด้วยความรู้สึกไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา บุคคลิก ทัศนคติ แวดวงสังคม ความชอบความถนัด ความเป็นไปได้ที่จะสานต่อความสัมพันธ์
.
.
เรากำลังสนใจในตัวอีกฝ่าย
และถ้าคนที่เราจีบสนใจตัวเรากลับ
เราจึงได้ผ่านไปด่านต่อไป
.
.
ความยากของการจีบกันก็คทอมันมีแรง 2 แรงที่ทำงานต้านกันอยู่ตลอดเวลา

หนึ่ง แรงที่ผลักออก คือความกลัว ความไม่ไว้ใจ
สอง ความสนใจในตัวอีกฝ่าย
.
.
ความยากตรงนี้นักจิตวิทยาตั้งชื่อให้มันว่า
vulnerability...หรือความสามารถที่จะกล้าเปิดเปลือยตนเองเพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นตัวตนที่จริงแท้
.
.
สัญชาติญานดิบดั้งเดิมของมนุษย์นั้นต้องการการยอมรับจากฝูงเหมือนสัตว์สังคมชนิดอื่นๆ
การถูกปฎิเสธ (rejection) เป็นอะไรที่ทำให้เราเจ็บปวดทางใจได้อย่างรุนแรงมาก
.
.
การเผยธาตุแท้ของเราให้อีกฝ่ายได้รับรู้จึงเป็นอะไรที่ทำให้ใจเต้นต๊มๆต่อมๆได้ไม่น้อย
.
.
มันมีความเสี่ยงว่าถ้าอีกฝ่ายพบว่าเมื่อลอกความน่าสนใจนั้นออกแล้วพบกับตัวตนที่จริงแท้ภายในแล้วเราจะยังสนใจเขาต่อไปอยู่หรือเปล่า
.
.
ถ้าเรายังสนใจและรับได้กับธาตุแท้ของอีกฝ่ายที่ใช้ vulnerability กัดฟันฝ่ามา เมื่อนั้นเราถึงจะเรียกได้ว่าเราชอบอีกฝ่ายจริงๆ อย่างน้อยก็ในแง่มุมที่เรายอมเผยออกมา
.
.
.
การศึกษาดูใจจึงเป็นขั้นตอนที่ stressful อยู่ไม่น้อยและถ้าหากทั้งคู่โชคดีมากพอ
หากทั้งคู่ค่อยๆลอกเปลือกของตัวเองออกแต่ละชั้นๆผลัดกันเผยด้านที่แท้ที่อาจไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละคนจนลึกมากพอ...เมื่อทั้งคู่รู้สึก connect กันในระดับจิตวิญญานว่าคงยากที่จะหาใครอื่นที่ยอมรับในตัวเราได้ขนาดนี้...คนที่รู้จักเราทั้งด้านที่ร้ายดีแต่ก็ยังยอมรับเราได้และไม่หนีไปไหน
.
.
เราอาจไม่ได้ชอบบางลักษณะในตัวอีกฝ่าย
แต่เราโอบรับเขาในทุกๆชั้นของตัวตนที่ลอกเปิดเผยได้ทั้งหมด
.
.
.
นั่นถึงจะเรียกว่าความรัก
ไม่ได้ชอบทั้งหมด...แถมมีที่เกลียด
แต่ก็รับได้...เข้าใจทุกอย่าง
นั่นแหละที่เรากล้าพอจะใช้คำว่ารัก
.
.
การพบเจอกันพูดคุยถูกคอกันมากในช่วงแรกๆไม่กี่วันจึงไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าสุดท้ายทั้งคู่จะได้มารักกัน
.
.
อย่างที่บอกไว้ในย่อหน้าแรก
ใช่, ผมกำลังพูดถึงเรื่องของความรัก
แต่ความรักนั้นไม่เคยหยุดนิ่งและเติบโตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
.
.
ความสนใจ-ความชอบ-ความรักจึงไม่ใช่สิ่งที่มั่นคงหนักแน่นชั่วนิรันดร์...ผู้คนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

จากคนที่ไม่รักวันหนึ่งอาจรักกันก็ได้
จากคนที่รักกันมากวันหนึ่งอาจกลายเป็นเหมือนวลี sometime when people grow..they grow apart
.
.
ความรักคือสิ่งสุดท้ายบนโลกที่เราอยากมีไว้ให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ได้เหงาเปล่าเปลี่ยวเกินไป...ยังมีใครซักคนที่เรารู้สึกเชื่อมโยงลึกซึ้งถึงแก่นในจิตวิญญาน

เราอยากให้มันเป็นตัวแทนความมั่นคง
เราอยากให้ใครคนนั้นเป็นเหมือนบ้านที่เรากลับไปหาได้เสมอ

แต่ก็อย่างที่พยายามเล่ามาทั้งหมด
ความรักไม่อาจคงที่เป็นนิรันด์เหมือนที่เราอยากให้เป็น

เรามองไปยังคู่ชายหญิงชราที่เดินจูงมือกันแล้วนึกอิ่มเอิบในหัวใจ....นั่นคือรักแท้อย่างที่เราไม่กล้าปฎิเสธ แต่ก็เชื่อได้เลยว่าใช่ว่ามันไม่ผันเปลี่ยนเลยนับตั้งแต่วันแรกที่เขาสองคนพบกัน

ความรักก่อตัว เติบโต และงอกงาม
ผมก็อยากจบบทความสวยๆแบบนั้น
แต่รักเองก็เหมือนสิ่งอื่นๆในชีวิต
บางครั้งมันก็เหนี่ยวรัด สลายล้าง ถล่มทลาย

นับตั้งแต่วันแรกที่สายตาสองคู่ได้สบกัน
มันจะยาวนานได้แค่ไหนใครเล่าจะรู้
เราทำได้เพียงก็แต่จดจำช่วงเวลาดีๆเอาไว้
แล้วทุกสิ่งก็จะผ่านไป...แม้อยากจะหยุดเวลาตอนนั้นไว้ซักแค่ไหนก็ตาม
.
.
---
ต่อไปเป็นส่วนของฮาวทูในเชิงทัศคติที่ควรมีเวลาจีบใคร (เขียนให้ตัวเองอ่านชัดๆ)
---
หนึ่ง อย่ามองว่าเป็นความเสี่ยงที่เราจะอกหัก...คุณยังไม่ทันรักอีกฝ่ายได้ขนาดนั้นหรอกถ้าคุณยังไม่มโนบิ้วตัวเองให้ลุ่มหลงไปขนาดนั้น...คุณเริ่มจากความสนใจ คุณก็ลองดูว่าและตัวตนเค้าจริงๆมันใช่แบบที่คุณต้องการหรือเปล่า แทนที่จะโฟกัสไปที่การทำให้อีกฝ่ายประทับใจเปลี่ยนเป็นโฟกัสที่การสังเกตว่าตัวเขาเองใช่แบบที่เราชอบจริงๆหรือเปล่า..ตัวอย่างเช่นืถ้าเดทกันครั้งแรก ลองเปลี่ยนความประหม่าที่เกิดจากความกลัวที่จะถูกตัดสินจากอีกฝ่าย เป็นทำตัวสบายๆ แล้วเป็นฝ่ายตัดสินดูบ้างว่าเขาใช่แบบที่เราคิดว่าชอบตั้งแต่แรกมั๊ย
---
สอง อย่าทำให้การเดินทางของความรักเป็นโจทย์ปลายปิด...อย่าไปคาดหวังไปตอนสุดท้ายว่าจะต้องลงเอยได้คบเป็นคนรักกันเท่านั้น...คุณเองไม่ใช่ว่าจะเอาใครก็ได้มาเป็นคนรักถูกไหมครับ...แน่นอนว่ากับเรื่องงานเรื่องเป้าหมายเราทำเพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ แต่กับเรื่องความรักลองเปลี่ยนเป็น...เราใช้เวลาตรงนี้เพื่อการศึกษาทำความเข้าใจอีกฝ่ายและเข้าใจตนเอง...เราอาจจะคุยกับใครคนหนึ่งที่ดูเหมือนโอเครในตอนแรกแล้วมาไม่โอเครตอนผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วก็ได้...อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะไม่มีใครหรอกอยากผิดหวัง ที่ผ่านมาเราทำดีที่สุดแล้ว เราอาจเคยคิดว่าเขาใช่แต่สุดท้ายอาจไม่ใช่....หากมีทัศนคติแบบนี้สิ่งที่คุณจะได้แน่ๆคือคุณจะเจ็บปวดจากความผิดหวังน้อยลงมาก คุณจะสามารถเริ่มต้นเพื่อศึกษาคนใหม่ครั้งต่อไปโดยไม่ต้องมีแผลใจอะไร...เพราะคุณตั้งความหวังอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เป็นปลายเปิดรอการค้นหา...หากไม่ได้ไปต่ออย่าเสียกำลังใจแต่คุณจะได้เรียนรู้สัจธรรมของความรัก ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าชอบคนแบบไหน และกับการศึกษาดูใจครั้งต่อไปๆ คุณก็จะทำได้ดีมากขึ้นด้วย
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 2 เดือนแล้ว)

Comments