กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ที่เริ่มแบบนี้เพราะอยากจบว่ามีความสุขตลอดกาล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ที่เริ่มแบบนี้เพราะอยากจบว่ามีความสุขตลอดกาล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... ในดินแดนประหลาดที่ต้นไม้ผลิดอกออกผลเป็นสัตว์

มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง กิ่งก้านสาขาแผ่กระจายเป็นวงกว้างใหญ่คล้ายร่ม

เพราะเหมือนร่ม จึงบังทั้งแดด ทั้งฝน เป็นที่พึ่งพิงให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่

ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นตกหลุมรักดอกไม้ดอกหนึ่ง

ดอกไม้นั้นคือดอกกุหลาบ มีหนามแหลม ทิ่มแทง อาจทำร้ายใครก็ตามที่อยู่โดยรอบ แต่ต้นไม้ใหญ่หาได้แคร์ไม่

ดอกกุหลาบเห็นว่าต้นไม้ใหญ่นั้นพึ่งพาได้ คอยบังฝนไม่ให้ท่วมตนจนจมน้ำ และคอยบังแดดไม่ให้แผดเผาใบของตนจนไหม้เกรียม จึงตกลงใช้ชีวิตคู่กัน

แม้ความรู้สึกของดอกกุหลาบต่อต้นไม้ใหญ่จะเป็นปริศนา ไม่ว่าจะเด็ดกลีบดอกไม้เสี่ยงทายสักกี่ดอกก็ไม่มีทางล่วงรู้ แต่ทั้งต้นไม้ใหญ่และดอกกุหลาบก็ร่วมผลิดอกออกผล ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาหนึ่งอย่าง

เม่น ตัวกลม มีหนามแหลมทิ่มแทงต้นไม้ใหญ่ไม่ต่างจากกุหลาบผู้เป็นแม่

ต้นไม้ใหญ่ให้ที่พึ่งพิงทั้งกุหลาบและลูกเม่น แม้จะโดนหนามแหลมทิ่มแทง

ไม่มีใครทราบว่าต้นไม้ใหญ่มีความสุขหรือไม่ เพราะดอกกุหลาบก็ไม่เคยถาม และต้นไม้ใหญ่ไม่เคยบอกใคร

ต้นไม้ใหญ่เพียงให้ที่พึ่งพิง ให้สมกับเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด

ถ้าจบเพียงเท่านี้ ชีวิตของต้นไม้ใหญ่ กุหลาบ และลูกเม่น ก็ดูสงบสุขดี

แต่อย่าลืม อย่าลืมว่านี่คือนิทาน คือเรื่องเล่า ที่ต้องมีเรื่องราวให้ทุกข์ตรมขมใจเกิดขึ้น

เพราะเป็นอย่างนั้น จึงมีพายุลูกใหญ่พัดเข้ามาถล่มต้นไม้ใหญ่ ให้ใบจากกิ่งก้านหลุดร่วง ปลิดปลิว ไม่อาจบังแดดบังฝนได้อีกต่อไป

เมื่อต้นไม้ขาดใบ ก็ย่อมเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้

เหล่าสัตว์น้อยใหญ่โยกย้ายถิ่นฐาน

กุหลาบที่ไม่เคยเปิดเผยความรู้สึกก็กลับยิ่งใช้หนามทิ่มแทง

ต้นไม้ใหญ่ที่ขาดใบ ไม่แข็งแรง เริ่มได้รับพิษที่แฝงในหนามแหลมของกุหลาบ

พิษนั้นทำให้ต้นไม้ใหญ่โกรธ โกรธที่กุหลาบไม่เคยแสดงความรัก ไม่เคยช่วยต่อต้านพายุนั้นไม่ว่า แต่ไม่เคยให้กำลังใจใดเลย

ความโกรธทำให้ลำต้นของต้นไม้ใหญ่งอกหนามออกมา เป็นหนามแหลมขนาดใหญ่กว่าหนามกุหลาบถึงร้อยเท่าพันเท่า

งอกออกมา ทิ่มแทงออกมา ทำร้าย ทำร้ายทั้งกุหลาบและลูกเม่น

เมื่อเป็นเช่นนั้น กุหลาบโกรธมาก จึงบอกลูกเม่นให้โกรธพ่อ ไม่ต่างจากที่ตนโกรธ

ลูกเม่นที่ยังเป็นเพียงลูก เพียงเด็ก เพียงสิ่งมีชีวิตเยาว์วัยและขลาดเขลา รับรู้ความเจ็บปวดได้ชัดกว่าความรัก จึงเชื่อแม่กุหลาบอย่างไม่มีข้อกังขาใด

ลูกเม่นทั้งโกรธ และเกลียดพ่อ

แล้วลูกเม่นและกุหลาบก็จากต้นไม้ใหญ่ไป

ถ้านี่เป็นนิทานทั่วไป ที่เริ่มต้นด้วยกาลครั้งหนึ่ง และจบด้วยคำว่ามีความสุขตลอดกาล

เมื่อต้นไม้ใหญ่เห็นเช่นนั้นและรู้สึกผิด อยากให้ทั้งกุหลาบและลูกเม่นกลับมา

ต้นไม้ใหญ่จะปรับปรุงตัวให้ดี ขจัดหนามแหลมออกจากลำต้น และพยายามอย่างหนักเพื่อให้กิ่งก้านงอกใบออกมาใหม่

ต้นไม้ใหญ่จะพยายามยามส่งข่าวผ่านผีเสื้อและผึ้งน้อยๆ ไปให้ลูกเม่นและกุหลาบฟังอยู่เสมอว่าเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งลูกเม่นและกุหลาบก็จะเข้าใจ และกลับมาอยู่เป็นครอบครัวดังเดิม

ครอบครัวที่กระทบกระทั่งกันเล็กๆ น้อยๆ เป็นปกติ เหมือนดั่งหนามแหลมเล็กๆ ของกุหลาบที่ทิ่มแทง แต่ก็อยู่ด้วยกันได้

แต่นี่ไม่ใช่นิทานแบบนั้น

ความเสียใจ ความห่วงใย ความรัก ความรู้สึกผิด ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว ความพยายามในการปรับปรุงตัวของต้นไม้ใหญ่ ไม่อาจทะลุผ่านหนามแหลมบนหลังของลูกเม่น และไม่อาจทะลุทะลวงสู่ความรู้สึกภายใต้กลีบชั้นในสุดอันลึกลับของกุหลาบ

แม้ลูกเม่นเติบโต แต่หนามแหลมก็ยังคงอยู่บนหลัง พร้อมทิ่มแทงคนรอบข้าง

หนามแหลมที่ชื่อว่า ‘อคติ’

และแม่กุหลาบนั้นเองที่คอยเหลาให้หนามของเม่นแหลมโดยไม่รู้ตัว

สุดท้าย ต้นไม้ใหญ่ก็แก่ตัว และเหนื่อย และเหงา และโดดเดี่ยว และป่วย

และตาย

ใช่ ตาย ความตายเป็นอะไรที่เกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน

เมื่อเม่นรู้ข่าวจากผีเสื้อตัวเดิม หนามแหลมที่อยู่บนหลัง...ก็ยังคงอยู่ที่เดิม

หนามแหลมยังคงอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งพายุพัดพาตัวมันเข้าไปยังใจกลาง

เป็นพายุลูกเดียวกันกับที่พ่อของตนเคยเผชิญ

ผู้แต่งนิทานไม่แน่ใจว่าควรเรียกชื่อพายุนี้ว่าอะไร

แต่ถ้าให้ตั้งชื่อ อาจตั้งได้ว่า “การเติบโต”

การเติบโตคือพายุ การเติบโตคือความเจ็บปวด ถ้าหากลงความเห็นได้เช่นนั้น พายุก็คงมีชื่อนั้น

เมื่อเม่นถูกพัดเข้าไปในตาของพายุ ใจกลางของความเจ็บปวด หนามแหลมที่หลังก็ค่อยๆ หลุดออก

ทีละเส้น ทีละเส้น

เหมือนอคติที่ค่อยๆ ทลายลงทีละข้อ ทีละข้อ

และเมื่อเม่นตาสว่างถึงที่สุด เมื่อถอยออกมาจากความอคติ เมื่อมองเห็นภาพรวมของทั้งหมด ความเจ็บปวดถาโถม ดังหนามแหลมที่สลัดหลุดออกไปย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง

เม่นได้แต่ร้องไห้ และหวนคิดถึงต้นไม้ใหญ่

แม่กุหลาบเองก็ร้องไห้ แต่ก็ยังเป็นความลึกลับยากจะหยั่งว่าแม่กุหลาบรู้สึกและคิดเช่นไรกันแน่

ที่เม่นรู้แน่ชัดมีเพียงความรู้สึกของตนเองเท่านั้น

ทั้งรู้สึกผิด รู้สึกโง่เขลา รู้สึกเสียใจ รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกทรมาน รู้สึก รู้สึก รู้สึก และรู้สึก

เม่นไร้หนามจมกับความรู้สึกอยู่เช่นนั้น และไม่อาจหวนคืนไปแก้ไขอะไรได้เลย

ระหว่างนั้น ผีเสื้อตัวเดิมบนมากระซิบที่ข้างหูของเม่นที่กำลังร้องไห้

กระซิบ เป็นคำสอนของนิทานเรื่องนี้

และเป็นคำสอนสุดท้ายจากต้นไม้ใหญ่ในฐานะพ่อ

ว่าให้เรื่องนี้...เป็นบทเรียน



กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... เราทุกคนล้วนเติบโตด้วยความเจ็บปวด


- แด่ ชายที่ใช้ชีวิตอย่างสุดชีวิต -
27 มิ.ย. 2562 
SHARE
Writer
SarochaTara
Loser
Please Don't Find Me.

Comments