FourYears
          สวัสดีครับ ผมคิน เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องที่ผมเคยเล่าไว้เมื่อประมาณปีกว่าๆแล้วครับ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ 4 แล้วครับ ต่อจากครั้งที่แล้วซึ่งเป็นช่วงที่ผมจบปี 2 เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยความสับสน วุ่นวาย เวลาก็ผ่านมาเป็นเวลาพักใหญ่แล้วครับ ตอนนี้ผมอยู่ปี 4 ยังเรียนเกี่ยวกับแอนิเมชั่นอยู่ครับ 
 
          หลังจากคราวที่แล้วก็จะเป็นช่วงที่ผมขึ้นปี 3 ก็ยังคงเป็นปีที่ผมยังคงดึงเกรดเฉลี่ยขึ้นมาไม่ได้ หนำซ้ำ ยังคงตกหนักขึ้น ในช่วงปีสามเทอมแรก วิชาส่วนใหญ่เป็นวิชาที่ผมไม่มีความถนัดเอาซะเลยครับ จะมีก็แค่วิชาเลือกเสรีเพียงตัวเดียวครับ ซึ่งเป็นวิชาที่ในเอกของผมที่ที่ผมเรียนไม่มีใครลงเรียนเลย มีผมไปเรียนเพียงคนเดียวในเอก เรียนร่วมกับเอกอื่นที่เค้าลงวิชานี้เป็นวิชาบังคับ ทำให้เวลาส่วนใหญ่ในชั้นปีนี้ของผม มีความตั้งใจอยากจะเรียนแค่วิชาเดียว ส่วนวิชาอื่นก็เรียนเพื่อให้ผ่านพ้นไป 
          วิชานี้คือวิชา อัลกอริทึ่มครับ เป็นวิชาที่สอนวิธีคิด หลักการต่างๆ ในเชิงของการเขียนโปรแกรมครับ สาเหตุหนึ่งที่ผมเลือกเรียนคือตัวผู้สอน ผมรู้สึกว่าอาจารย์เค้าสามารถดึงส่วนดีที่ผมพอจะมีหลงเหลืออยู่บ้างออกมาได้ บวกกับผมเองมีความสนุกที่จะได้เรียนรู้วิธีการคิดแบบต่างๆ รวมถึงสนุกที่จะได้แก้โจทย์ยากๆด้วยครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวในช่วงเทอมนั้นที่ยังคงทำให้ผมยังอยากตื่นในทุกๆเช้า และเป็นพิเศษในเช้าวันที่เรียนวิชานี้ครับ
          เหมือนทุกอย่างย่อมสร้างความสมดุลครับ ขณะเดียวกันในเทอมนี้มีวิชาบังคับคือ วิชาออกแบบคาร์แรกเตอร์ ผมเองซึ่งเรียนวาดรูปมาไม่กี่ปี บวกกับเดิมทีก็ไม่ได้มี Passion ในขนาดที่มากพอจะเรียนอย่างสนุกสนาน วิชานี้จึงสร้างความทุกข์ให้ผมอย่างมาก เพราะเป็นวิชาที่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เรียนต้องทุ่มเวลากันเกือบทั้งหมดไปที่วิชานี้เพราะงานที่มีสเกลค่อนข้างใหญ่ ตรงส่วนนี้ผมจะพูดในแง่ของคนที่ไม่ได้ชำนาญการวาดรูปแบบผมนะครับ เพราะผมไม่รู้ความรู้สึกของคนที่เก่งวาดรูปว่าเค้าคิดยังไงกับรายวิชานี้ แต่ส่วนตัวผมจำได้ว่ามีอยู่อาทิตย์หนึ่ง ผมใช้เวลาทั้งอาทิตย์ไปกับรายวิชานี้วิชาเดียว และได้คะแนนออกมาในระดับที่ต่ำมาก ผมจึงมองว่าไม่คุ้มค่าเลย กับสิง่ที่ผมทำอยู่ แต่ในอีกรายวิชาหนึ่ง ผมใช้เวลาในการทำการบ้านวิชาอัลกอริทึ่มเพียงคืนเดียว การบ้านวิชาอัลกอริทึ่มของผมจะเป็นแบบที่อาจารย์จะให้โจทย์ไว้ครับ แล้วมีกำหนดส่งเป็นก่อนการสอบกลางภาค ใครทำได้เมื่อไรค่อยมาส่ง การบ้านคืนเดียวของผมผ่านเป็นคนแรกๆของคลาส เทอมนี้ผมเลยมีความรู้สึกว่าถ้าผมไม่โดนวิชาบังคับมาเอาเวลาไป ผมคงจะเก่งกว่านี้ แต่ก็นั้นแหละครับ ผิดที่ผมเองที่ทิ้งสิ่งที่เหมือนเป็นธรรมชาติของผม ลาออกมาตั้งแต่ในตอนแรก มาเลือกเรียนตรงนี้ คงโทษใครไม่ได้ครับ ในช่วงนี้ ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการคาดโทษ เกลียดตัวเอง โทษหลักสูตร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นความผิดผมเองที่อ่านหลักสูตรไม่ดีเอง เลือกอะไรตามอารมณ์ 
          หลังจากจบเทอมหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมมีความรู้สึกว่าผมมีเวลาให้แม่ผมน้อยลงเรื่อยๆ แม่คนที่อยู่กับผมตั้งแต่วันที่ผมเสียใจหนักจากการลาออกในที่แรกเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมกลับพบว่าผมเอาแต่จะหาทางเก่งขึ้น จนลืมหาเวลากลับบ้าน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่มหาลัยครับ แม้บ้านของผมจะใช้เวลาเดินทางจากมหาลัยแค่ประมาณชั่วโมงก็ตาม

          ขึ้นปี 3 เทอมที่ 2 เทอมนี้เป็นเทอมที่เจองานกลุ่มชนิดที่ว่าเกือบทุกรายวิชาเลยก็ว่าได้ นั้นละครับ ความสวยงามของชีวิตบังเกิดครับ ผมเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่ง เพราะผมเป็นคนไม่ชอบเสียงจอแจ ความวุ่นวายของมนุษย์ การจัดการกับเพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลต่างๆ ปีนี้ผมจึงต้องผืนธรรมชาตินิสัยของผมอย่างมาก ในเทอมนี้ กิจกรรมของผมส่วนใหญ่คือการจัดการกับอารมณ์ตัวเองครับ ในการที่จะรับมือกับบุคคลต่างๆที่เข้ามา แรงกดดัน ความคาดหวัง บวกกับเทอมนี้จะต้องหาที่ฝึกงาน ซึ่งการฝึกงานอาจส่งผลถึงการทำงานในอนาคต ทั้งหมดทั้งมวล รวมๆกัน จึงสร้างบทเรียนให้ผมได้มากอยู่ครับ ในเทอมนี้ผมได้คุย ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนที่ไม่เคยคุยกันเลยตั้งแต่ปี 1 นั้นก็เป็นเรื่องดีครับที่เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้น แต่ผมกลับไม่พร้อมที่จะทำงานให้เพื่อนเลยครับ จากเทอมที่แล้ว ผมหมดพลังงานไปกับรายวิชาเดียว โดยได้รับการพัฒนาทักษะที่ไม่ได้เสริมส่วนดีของผมเท่าไรนัก ผมหมดความอยากที่จะเรียนรู้ หมดความอยากที่จะเก่งขึ้น ผมแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ในแบบที่แค่เพื่อดำรงลมหายใจไว้ ผมกินข้าว เหมือนกับอาหารแต่ละมื้อคือภาระที่ต้องทำ ผมไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลยทั้งเทอม ห้องผมจึงมีกลิ่นอับ และขยะ ขวดน้ำ กองอยู่ทั่วห้อง ไปจนถึงเตียงนอน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้าคอม โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ความคิดส่วนใหญ่ของผมคือจะตายแบบใหนให้ทรมาณน้อยที่สุด และสุดท้ายผมพยายามจะทำมันครับ ผมอยากตาย ผมอยากหายไปเงียบๆ ด้วยความคิดที่ว่า ผมหายไปคนนึง จะมีสักกี่คนที่ใส่ใจ บางคนคงจะเสียใจ แต่นั้นก็คงเป็นเวลาไม่นาน สักอาทิตย์ ไม่ก็สักเดือน เค้าก็คงจะลืมกันหมด ในช่วงแรกก็คงมีคนมาแสดงความเสียใจ แต่สุดท้ายก็คงเหลือไม่กี่คน คนคนนั้นก็คงจะเป็นแม่ของผมที่จะต้องเสียใจที่สุด ด้วยสาเหตุเดียวที่ทำให้ผมยังคงพิมพ์เรื่องราวทั้งหมดอยู่ได้ในตอนนี้ นั้นคือแม่ของผม ผมรู้สึกว่าผมยังมีพันธะอยู่ ผมยังต้องดูแลแม่ของผมอยู่ ถ้าผมหายไป แม่คงจะทนไม่ได้แน่ๆ อย่างแย่ที่สุด ผมก็ควรจะตอบแทนบุญคุณของแม่ ดูแลแม่ ด้วยเรื่องของความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่แม่พยายามสอนผมมาตลอด ซึ่งผมเองก็ละเลยไปมากในช่วงเวลานั้น ผมทิ้งงานกลุ่ม ทำเพื่อนลำบาก ด้วยเรื่องทั้งหมด ผมจึงตัดสินใจไปหาหมอ บอกเรื่องทุกอย่างให้แม่ผมฟัง ผมร้องให้ต่อหน้าแม่ของผมอีกครั้งหลังจากที่ผมลาออกจากมหาลัยที่เก่าเมื่อหลายปีก่อน และหลังจากเหตุการณ์ที่ผมเลิกกับแฟน แม่เป็นคนที่อยู่กับผมตลอด ผมไปหาหมอ โดยคนที่พาผมไปคือพ่อ พ่อผมกับผมเรามีความสัมพันธ์ที่แย่กันมาโดยตลอดตั้งแต่ผมจำความได้ ด้วยนิสัยของพ่อที่ไม่ยอมใคร และผมที่ยอมหักไม่ยอมงอ เราจึงไม่ค่อยได้คุยเรื่องส่วนตัวกันเท่าที่ควร ตอนที่ผมบอกหมอว่าผมอยากตาย นั้นเป็นครั้งแรกที่พ่อกอดผมตั้งแต่ที่ผมจำความได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าผมมีปัญหาอะไร เค้ามักจะพูดว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ แต่ครั้งนี้ พ่อผมไม่พูดอะไรเลย หลังจากวันที่หาหมอ แม่ผมเล่าให้ฟังว่า พ่อผมไปพบหมอเพื่อจะหาทางว่าเค้าควรทำยังไงกับผม แม่บอกกับผมว่าถึงพ่อจะเป็นคนอารมณ์รุนแรง และหัวรั้น แต่พ่อเค้าก็รักผม ในตอนนั้นผมเองก็คิดเช่นนั้นอย่างที่แม่ของผมบอก หลังจากนั้น ผมกินยาตามที่หมอสั่งเป็นเวลาหนึ่งเดือน ในเดือนต่อมาผมต้องรีบทำงานอย่างต่อเนื่องจึงไม่มีเวลาไปหาหมออีกเลย ผมทำงานแบบที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม และเทอมนี้เป็นเทอมที่เกรดตกหนักกว่าคราวที่แล้วเป็นเทอมที่เกรดตกหนักที่สุดครับ ก็คงหนักที่สุดจนกว่าเกรดเทอมหน้าจะออกมั้งครับ 5555
          ในช่วงนั้น ผมพูดเรื่องอาการของผมให้เพื่อนสนิทของผมทุกคนฟัง คนส่วนใหญ่ก็รับฟังกันแบบทื่อๆ ไม่ได้รับรู้เรื่องราว หรือเข้าใจสิ่งที่ผมรู้สึก สุดท้ายมีเพื่อนเพียงหนึ่งถึงสองคนแค่นั้น ที่ผมสามารถคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวกใจ ที่หน้าประหลาดใจคือเพื่อนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มที่ผมเจอด้วยทุกวัน ทำงานด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยด้วยทุกวัน นอกจากเพื่อน มีอาจารย์เพียงท่านเดียวที่สังเกตุเห็นความผิดปกติของผม อาจารย์คนนั้นเรียกผมไปคุย ด้วยความเป็นมิตร อาจารย์ถามกับผมคำแรกว่า "เป็นอะไร" ผมเองก็พูดไม่ออก และไม่รู้ว่าจะตอบยังไง จนเค้าถามอีกสามถึงสี่ครัั้ง ผมจึงเริ่มพูด อาจารย์ท่านนี้ผมจะไม่มีวันลืมท่าน ในวันที่ผมเหลือคนที่พูดคุยด้วยได้ในจำนวนที่สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือ ท่านคือหนึ่งในนั้น 
 ในช่วงสงกรานต์ของปีนั้น ผมใช้เวลาทำ Portfolio ส่งที่ฝึกงาน จนในภายหลังผมมาพบว่าพี่ที่รับผมฝึกงานเค้าดูแค่ผ่านๆ บริษัทที่ผมไปฝึกงาน ผมขอไม่พูดชื่อบริษัท แต่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำแอนิเมชันเป็นอันดับต้นๆของประเทศ มีพนักงานเกินหลักร้อยคน ช่วงเวลาที่ผมฝึกงานเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ใช้เวลาฟื้นฟูความรู้สึกต่างๆ บวกกับได้พัฒนาทักษะต่างๆไปด้วย ในการฝึกงานกับที่นี่ ผมเรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับการทำงานเยอะมาก สัมผัสบรรยากาศของสังคมคนทำงานจริง ผมได้ทักษะมามากโข อย่างไรก็ตาม ผมเองกลับได้ข้อสรุปว่า ผมเกิดความไม่แน่ใจว่างานที่ทำอยู่เรามีความรักในตัวงานหรือไม่ ผมไม่ชอบสังคมเมืองเอาซะเลย ไม่ชอบการที่ต้องคอยปั่นหน้ายิ้มในออฟฟิศ แม้ในวันที่เรารู้สึกไม่ดี ก็คงเป็นความอึดอัดธรรมดาและผมคิดว่าผมคงต้องปรับตัวเข้าหาให้ได้มากขึ้นในสักวันหนึ่ง 
หลังจากจบฝึกงาน ผมกับพี่ที่รับผมเข้าฝึกงาน กลับห่างกันเรื่อยๆ คงด้วยเรื่องของเวลา และเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนตัวผมมองเค้าเป็นเหมือนกับไอดอล เป็นคนที่ผมอยากจะเป็นแบบเค้าได้ ด้วยแง่มุมนี้ ในบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ผมเสียใจในแบบที่ผมรู้สึกว่าคงเป็นผมที่คิดมากไปเอง 

          หลังจากจบช่วงของการฝึกงาน เข้าสู่ช่วงที่ผมเรียนปี 4 เป็นช่วงที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำทีสิส และการถามใจตัวเองอีกครั้งว่า ชอบอะไรกันแน่ อยากเป็นคนแบบใหน เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่ผมรู้สึกก่อนออกจากมหาลัยตอนหลายปีก่อน สับสน และไม่รู้จะปรึกษาใคร ผมใช้เวลาอ่านหนังสือ ฟัง podcast พยายามทำสิ่งต่างๆ ลองผิดลองถูก ทำไปเรื่อยๆ เรื่องเรียนผมคาดหวังในตอนนี้ว่า เอาแค่ผ่านไปให้ได้ก่อน นั้นหมายความว่า ทีสิสที่ผมทำอยู่ อาจจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้และไม่ได้มีความหมายอะไรกับตัวผมเลย อาจจะนำไปสมัครงานที่ผมอยากทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิด คนที่จะรู้สึกในเรื่องนี้ รวมถึงรับผิดชอบมัน ก็เป็นผมเองคนเดียว สิ่งหนึ่งที่ผมได้ฟังมาและกำลังพยายามทำอยู่ คือ "การหาแหล่งพลังงานใหม่ให้ชีวิต" ผมพยายามสร้างความอยากเรียนรู้ คุณค่าของงานที่ทำ เพื่อให้มันมีความหมายต่อตัวผม

         ถ้าคุณอ่านถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณมาก เพราะผมคิดว่าน่าจะมีไม่มากนัก ที่จะมีคนอ่านเรื่องราวของเด็กมหาลัยคนหนึ่ง ถ้าคุณเป็นคนที่ผ่านอะไรมามาก อาจจะมีแง่มุมประมาณว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนจะผ่านไปได้ ผมเองก็พยายามคิดและทำให้ได้แบบนั้นครับ แต่ในหลายครั้งผมกลับยิ่งทำ ยิ่งรู้สึกเหมือนดังทุรังไปเรื่อยๆ หาความหมายได้ไม่มากนัก บางจุดผมไม่ได้รู้สึกทุกข์กับมัน แต่ก็ไม่ได้มีความสุขเลยเช่นกันครับ แต่ผมจะพยายามต่อไปครับ

Thanks
 
SHARE
Written in this book
myStory
Writer
Kint
Reader
Just want to read and share

Comments