[รีวิวหนังสือ] มนตร์ทศทิศ

มนตร์ทศทิศ โดย ราตรี อธิษฐาน
ใจพม่ารามัญ เคยว่าเป็นดั่งหินผา
ใช้สองมือกำดาบไว้เพียงเข่นฆ่า
แต่ใจหนอใจ ใจใดเล่า หากลองใช้มีดกรีดออกมา
ก็จักได้รู้ว่ามันเป็นเพียงก้อนเนื้ออ่อน ๆ เท่านั้น 


ย้อนไปเมื่อปีก่อน ตอนเราไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี ทริปปีใหม่ของเราจำเป็นต้องนั่งรถไฟนาน แถมยังเดินทางคนเดียว เหงาไปอีก เราจึงนั่งหานิยายออนไลน์เอาไว้อ่าน เผื่อว่าตัวเองจะ “กิน” อีบุ๊คที่ซื้อมาหมดก่อนถึงปลายทาง
.
หาไปหามาในเว็บเด็กดี เราก็สะดุดกับคำโปรยของเรื่อง “มนตร์ทศทิศ” ตามที่เรายกมาข้างต้น แล้วยังเห็นว่านักเขียนคือเจ้าของงานเขียนเรื่อง “รักษ์” ที่เพื่อนเราคนหนึ่งเคยแนะนำให้อ่าน (แต่ยังไม่ได้อ่านสักที ต้องหาเวลาแล้วแหละ) จึงไม่รอช้า รีบกดถูกใจเอาไว้ทันที 
.
เราอ่านเรื่องนี้ระหว่างนั่งรถไฟแทบจะรวดเดียว แต่ความโชคร้ายก็คือ คุณราตรีฯ ลงไว้เพียงสิบบท!
.
เมื่ออ่านจบตรงนั้น เราอยากกรีดร้องงอแงมาก เพราะมันขาดตอน เชื่อว่าคนที่ติดนิยายอย่างเราคงเคยรู้สึกเช่นเดียวกัน
แว่วมาว่า เป็นเพราะนักเขียนกำลังรีบแก้ไขต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์
รอแล้วรอเล่า เราก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรสักที เลยคิดว่าจะตามล่าหาตัวเล่มฉบับที่คุณราตรีฯ พิมพ์เองครั้งแรก แต่ได้ข่าวว่าราคามือสองยังพุ่งสูงลิบ
เราก็เลยต้องรอต่อไป
 
ระหว่างนั้น เราโอกาสได้อ่านเล่มอื่น ๆ ของนามปากกานี้ คือเรื่อง “เพราะเธอคือสายฝนที่ชื่นฉ่ำ” และ “อยากให้พรุ่งนี้มีฝนพรำ” อย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากนามปากกานี้ คือ เราคิดว่าคุณราตรีตัวจริงต้องน่ารักมากแน่ ๆ เพราะความน่ารักและอบอุ่น มันส่งผ่านสิ่งที่เธอเขียนออกมา แถมยังแอบคิดว่า เธออาจมีมุมขี้เหงาเหมือนเรา เพราะน้ำเสียงในการเขียนมันบอกเช่นนั้น
.
กลับมาที่เรื่อง “มนตร์ทศทิศ” 
เรารอจนได้เล่มจริงมาอ่าน
ได้อ่านในเวลาที่สามารถดื่มด่ำและเพ้อเจ้อกับมันได้เต็มที่โดยไม่มีงานมารบกวน
และมันก็คุ้มค่ากับที่เรารอ
.
หากย้อนไปอีก
ในสมัยม.ปลาย เราได้เรียนเรื่อง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ของสมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
พระมหาอุปราชาในลิลิตนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในมุมที่ไม่ใช่นักรบที่พร้อมออกศึกสักเท่าไร ไม่ว่าจะด้วยการพร่ำพรรณนาคิดถึงเหล่านางสนม เรื่องที่โหรทำนายว่าโชคชะตาของพระองค์ไม่สู้ดีนัก จึงไม่อยากออกรบ หรือลมเวรัมภาที่พัดจนฉัตรหัก เป็นลางร้ายบั่นทอนกำลังใจก็ตาม 
.
ตอนนั้น เราได้แต่คิดว่า ถ้ามีโอกาสอ่านงานที่เขียนจากมุมมองของพระมหาอุปราชาบ้างก็คงจะดี
แล้วเราก็ได้มาเจอเรื่องนี้
.
.
"มนตร์ทศทิศ" เป็นเรื่องราวช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง ไปจนถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองหลังพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต โดยเน้นที่ฝั่งพม่าเป็นส่วนใหญ่
.
ผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวด้วยขนบเดียวกับนิยายย้อนเวลาอื่น ๆ คือ ให้ตัวละครหญิงชื่อ “เอื้องดาวเรียง” ประสบอุบัติเหตุขณะขึ้นไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนในวันฝนตก แล้วตื่นมาอยู่ในร่างของแม่น้อย เด็กหญิงอโยธยาที่กำลังติดตามพี่สาวไปเป็นนางกำนัลในพระเทพกษัตรีที่เมืองหงสาวดี 
.
ผู้เขียนใช้ประโยชน์จากความเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นของแม่น้อยมาเขียนเล่าบรรยากาศของวังกัมโพชธานีและเมืองหงสาวดี ทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านการถามตอบระหว่างเธอกับพี่ชายที่เป็นทหารในพระองค์ดำ
.
เด็กซนอย่างแม่น้อยได้มาเจอกับ “อาโกจีจา” ที่เธอเข้าใจว่าเป็นมหาดเล็กของเจ้าชายเมงจีสวาผู้ไม่เอาไหน แต่สุดท้าย ตามขนบเรื่องแต่งหลาย ๆ เรื่องอีกเช่นกัน อาโกจีจากลับกลายเป็นเจ้าชายเมงจีสวาเสียเอง และยังมีความคิดแยบยลและลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่เอาไหนที่แสดงให้คนอื่นเห็น
.
เจ้าชายเมงจีสวาที่นำเสนอผ่านเรื่องนี้เป็นคนที่มีความสามารถ เด็ดขาด และดุเหมือนเสือ แต่มักไม่ค่อยแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา จึงทำให้ต้องอยู่ท่ามกลางคำดูถูกของราชสำนักและโดนวางแผนลอบทำร้ายอยู่บ่อยครั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง
.
แม้แนวการเขียนจะคล้ายกับเรื่องย้อนเวลาอื่น ๆ แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เน้นเหตุผลของการย้อนเวลาเท่าไหร่ 
เราเข้าใจว่าการทำให้นางเอกย้อนเวลา มีจุดประสงค์เพื่อสร้างตัวละครสมมติที่มีสีสันกว่าคนทั่วไปในยุคนั้น และเพื่อสร้างจุดน่าตื่นเต้นในเรื่องให้ผู้อ่านลุ้นว่า เอื้องดาวเรียงจะอยู่หรือจะไปเมื่อไร
.
สิ่งที่สร้างความประทับใจ สำหรับเราจึงไม่ใช่เรื่องย้อนเวลา แต่เป็นเรื่องราวชีวิตและความรักของเจ้าชายเมงจีสวา การชิงไหวชิงพริบ รู้เท่าทันแผนการของเจ้าชายแต่ละพระองค์ที่ต้องการขึ้นมามีอำนาจ
.
คุณราตรีฯ นำตัวละครในประวัติศาสตร์จริงมาแต้มสีสันและทำให้เขาเหล่านั้นมีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครสมมติได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการสงคราม หรือที่เด่นชัดมาก ๆ คือการเมืองฝ่ายใน ซึ่งคุณราตรีทำให้เจ้าหญิงราชาธาตุเทวี (ราชาธาตุกัลยา) และเจ้าหญิงนัดเชงเมงดอในประวัติศาสตร์จริงลุกขึ้นมาโลดแล่น มีรายละเอียดความรัก โลภ โกรธ หลง และมีอิทธิพลต่อชีวิตของเอื้องดาวเรียงเป็นอย่างมาก

และที่มีอิทธิพลกว่าตัวละครอื่น แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าชายเมงจีสวา
.
ตามประวัติศาสตร์ เจ้าชายมีพระชายาสองพระองค์ คือเจ้าหญิงที่กล่าวมาข้างต้น
แต่กับเอื้องดาวเรียง ผู้อ่านต้องลุ้นเอาเองว่าตัวละครนี้จะได้ไปเกี่ยวโยงกับเจ้าชายอย่างไร ในฐานะใด และในตอนจบ ผู้เขียนจะจัดการกับชีวิตของเธอแบบไหน จึงจะไม่กระทบหรือฝากรอยไว้กับประวัติศาสตร์
.
.
ถึงแม้งานประพันธ์จะเป็นงานที่ไม่เป็นกลาง เพราะมีการใส่อารมณ์ความรู้สึก และไม่อาจยึดเอาความจริงมาตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ได้เต็มร้อย แต่การได้อ่านเรื่องราวที่มีส่วนอิงกับประวัติศาสตร์จริงคือเรื่องมหัศจรรย์สำหรับเรา
.
มหัศจรรย์ตรงที่เราได้ “เห็น” บุคคลในประวัติศาสตร์ “มีชีวิต” อยู่ในจินตนาการ
.
และได้เห็นตัวละครที่ถูกสื่อต่าง ๆ ทำให้เชื่อว่าอ่อนแอ มีโอกาสแก้ต่างให้ตัวเองว่าที่เห็นเป็นเช่นนั้น แท้จริงแล้วอาจมีเหตุผลที่ไม่มีใครรู้
แม้ไม่มีใครรับรองความจริง แต่อย่างน้อย งานเขียนก็ยังเปิดโอกาสให้คนในยุคนี้ใช้จินตนาการ “แก้ต่าง” แทนพระมหาอุปราชาบ้าง
.
อย่างน้อย จะได้ไม่ติดภาพจำเพียงภาพเดียวว่าพระองค์หมดกำลังใจจนพ่ายแพ้ในยุทธหัตถี

.
ถ้าวันหยุดนี้ใครไม่มีอะไรทำ อยากอยู่กับตัวเอง ปล่อยใจให้ช้าลงจากโลกภายนอก
ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านตอนดึก ๆ เงียบ ๆ
แล้วปล่อยให้ “มนตร์ทศทิศ” ร่ายมนตร์ของมันดู :)
.
นอกเรื่อง
สุดท้าย หากถามว่าเราชอบตัวละครไหนในเรื่องที่สุด
ถ้าไม่สนพระเอกอย่างเจ้าชายเมงจีสวา 
เราว่าเราชอบสีสันของ “เจ้าชายนัดจินหน่อง” มาก เพราะพลิกไปพลิกมา เกินคาดเดาตลอด

นัดจินหน่องแอบรักเจ้าหญิงราชาธาตุกัลยามานานจนแต่งบทกวีไพเราะไว้มากมาย 
จนหลังพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ยังสู้จนได้เจ้าหญิงมาเป็นพระชายา
ไม่ต้องเดาเลยว่าบทกวีจะพร่ำรำพันถึงนางอันเป็นที่รักขนาดไหน.





SHARE
Writer
ployputti
นักสะสมความทรงจำ
พื้นที่ทดลองเขียน

Comments