เรียนจบแล้วไปไหน
เราให้ความสำคัญกับการเรียนมาโดยตลอด ตั้งแต่เด็กจนโต เราไม่เคยหยุดเรียนเลย แม้กระทั่งในวันหยุด เรามีเวลาพักผ่อนแค่บ่ายวันอาทิตย์จนถึงตอนกลางคืนเท่านั้น วันจันทร์ก็ต้องไปโรงเรียน
เราเรียนดนตรี ภาษาที่สอง ภาษาที่สาม เรียนพิเศษที่โรงเรียนตอนเย็นเพิ่มอีก
 
4 ปีในมหาลัย เรายังเอาแต่เรียนเช่นเคย แทบไม่เอากิจกรรม จนมีโอกาสฝึกงาน 4 เดือนตามหลักสูตรของคณะ เราก็รู้สึกว่า อยากทำงาน ไม่อยากจะเรียนอีกต่อไปแล้ว เราจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อปริญญาโท 

เราสู้โดยมีปลายทางตามค่านิยมของสังคมไทยโดยตลอด
เรียนประถมเพื่อเรียนมัธยม แล้วสอบเข้ามหาลัยต่อ
เรียนคณะที่คะแนนสูงมาก ๆ เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ 

เราเดินทางมาเรื่อย ๆ ด้วยคำชมและการยอมรับจากคนรอบข้าง 
เราฟังเสียงคนอื่นมามาก จนเราแทบไม่ยินเสียงตัวเองอีกต่อไป
ถึงวันที่เราเดินมาจนสุดทางของ “การศึกษา” 
เพื่อค้นพบว่า เสียงเราหายไป แต่ไม่รู้จะเอามันคืนมาได้ไหม 

เวลาตีหนึ่ง คืนนี้เรารู้สึกแปลกไป
ระหว่างที่จ้องเพดานห้องมืด ๆ รอบตัวเงียบจนได้ยินเสียงความคิดตัวเองครั้งแรก
ที่ผ่านมา เราต้องการใบเรียนดี เพื่อแลกกับอิสรภาพบางอย่างจากครอบครัวเสมอ
ชีวิต 20 กว่าปีที่ผ่านมา เราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร 

หลาย ๆ คนเรียนจบมหาลัย มีโอกาสได้ไปตามหาตัวเองในต่างแดน 
มีเป้าหมายในการเรียนต่อ มีสายงานที่เฝ้าฝันมาตั้งนานแล้ว 
แต่เราช่างกลวงเปล่าเหลือเกิน 

สิ่งที่เราสนใจ ไม่ตรงกับสายที่เราเรียนมาเลยสักนิด
เราแค่ต้องลุกขึ้นมา สร้างเส้นทางไปหาสิ่งนั้นที่เราเรียกร้องมาตลอด
โลกนี้มีหนทางให้เราวิ่งไปหาสิ่งที่เราต้องการเสมอ 
หนทางนั้น จำเป็นต้องเพิ่มทักษะอื่น ๆ
แต่เรายอมเสียเวลาเรียนรู้ในตอนนี้ เพื่อวิ่งไปหามันยังจะดีเสียกว่า มานั่งเสียดายอย่างที่ผ่านมา

 เราไม่อยากมีชีวิตที่มีแต่เปลือกอีกต่อไปแล้ว 
เราอยากกระเทาะเข้าไปจนลึกถึงแก่นความเป็นเราให้ได้สักวัน

ชีวิตหลังเรียนจบของหลายคนคงสับสน และกังวลเช่นเดียวกับเราแน่นอน 
อยากบอกว่าคนรอบตัวคุณอาจจะไม่เข้าใจคุณ แต่เราเข้าใจ 
คุณไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเผชิญหน้ากับมันหรอก
 

ถึงแม้ว่า ในตอนนี้เราจะยังไม่เห็นปลายทางที่น่าพึงพอใจ แต่การออกวิ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องทำในทุก ๆ วัน วิ่งจนกว่าจะเจอสิ่งที่ในใจเราตามหามาโดยตลอด
- to my youth 


 




SHARE

Comments