เพื่อนติดแอร์
เราเพิ่งรู้ว่าเพื่อนห่างๆคนนึงได้ติดปีกกับสายการบินอันดับต้นๆของโลก
นับเป็น rare item ในแวดวงคนรู้จักของเราเหมือนกันที่จะมีคนได้เป็นแอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดังขนาดนี้
แต่บังเอิญเพื่อนห่างๆคนนี้ เป็นคนที่เราเคยไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะความ wanna be ของนางเอง (เดี๋ยวนี้เค้าใช้คำนี้กันใช่มั้ย) ทั้งๆที่ความจริง นางเป็นคนเก่งคนนึงเลยแหละ
ครั้งล่าสุดที่เราลงสนามสอบแอร์ ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ 3 เราคิดว่าเรา ..เรียกว่า fuck up เลยแหละ แต่ดันผ่านรอบแรก และต้องไปสัมภาษณ์รอบแรกอีก (งงมั้ย คือสายการบินจ้างบริษัทจัดหางานของไทยในการประกาศรับสมัคร เราไปสัมภาษณ์มากับบริษัทนี้แล้ว และบริษัทอีเมลมาว่าให้ไปสัมภาษณ์ครั้งแรกอีก น่าจะสัมภาษณ์กับสายการบินโดยตรง) แต่เราไม่ไป ด้วยเหตุผลนานัปการที่รวมๆก็แปลว่า เดี๋ยวก็ต้องตกรอบใดรอบหนึ่งอยู่ดี

(รายละเอียดอยู่ที่ storylog ตอนเก่าๆของเรา ขายซะเลย)

ตั้งแต่วันที่เทไม่ไปสัมภาษณ์สายการบินวันนั้น เรามองเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไป เท่าที่รู้คือตั้งแต่เรียนจบเขาก็ล่าปีกเลย ไม่เคยเห็นทำงาน เป้าหมายเขาชัดเจนมาก แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องทำงาน ไม่สามาถออกไปสมัครแอร์ทุกสนามที่อยากไปได้ ที่บอกว่ามองเปลี่ยนไปก็คือหลังจากวันนั้นเราก็ตระหนักได้ถึงหลักตรรกศาสตร์บนโลก ก็เขาตั้งใจไล่สมัครแอร์ เป้าหมายของเขาคืออยากเป็นแอร์ วันที่เขาตกรอบกูจะไป(แอบ)สมน้ำหน้าเขาทำไมวะ

เปลี่ยนเลยทัศนคติวันนั้นกับเพื่อนคนนี้ ถ้าทำได้จริงๆนี่คือ โครตของโครตสุดยอดเลย
มันคือ you deserve it ที่แท้ทรู เราจะดีใจด้วยมากๆที่โลกยังมีเหตุและผลเหลืออยู่
คนตั้งใจทำอะไร ก็ต้องได้อย่างนั้น

ดีใจ...แหละมั้ง

เหมือนเพื่อนคนนั้นได้ติดปีกแล้ว ก็ดีใจแหละ ดีใจจนนอนไม่หลับเลยเนี่ย
ขณะที่เขากำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เราเพิ่งลาออกจากงานประจำมาทำงานได้เงินรายวัน และใช้เวลาค้นหาตัวเองที่ยากจะเจอ

เราอดนอนคิดไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วจุดมุ่งหมายของเราคืออะไร เราอยากเป็นแอร์จริงๆหรอ
ถ้าไม่ใช่ ทำไมหยุดคิดไม่ได้ ทำไมนอนไม่หลับ

ถ้าเป็นเมื่อปีก่อนๆ เราคงอาการหนักกว่านี้แหละ ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนเราจนกลายเป็นคนละคน เราไม่ได้เป็นคนร่าเริงอีกต่อไป ไม่ได้ยิ้มเก่งเหมือนเดิม ไม่รู้ด้วยเหตุผลที่แท้จริงอะไรจนต้องโทษว่าเวลามันเปลี่ยนคนได้จริงๆ

แต่ต้องบอกว่าในขณะเดียวกัน เราก็เหมือนได้แม่ใหม่ ปีที่แล้วแม่เราเข้ารักษาโรคซึมเศร้าที่น่าจะเป็นมาโดยตลอด ตอนนี้แม่เป็นเหมือนอีกคน เป็นคนใจเย็น เป็นคนน่าอยู่ด้วย ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนเหมือนแต่ก่อน ไม่ใช่คนที่ทำให้เรารู้สึกว่า'อยากไปอยู่ให้ไกลจากตรงนี้'

เราได้เจอแฟนที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยคบมา แฟนที่เป็นทุกอย่าง ทำให้เรารู้จักคำว่าหยุดกับใครสักคนจริงๆ ว่าถ้าเราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือกับใครสักคนก็คงเป็นคนนี้แหละ ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด

การเป็นแอร์อาจจะเคยเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่มาตลอดของเรา วันนี้เรากลับมามองว่า เออ งานบริการเป็นงานที่เราทำได้ดีที่สุด แถมได้เที่ยวอีก อืม...แล้วยังไงต่อล่ะ แล้วความดีความชอบเกี่ยวกับอาชีพแอร์โฮสเตสก็ตัดจบ สมองฉายภาพที่มันมากกว่านั้นขึ้นมา เช่น การเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง ซึ่งเราค่อนข้างเฉยๆกับงานนี้มากๆแบบ then what? การต้องดีลกับผู้โดยสารเอาแต่ใจ(ที่ความจริงกูมาดูแลความปลอดภัยมึงแท้ๆ แต่ดันกลายมาเป็นสนามอารมณ์ให้ผู้โดยสารซะงั้น) หรือการต้องเจอสถานการณ์พีคๆ เรารับมือได้มั้ย... จริงๆเขาฝึกให้แหละ แต่กว่าจะได้ฝึก ถ้าเขาถามว่าเรารับมือได้มั้ย เอาจริงตอนนี้ก็คิดได้แค่ว่า คุมสติตัวเองได้ก็บุญแล้ว

และเราได้มาคิดดู อืม เราไม่ได้ nice เหมือนแต่ก่อน เรามีคนที่อยู่แล้วรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านอยู่ที่นี่ อาชีพบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่อาชีพแอร์โฮสเตสอาชีพเดียวนี่หว่าที่ได้บริการคน ได้เที่ยว และไม่ใช่อาชีพที่เราสามารถทำได้ตรงตามอุปนิสัยหรือความชอบอื่นของเรา เราไม่สามารถฟัง Podcast ระหว่าง boarding ได้ เราทำได้แค่ยิ้มได้เมื่อภัยมา ทั้งที่เราสติแตกไปแล้วคนแรกและอาจจะเป็นคนที่ sensitive ที่สุดบนเครื่อง เราว่าเราคงไม่ enjoy กับการ hop ไปอยู่ที่นั่นที่นี่เท่าไหร่หรอกเพราะเราติดบ้าน ติดแฟน เราไม่เหมาะกับงานนี้เลยจริงๆ

พอคิดได้ก็เลยสบายใจ แต่ถ้าไม่ได้เขียนออกมาก็คงยังนอนไม่หลับอยู่ดี
ว่าการได้ทำสิ่งที่เราฝันมันไม่ใช่ที่สุดของชีวิตหรอกมั้ง เราคิดว่าการทำทุกวันให้มันโอเค ให้เรามีความสุขมันน่าจะเป็นอะไรที่ไม่ฉาบฉวย ไม่เกินความสามารถ อาจจะฟังดูจืดๆแต่ก็โอเค
เช่นเดียวกับอาชีพ ที่บางคนโชคดี ค้นพบงานในฝันที่ทำให้ทุกวันสนุก แอร์ที่ชอบท่องเที่ยวและไม่ซีเรียสกับการต้องเปลี่ยนที่นอนบ่อยๆ ก็คงพบความสุขในสิ่งที่ทำทุกวันได้ไม่อยาก
เช่นเดียวกับเราที่ ความสุขอยู่ตรงที่ได้กลับบ้าน ได้เจอแฟน ได้กินอะไรอร่อยๆ ได้ทำงานที่เรา enjoy มันก็ดีอยู่แล้ว (แม้จะยังไม่เจองานนั้นก็ตาม)

สุดท้ายก็ยินดีกับเพื่อนคนนั้นด้วย หวังว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขทุกๆวันนะ

เขียนรวดเดียวโดยไม่ proof อารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจล้วน
อาจไปกระทบใคร อยากให้เข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาจะ discredit อาชีพไหนๆนะคะ
อาชีพแต่ละอาชีพคนมองไม่เหมือนกันหรอก เนอะ
Picture by Suhyeon Choi from Unsplash ;)
SHARE

Comments