2:32 am
-/ เรานี่เหมือนพวกดวงดาวเลยเนอะ 



ค่อยๆโคจรห่างจากกัน
และไปจากกันแบบถาวร 
หรือไม่ก็ห่างกันจนลืมไปแล้ว
ว่าอยู่ด้วยกันเเต่ก่อนเคยรู้สึกยังไง
หรือบางทีอาจจะไม่ได้หายไปไหน
แค่ไม่ได้นึกถึงอีก

มันก็ถูกต้องแล้ว
ที่ห่างกันออกไปเรื่อยๆจนกลายเป็นไม่รู้สึกอะไร

เคยชอบการคุยกับคนนึงมากๆ
พอวันนึงเขาห่างจากเราไป
เขากลับมาหาเรา คุยกันเหมือนเดิม
แต่มีความรู้สึกนึงไม่เหมือนเดิม
เขาโตขึ้น เรามองและเอ็นดูเขาในฟิลเตอร์เดิม แต่เขาไม่เหมือนคนเดิมที่เราเคยรู้จัก เริ่มมองเขาเปลี่ยนไป เขาเป็นฟิลเตอร์เดิมที่เหมือนถูกกดชัตเตอร์ไว้โดยใช้กล้องฟิล์ม

เขาเหมือนรูปถ่าย ที่กลับไปนึกถึงเท่าไหร่
ความรู้สึกก็หยุดแค่ตรงตอนที่เรื่องทุกอย่างจบลง
พังไม่เป็นท่า

มันเป็นเรื่องที่ใจเรารู้ดีอยู่แล้ว
รู้ดีว่าในความไม่ชัดเจนนั้นไม่มีอะไรเลย

รู้แล้วทำไมถึงยังอยู่
ถ้าให้ตอบตอนนี้
ก็คิดว่าตอนนั้นคงไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหน

มันอาจจะเป็นแค่พื้นที่ที่ให้ความสบายใจ
(ซึ่งมันไม่มีวันเป็นมากกว่านั้นไปได้เลย)





เราใช้ความพยายามมากเกินไป
ในการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่แสนสบายใจตรงนั้น
และไม่ทันได้คิดเลยว่าถึงแม้จะเป็นcomfort zoneมากแค่ไหน แต่ถ้าเราต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดนั้น มันไม่คุ้มค่าเลย




“โลกนี้มีคนอีกเป็นล้าน”
ถ้าเราจะเจอใครสักคนที่ยังไม่ใช่
เจอใครสักสองสามคน
หรือสี่
หรือห้า หก เจ็ด แปด เก้า
หรือแม้แต่ใครอีกสิบคนที่ยังไม่ใช่
มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

คนที่ใช่อาจจะเป็นคนที่สิบเอ็ดก็ได้






มันยากนะที่จะแบบ

Be in the right spot at the right time
บางทีมันไม่ได้ง่ายขนาดที่ว่าจะเกิดจากการคุยกับใครแค่ครั้งเดียวในชีวิต

เขาอาจจะเป็นใครสักคนที่ให้ความสบายใจกับเราได้โดยที่ไม่ต้องพยายาม

อาจจะเป็นใครสักคนที่เราแทบไม่เคยคิดถึง
ใครคนที่เรามองข้ามไป

ถ้าเจอคนที่ไม่ใช่ ถึงยังไงก็คงจะมีเรื่องราวดีๆที่เคยทำด้วยกันบ้าง มันอาจจะมากหรือน้อย
อย่างน้อยมันก็คงจะมีให้จำบ้าง
อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราก็เคยรักใครสักคนได้มากๆเหมือนกัน 
อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นคนที่เราชอบมากที่สุดในโลกเหมือนกัน ต่อให้อาจจะเป็นแค่ครั้งหนึ่ง 
แต่ครั้งนั้นก็คงทำให้เราได้โตขึ้นไม่น้อยเลย

ถึงยังไง ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่

แต่ถ้ามันใช่
ท้ายที่สุดแล้วใจเรานี่แหละมันจะบอกเราเอง

Trust your heart :-)


SHARE

Comments