SF - Matane (1)
Lee Chaeyeon x Miyawaki Sakura
เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาซาลารี่แมนหรือหนุ่มออฟฟิศดังระงมไปทั่วร้าน สลับกับเสียงขานต้อนรับอันฉาดฉานของเหล่าพนักงานรุ่นใหญ่ ทำให้ร้านราเมงขนาดเล็กแห่งนี้มีบรรยากาศที่ครึกครื้นแม้จะซ่อนตัวอยู่ในตรอกแคบ และดูเหมือนว่าจะเป็นร้านโปรดในหมู่พนักงานออฟฟิศแห่งย่านรปปงหงิเสียด้วย

นั่นทำให้หญิงสาวในชุดลำลองสองคนที่นั่งอยู่ตรงมุมในสุดของร้านดูเป็นสิ่งแปลกปลอมไปโดยปริยาย แต่พวกเธอก็หาได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัวมากนัก ไม่มีบทสนทนาใดก่อตัวขึ้นบนโต๊ะเล็กนั้น หากสองสาวกลับก้มหน้าก้มตาสูดเส้นราเมงเข้าปากอย่างหิวโหย สลับกับเคี้ยวเส้นราเมงในปากจนแก้มตุ่ย เมื่อได้จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากันจึงยิ้มให้กันด้วยสายตาราวกับจะพูดว่า

อร่อยเน้อ~

ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อของ มิยาวากิ ซากุระ สูดเอาเส้นราเมงคำสุดท้ายเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย น้ำซุปโชยุรสเข้มข้นถูกส่งเข้าปากตามไปอีกหลายคำ ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปหยิบกระดาษทิษชู่ออกมาซับริมฝีปาก ดวงตากลมโตละจากใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งตรงกันข้ามซึ่งกำลังจัดการกับหมูชาชูคำสุดท้ายให้เรียบร้อย เพื่อกวาดมองบรรยากาศภายในร้านซึ่งเธอสองคนไม่ใคร่สนใจนักเมื่อเข้ามาในทีแรก

ทุกโต๊ะในร้านล้วนแล้วแต่เป็นหนุ่มสาวในชุดสูทสีเข้ม ที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบมากนัก บ้างปลดเนคไทออก บ้างก็ถอดเสื้อสูทออกวางพาดไว้ที่เก้าอี้ข้างกาย เนื่องด้วยตอนนี้เลยเวลาเลิกงานมาสักพักแล้ว ทุกคนจึงผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่ในคืนวันศุกร์เช่นนี้ 

“ฮ้า~ อร่อยมากๆ เลยเน้อ” โมโตมุระ อาโออิ ในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนเงยหน้าขึ้นพูดเป็นคำแรก หลังจากที่จัดการราเมงชามโตตรงหน้าหมดเรียบร้อย ดึงความสนใจจากเจ้าของตาคู่โตกลับมา 

“อื้อ นานๆ ทีได้กินโชยุราเมงที่อร่อยขนาดนี้ ดีมากๆ เลยล่ะ”

“หายเหนื่อยหรือยัง พร้อมไปเดินต่อไหม” อาโออิเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มกระจ่างอันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อซากุระพยักหน้ารับคำ ทั้งสองจึงผละลุกไปทางเคาเตอร์ขนาดเล็กที่หน้าประตู

เพียงครู่เดียวทั้งสองก็เดินออกมาจากหลังโนเร็น หรือผ้าม่านสีน้ำเงินขนาดสั้นที่แขวนอยู่หน้าประตูร้าน พอดีกับที่ไฟถนนทั้งเส้นพร้อมใจกันสว่างขึ้น ขับไล่ความมืดที่เข้าปกคลุมตรอกแคบให้หายไป พวกเธอหยิบแผ่นพับสีสดออกมาเพื่อศึกษาดูรายละเอียดเกี่ยวกับงาน Roppongi Art Night ตามที่เขียนไว้บนหน้าปกแผ่นพับ เทศกาลศิลปะครั้งใหญ่ที่จัดแสดงยาวข้ามคืน ซึ่งพวกเธอบังเอิญผ่านมาเจอเมื่อบ่าย และตัดสินใจปักหลักเดินชมงานในละแวกนี้ทันทีหลังจากได้เห็นลิสต์โปรแกรมทั้งหมด

“ฉันว่าเรากลับไปดูการแสดงตรงอารีน่าดีไหม” ซากุระเสนอขึ้นเมื่อย้อนนึกไปถึงภาพเวทีบนลานโล่งที่เธอและอาโออิเดินผ่านเมื่อบ่าย โดยเฉพาะหอคอยสูงสะดุดตาตั้งอยู่หน้าเวที ทำให้เธออยากรู้เหลือเกินว่า การแสดงที่อยู่บนเวทีรูปร่างประหลาดนั้น จะเจ๋งสักแค่ไหนกันนะ

“อ๋า เอาสิ! ฉันเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตอนที่เดินผ่านหอคอยสูงๆ อันนั้นน่ะ” อาโออิตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะ

ทั้งสองคนออกเดินไปอย่างสบายๆ แต่เมื่อกลับมาถึงถนนใหญ่ สามแยกที่อยู่บนเนินสูงทำให้พวกเธอเริ่มสับสนทิศ สามแยกนี้อยู่คนละฟากกับสถานที่จัดงาน ทำให้ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านมากนัก อาโออิหมุนตัวอย่างงุนงงอยู่ชั่วครู่ จึงตัดสินใจเปิดมือถือขึ้นเสิร์ชดูแผนที่ ทันใดนั้นเอง หางตาของซากุระก็เหลือบเห็นเด็กสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังยืนหันซ้ายหันขวาไม่ต่างกัน

คนจีน? หรือเกาหลี? ท่าทางจะเป็นนักท่องเที่ยวแฮะ

“อ๊ะ รู้แล้ว เราต้องเดินลงไปทางสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินน่ะ แล้วจะได้ไปโผล่ตรงทางออกอีกฟาก ที่เมื่อบ่ายเราแวะซื้อชูครีมไง” อาโออิพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจ ทำให้ซากุระต้องละสายตาจากนักท่องเที่ยวคนนั้นกลับมามองที่แผนที่ยุ่บยั่บน่าปวดหัวบนจอโทรศัพท์แทน

“อ๋อ ถ้างั้นก็ ทางนั้นสินะ” ซากุระสอดส่ายสายตามองหาทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ครู่หนึ่งจึงสังเกตเห็นป้ายอยู่ไม่ไกลนัก แต่ยังไม่ทันที่จะได้ออกเดิน เด็กสาวคนนั้นก็เดินเข้ามาหากันเสียก่อน

“เอ่อ ขอโทษนะคะ พอจะรู้ไหมคะว่าฉันจะข้ามถนนไปฝั่งโน้นได้ยังไง”

พูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย!

ซากุระตกใจเล็กน้อยหลังจากได้ยินสำเนียงภาษาญี่ปุ่นที่ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากทีเดียว ตาคมตวัดเฉียงของเจ้าตัวมองสบกับซากุระครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะเบนไปมองอาโออิที่ยืนอยู่ข้างกัน

อาโออิที่เห็นซากุระซึ่งยืนเยื้องอยู่หน้าเธอยังคงนิ่งไม่ตอบอะไร จึงตอบออกไปแทนว่า “ต้องมุดลอดไปทางรถไฟฟ้าใต้ดินน่ะค่ะ”

“รถไฟ...?” แต่ดูเหมือนอาโออิจะพูดรัวไปหน่อย ฝ่ายนั้นจึงฟังไม่ชัดนัก คิ้วเรียวย่นเข้าหากันนิดๆ เมื่อทวนคำพูดออกมา

“รถไฟฟ้าใต้ดิน เอ่อ ซับ-เวย์” ซากุระพยายามช่วยอธิบาย พร้อมชี้มือไปยังทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่พวกเธอเองก็กำลังจะมุ่งหน้าไปเช่นกัน แต่ท่าทางคนตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด อาโออิจึงเสนอขึ้น

“จริงๆ มากับพวกเราก็ได้ค่ะ กำลังจะไปทางนั้นพอดี” ชาวต่างชาติคนนั้นดูจะเข้าใจประโยคนี้ได้ดีกว่า เธอตอบกลับมาอย่างดีใจ

“จริงเหรอคะ งั้นรบกวนด้วยนะคะ” จบคำเธอก็ออกเดินตามซากุระและอาโออิไปอย่างเงียบๆ แต่ด้วยมารยาทที่ดี ทั้งสองจึงไม่ปล่อยให้เธอเดินทิ้งห่างกันจนเกินไปนัก 

เมื่อเดินลอดทางใต้ดินไปถึงบันไดทางออกที่อีกฟากถนน เด็กสาวต่างชาติคนนั้นดูเหมือนจะเพิ่งเข้าใจในสิ่งที่พวกเธอพยายามอธิบายในตอนแรก แน่ล่ะ มันอาจจะดูแปลกสักหน่อย เมื่อเป็นสี่แยกขนาดกลางแต่กลับไม่มีทางม้าลายหรือสะพานลอยข้ามถนนสักแห่งเดียว

ทั้งสามขึ้นมาถึงปากทางออกบนดิน ซากุระและอาโออิจึงหยุดยืนรอ เตรียมจะล่ำลากับผู้ร่วมทางชั่วคราวที่เดินตามมา แต่อีกฝ่ายกลับเอ่ยขึ้นก่อน

“ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันเดินมาด้วย ทีแรกฉันนึกว่าพวกคุณบอกให้ฉันไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินเสียอีก” เธอสารภาพออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเขิน นั่นทำให้ทั้งซากุระและอาโออิได้แต่ยิ้มเอ็นดู

“ยินดีค่ะ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย นี่คุณจะไปที่ไหนต่อเหรอคะ” อาโออิถามต่ออย่างสุภาพ

“อ๋า ไปดูเทศกาลศิลปะที่จัดตรงเนินเขาน่ะค่ะ” เธอตอบพลางหยิบแผ่นพับหน้าตาคล้ายคลึงกับของพวกเธอออกมาจากกระเป๋าสะพาย ต่างกันเพียงแค่ใบนั้นเป็นฉบับภาษาอังกฤษ

“เอ๋ จริงๆ พวกเราก็จะไปตรงนั้นนะคะ” ซากุระพูดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากเงียบฟังมาครู่ใหญ่

“คุณมาคนเดียวเหรอคะ ถ้าไม่รังเกียจ จะไปกับพวกเราก็ได้นะคะ” อาโออิเสนอขึ้นอย่างใจดี เมื่อนึกได้ว่าการเที่ยวชมงานคงสนุกขึ้นไปอีกถ้าหากได้เพิ่นร่วมทางเพิ่มขึ้นสักคน

คำชวนนั้นเรียกสายตางุนงงเล็กน้อยจากซากุระ เนื่องจากเธอไม่ได้คาดคิดว่าอาโออิจะแสดงไมตรีเช่นนี้กับคนแปลกหน้า แถมยังเป็นชาวต่างชาติอีกต่างหาก

ฝ่ายคนถูกชวนก็อึกอักเล็กน้อย เธอไม่แน่ใจนักเมื่อสังเกตเห็นสายตาตระหนกน้อยๆ ของหญิงสาวตากลมผมสั้นประบ่า แต่ใจหนึ่งเธอก็อยากมีเพื่อนคุยระหว่างชมงานศิลปะพอให้คลายเหงาบ้าง จึงตัดสินใจถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง

“พูดจริงเหรอคะ”

“จริงสิ ดีซะอีกที่มีเพื่อนเดินเที่ยวอีกคนหนึ่ง ใช่ไหมซากุจัง” อาโออิหันโยนคำถามมาทางซากุระ ดวงตานั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ นำไปก่อนเอ่ยสำทับ

“อื้ม ไม่ต้องเกรงใจนะคะ” ซากุระสนับสนุน พร้อมยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย

แต่นั่นก็พอที่จะทำให้หัวใจของคนมองกระตุกไปได้จังหวะหนึ่ง

“เอ่อ แต่ถ้าคุณอยากชมงานเงียบๆ คนเดียวก็ไม่เป็นไรนะคะ เราแยกกันตรงนี้ก็ได้” เมื่ออีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีว่าจะตอบรับ อาโออิซึ่งเกรงว่าจะเป็นการรวบรัดเธอมากเกินไปจึงกล่าวขึ้นอีก

“ไม่ค่ะๆ ไม่ใช่อย่างนั้น อ่า ถ้าอย่างนั้นฉันขอรบกวนด้วยแล้วกันนะคะ” เด็กสาวต่างชาติโบกมือปฏิเสธพัลวันก่อนตอบตกลงข้อเสนอแรกของอาโออิ พร้อมกับโค้งน้อยๆ แสดงความขอบคุณ

“เย่ ดีเลยค่ะ” อาโออิตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเริ่มออกเดินเป็นคนแรกเคียงไปกับเด็กสาวร่างสูงคนนั้น โดยมีซากุระเดินเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย เมื่อออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันมาแนะนำตัว “ฉันชื่อ โมโตมุระ อาโออิ นะคะ”

“ค่ะ โมโตมุระซัง” ฝ่ายตรงข้ามทวนชื่อเธอด้วยนามสกุลอย่างสุภาพ แสดงให้เห็นว่านอกจากเธอจะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นได้ดีแล้ว เรื่องมารยาทก็ไม่เลวเลยทีเดียว

“ฮื่อ ไม่ต้องเป็นทางการหรอก เรียกว่าอาโออิเถอะ” อาโออิพยายามแสดงความเป็นกันเองออกมาก่อนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องอึดอัดมากนัก

“อ๋า โอเคค่ะ อาโออิซัง” ยังไม่วายที่เธอจะเติมคำลงท้ายให้อยู่ดี “แล้วคุณ...?” เด็กสาวคนนั้นบิดตัวเล็กน้อยเพื่อหันไปถามชื่อของคนที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลัง

“มิยาวากิ ซากุระ ค่ะ” ซากุระพยายามออกเสียงชื่อตัวเองอย่างช้าและชัดกว่าปกติ เพราะห่วงว่าอีกฝ่ายจะฟังยากเกินไป เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ เธอจึงสำทับว่า “เรียกว่าซากุระเฉยๆ ก็พอนะ”

“ค่ะ ซากุระซัง” ประโยคหลังของซากุระเรียกรอยยิ้มจากเด็กสาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะแนะนำตัวเองบ้าง “ฉันชื่อ อี แชยอน นะคะ เป็นคนเกาหลีค่ะ”

“อ๋า คนเกาหลีนี่เอง” ซากุระพึมพำตอบรับเบาๆ ก่อนที่อาโออิจะชวนคุยต่อ

“แชยอนซังอายุเท่าไหร่แล้วคะ”

“22 ปีค่ะ ฉันเพิ่งเรียนจบ แต่ยังไม่ได้ทำงานเลย เพราะอยากเอาเงินเก็บที่มีมาเที่ยวก่อน” แชยอนตอบด้วยท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

“เอ๋ เก่งจังเลยน้า เก็บเงินจนมาเที่ยวได้ถึงที่นี่” อาโออิอดทึ่งไม่ได้

“แล้วพวกคุณอายุเท่าไหร่เหรอคะ” แชยอนถามต่ออย่างเกรงๆ เธอคะเนเอาว่าสองคนนี้น่าจะอายุพอๆ กันหรือไม่ก็อาจจะเด็กกว่าเธอก็ได้ล่ะมั้ง

“ฉันอายุ 24 ส่วนอาโออิจังอายุ 25 ล่ะ” ซากุระตอบ และนั่นทำให้แชยอนถึงกับตาโตอย่างตกใจ

“เอ๋ พวกพี่หน้าเด็กมากๆ เลยล่ะ ทีแรกฉันนึกว่าอาโออิซังอาจจะเพิ่งเข้ามหาลัยด้วยซ้ำ” แชยอนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงชื่นชมปนทึ่งนิดๆ

“เห~ แล้วฉันล่ะ?” ซากุระอดไม่ได้จึงถามถึงตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเอ่ยถึง

“ซากุระซังก็หน้าเด็กค่ะ ดูเหมือนเรียนอยู่เหมือนกัน” แชยอนหันไปตอบพร้อมยิ้มเผล่ เห็นปลายลิ้นที่โผล่ออกมาอย่างเขินๆ เรียกคะแนนสร้าเอ็นดูจากทั้งอาโออิและซากุระได้เป็นอย่างดี

ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยอะไรไปมากกว่านั้น หูของแชยอนก็เริ่มได้ยินเสียงเพลงจากเวทีการแสดงด้านล่างชัดขึ้น จากเดิมที่ได้ยินเพียงเบาๆ เพราะทั้งสามเดินเข้าใกล้บันไดทางลงมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงกีต้าร์โปร่งคลอไปกับเสียงขับร้องใสแจ๋วของนักร้องนำหญิงคนหนึ่งก็ดังชัดเจน 

พวกเธอทุกคนสับขาเดินไวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความตื่นเต้น ซากุระเร่งจังหวะการเดินจนขึ้นมาขนาบข้างทางขวาของแชยอนตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่แน่ใจนัก

ที่ชานระเบียงติดกับบันไดทางลงนั้นมีผู้คนยืนชมการแสดงจากชั้นบนจนแน่นขนัด แต่โชคดีเป็นของทั้งสามสาว เมื่อมีครอบครัวหนึ่งที่ผละออกมาจากราวระเบียงพอดี พวกเธอจึงได้จังหวะแทรกตัวเข้าไปยังขอบระเบียงแถวหน้าสุดได้อย่างง่ายดาย แต่ด้วยพื้นที่ยืนที่ไม่กว้างขวางนัก แชยอนจึงเสียสละให้ซากุระและอาโออิซึ่งตัวเล็กกว่าได้ยืนด้านหน้าชิดระเบียงกระจก ในขณะที่เธอนั้นยืนซ้อนอยู่ด้านหลังอีกทีหนึ่ง

เมื่อได้ยืนมองชัดๆ พวกเธอจึงได้เห็นว่าภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีด้านล่างนั้นเป็นสิ่งที่ดูแปลกประหลาดมากที่เดียว หอคอยทรงเหลี่ยมสูงเกือบเท่าตึกสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าเวที นักร้องสาวเจ้าของเสียงร้องนำนั้นยืนอยู่บนยอดหอคอย พร้อมสะพายกีตาร์โปร่งไว้บนไหล่ ในขณะที่ทั้งสี่ด้านของหอคอยถูกเจาะรูเล็กใหญ่กระจัดกระจายไปทั่ว เมื่อเพลงบรรเลงไป ก็จะมีผ้า หุ่นมือ ถุงเท้า หรือวัสดุแปลกๆ ที่ไม่สามารถระบุได้โผล่ออกมาตามจังหวะเพลง

“เห~ อะไรเนี่ย ประหลาดมากๆ เลย” ซากุระจ้องมองได้อึดใจหนึ่งก็อุทานออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

“ฮ่าๆๆ ดูอันที่เหมือนหนอนเขียวๆ นั่นสิคะ ฮ่าๆๆ” แชยอนเริ่มสนุกตาม เมื่อลองสังเกตสิ่งแปลกประหลาดต่างๆ ที่ทยอยผลุบโผล่ตามช่องโน้นช่องนี้ เธอคอยสะกิดและชี้ชวนให้สองสาวด้านหน้าดูอะไรแปลกๆ อยู่ตลอดเพลง พร้อมประสานเสียงหัวเราะดังสู้กับเสียงเพลงจากลำโพง

“ดูไปดูมาแล้วเหมือนกับเห็ดเลยแฮะ...” อาโออิพึมพำออกมา ก่อนจะขยายความ “เห็ดพิษด้วย” จบคำ ทั้งซากุระและแชยอนพลันหัวเราะตามอย่างชอบใจ 

“ทาโกะๆๆๆ อันสีม่วงนั่นเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์เลย” ซากุระชี้ชวนเมื่อมีวัตถุสีม่วง คล้ายกับหมอนใบยักษ์ รูปร่างหยึกหยักคล้ายหนวดปลาหมึกโผล่ออกมาจากรูหนึ่งบนหอคอย นิ้วเรียวชี้ออกไปกลางอากาศด้านหน้า อาโออิมองตามพร้อมขำคิก แต่ซากุระเห็นว่าคนข้างหลังยังเงียบ จึงตั้งใจจะหันไปเรียกให้ดู 

พอดีกับที่แชยอนกำลังจะยื่นหน้าออกมาจากมุมที่ถูกบัง ปลายจมูกเล็กของซากุระจึงเฉียดเข้ากับแก้มใสของคนตัวสูงกว่าเล็กน้อยอย่างไม่ได้ตั้งใจ 

สัมผัสบางเบาที่ข้างแก้มทำเอาแชยอนชะงักไปครู่หนึ่ง 

เมื่อรู้สึกตัวจึงอาศัยจังหวะนั้นลอบสังเกตอาการของร่างบางตรงหน้า ซากุระหันกลับไปทางเวทีอย่างรวดเร็ว ปากบางที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วหุบฉับ ท่าทางจดจ่อกับการแสดงเกินจริงไปมากโข 

เป็นปฏิกิริยาที่แชยอนไม่ได้คาดคิดเท่าไหร่

แต่ถ้าแชยอนได้มาเห็นอย่างที่อาโออิเห็น เธอก็จะรู้ว่าตาคู่โตนั้นเลิ่กลั่กได้น่าเอ็นดูขนาดไหน



หลายเพลงผ่านไป ต่างคนต่างก็ได้รับชมการแสดงจนจุใจแล้ว จึงชักชวนกันเดินลงไปยังส่วนการแสดงที่อยู่ชั้นล่าง เลยจากบริเวณอารีน่าที่มีการแสดงดนตรีไปไม่ไกลเป็นที่ตั้งของงานศิลปะอีกชิ้นหนึ่งในสวนหย่อม งานศิลปะชิ้นที่ว่าก็คือบรรดาโคมไฟเล็กใหญ่ที่ประดับอยู่ตามต้นไม้ พุ่มไม้ หรือแม้กระทั่งในบึงน้ำตรงกลาง

แสงละมุนจากโคมเหล่านั้นช่วยขับไล่ความมืดไปจากบริเวณสวน และยังคอยนำทางให้แชยอน ซากุระ อาโออิ รวมถึงผู้ชมงานคนอื่นๆ ได้เดินลัดเลาะไปตามทางรอบบึงน้ำอย่างช้าๆ ใช้สายตาสังเกตมองรูปทรงของโคมไฟแต่ละดวงอย่างละเอียด 

บรรยากาศในสวนนั้นสงบเงียบ มีเพียงเสียงดนตรีที่แว่วมาจากเวทีการแสดงที่พวกเธอเพิ่งจากมา แต่ก็ไม่ได้เป็นการรบกวนการชมงานศิลปะของทุกคนในสวนจนเกินไปนัก

“พวกที่อยู่ในสระนี่ ดูแล้วเหมือนในการ์ตูนเลย” ซากุระเปรยขึ้นเสียงเบา แชยอนพยักหน้าเห็นด้วย ในหัวปรากฎภาพหมู่โคมลอยจากภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่องดัง ซึ่งน่าจะเป็นฉากเดียวกันกับที่ซากุระกำลังนึกถึง

อาโออิยังไม่ทันตอบอะไรก็มีสายเรียกเข้าจากมือถือเสียก่อน เจ้าตัวจึงเอ่ยขออนุญาตกับแชยอนเร็วๆ และเบี่ยงตัวไปยืนรับสายอยู่บนพื้นหญ้าด้านข้างเพื่อไม่ให้เกะกะทางเดิน ซากุระกับแชยอนซึ่งเลี่ยงออกมาจากทางเดินไม่ทัน ทำให้จำเป็นต้องเดินต่อไปก่อนตามฝูงชนรอบตัว 

ซากุระสังเกตว่าแชยอนก็มักจะคอยหันไปชะเง้อมองอาโออิเป็นระยะด้วยความกังวล จนในที่สุดคนอายุมากกว่าก็ทนไม่ไหวต้องยื่นมือไปรั้งแผ่นหลังบางที่เตรียมจะเอี้ยวไปด้านหลังอีกครั้งพร้อมเอ่ย

“ไม่ต้องห่วงอาโออิจังหรอก ดูงานให้สนุกเถอะ เดี๋ยวเราค่อยออกไปยืนรอข้างหน้าก็ได้” จบคำก็ได้รอยยิ้มเขินจากแชยอนเป็นคำตอบ ก่อนที่มือเล็กของซากุระที่ยังคงวางอยู่กลางหลังจะออกแรงดันเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว กระตุ้นให้อีกฝ่ายออกเดินไปพร้อมกัน

ทั้งคู่หยุดยืนรออาโออิอยู่ไม่ห่างจากประตูทางออกสวน ยังไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้น แต่บรรยากาศที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสองกลับไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด แชยอนและซากุระสัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งและผ่อนคลาย

ไม่แน่อาจเป็นเพราะสายลมเอื่อยเย็นในค่ำคืนนี้กระมัง

“มาแล้วจ้า ขอโทษนะ รอนานเลย” อาโออิกล่าวขอโทษเมื่อเดินเข้ามาถึงตัวทั้งสองคน

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ จริงๆ มายืนรอได้แป๊บเดียวเอง” แชยอนตอบ

“เดี๋ยวเราไปดูงานในหอศิลปะทางโน้นกันต่อไหม ฉันอยากไปดูปลาที่อยู่ในโปสเตอร์” ซากุระเอ่ยชวน พลางเอ่ยถึงงานศิลปะชิ้นไฮไลต์อีกชิ้นซึ่งปรากฎอยู่ในโปสเตอร์งานด้วย

“คือว่า ฉันน่าจะไปด้วยไม่ได้แล้วล่ะ” อาโออิเอ่ยค้านอย่างเกรงใจ แล้วหันมาอธิบายกับซากุระ “คือเมื่อกี้นาโกะจังโทรมา เห็นว่าลืมคีย์การ์ดก็เลยขึ้นห้องไม่ได้น่ะ ท่าทางจะต้องกลับไปหานาโกะก่อน”

“แล้วกัน” ซากุระตอบเสียงอ่อย แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ เพราะเธอเองก็เป็นห่วงนาโกะอยู่ไม่น้อย

“แต่ซากุจังไม่ต้องกลับไปด้วยกันหรอก เธอไปดูงานนั้นก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกลับไปคนเดียวได้” อาโออิเสนออย่างใจดี

“ฮื่อ ถ้าอาโออิจังต้องกลับ ฉันกลับด้วยก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก” ซากุระปฏิเสธหนักแน่น แม้ดวงตากลมจะฉายแววเสียดายอยู่ในที ซึ่งแน่นอนว่าอาโออิย่อมรู้ทันอย่างแน่นอน

“แชยอนซัง ขอโทษด้วยนะคะที่ต้องรีบไปกระทันหันเลย แต่ยังไงถ้ายังไม่รีบกลับ ฉันฝากซากุจังไปเดินดูงานด้วยคนได้ไหมคะ” อาโออิหันมาถามแชยอนอย่างสุภาพ แต่ก็ฝากฝังไปพร้อมกันด้วย แชยอนยิ้มรับก่อนตอบ

“ถ้าซากุระซังยังอยากดูงานอยู่ก็ไปกับฉันเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ” ขณะที่ซากุระยังอึกอักทำตัวไม่ถูก อาโออิก็ฉวยโอกาสก้มหัวน้อยๆ ส่งยิ้มพร้อมเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ พร้อมกับกล่าวลาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะผละไปโดยไม่เว้นจังหวะให้ซากุระได้ทักท้วง

“อ้าว อาโออิจัง” ซากุระรำพึงอย่างไม่มีทางเลือก ในเมื่อคนรอบตัวตัดสินใจแทนเธอไปหมดแล้ว เจ้าตัวจึงได้แต่ทำปากยู่พร้อมบ่นอุบอิบเสียงเบา

“ซากุระซังอยากกลับไปพร้อมอาโออิซังไหม ไม่อย่างนั้นฉันเดินไปส่งที่สถานีก็ได้นะ” แชยอนที่ยืนอยู่ข้างกันก็เดาอารมณ์คนตัวเล็กไม่ถูกนัก จึงหยั่งเชิงไปก่อน

“ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อมันมาถึงขนาดนี้แล้ว คืนนี้ฉันเดินเที่ยวยาวๆ เอาให้ฉ่ำไปเลยดีกว่า” ซากุระไหวไหล่เบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาตอบแชยอนด้วยท่าทีสบายๆ

“ฮ่าๆๆ เยี่ยมไปเลย งั้นฉันเดินเป็นเพื่อนซากุระซังเอง” แชยอนตอบรับเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถ้าจะเดินเป็นเพื่อนกัน งั้นต้องเลิกเรียกฉันว่าซากุระซังก่อนนะ” ซากุระซึ่งติดใจกับคำเรียกของคนข้างๆ มาสักพัก เมื่อได้ทีจึงต้องจัดการให้เรียกกันใหม่

“เอ๋ จะดีเหรอ” เมื่อเห็นว่าแชยอนยังมีสีหน้าไม่แน่ใจ ซากุระจึงเริ่มเรียกก่อนเป็นตัวอย่าง

“ก็ไม่เห็นยากเลย แชยอน นี่ไง ฉันยังเรียกได้เลยเห็นไหม แชยอนจัง แชยอนๆๆ” ​

ซากุระเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลางเอียงหน้าไปมาอย่างทะเล้น 

ในที่สุดแชยอนก็หลุดขำคิก 

“โอเค งั้นไปกันเถอะซากุจัง” 

(TBC)


คราวนี้ลองเขียนให้ยาวขึ้นกว่าเดิม 
เพราะให้ทุกอย่างออกมาละเอียดมากขึ้น 
ไม่รู้ว่าจะชอบกันมั้ย คิดไว้ว่าคงมีสัก 3-4 ตอน
ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ 
#มตนแชกุระ

NOTE : Matane (มะ-ตะ-เนะ) ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า แล้วพบกัน
SHARE

Comments

DoubleM
11 months ago
ชอบการบรรยายมากเลยค่ะ เขียนดีมากๆ เอาซะอยากไปญปกับเขาเลย ㅠㅠㅠ
Reply
boog
11 months ago
ดีใจที่ชอบนะคะ ถ้าได้ไปเที่ยวแล้วอย่าลืมมองหาสากับแชนนะคะ ☺️