สร้างฉันทำลายฉัน

หลานชายของคุณตายแล้ว นั่นเป็นประโยคภายในใจที่ฉันส่งไปให้หญิงชรา จำไม่ได้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไรที่ฉันส่งออกความคิดลักษณะนี้ไปให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่กับเหยื่อรายแรกฉันยังจำไม่ลืมเลือน มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้อย่างมั่นเหมาะ ฉันยินยอมรับข้อเสนอ และพร้อมดำเนินขั้นตอนบ่อนทำลายลูกสาวของนายอานนท์ ฉันไม่ได้รู้จักนายคนนี้เป็นการส่วนตัวและไม่คิดว่าตนเคยมีความแค้นสั่งสมกับเขามาแต่ชาติปางก่อน ทว่าเหตุที่ฉันทำ เพราะผลตอบแทนช่างล่อตาล่อใจเกินจะหักห้ามตัณหาได้ไหวทัน ฉันต้องการเธอผู้นั้น กระหายสิ่งมีค่าล้ำที่เธอจะสามารถมอบให้ได้ในฐานะสิ่งมีชีวิต
ห้วงเวลาแห่งมิตรภาพ
ยังจำได้ครั้งแรกที่ฉันเข้าหาเธอ เธอทำไม่รู้สึกรู้สา ยังจำได้วันแรกที่เห็นเธอกลับบ้าน กับชายวัยกลางคนซึ่งฉันมารู้ในภายหลังจากปากเธอเองว่าเขาคนนั้นมีชื่อว่าอานนท์ และเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ ตอนนั้นฉันไม่คิดว่าแผนการของตนจะประสบผล แต่ก็ไม่แลเห็นวี่แววของความล้มเหลว เพราะไม่ว่าอย่างไรฉันก็ได้ทำข้อตกลงเอาไว้แล้ว กับเธอในอนาคตต่อจากนี้ เธอที่เป็นเพื่อนของฉันเรียบร้อยโดยดุษฎี ฉันจะต้องได้เวลาอันมีค่าในชีวิตของเธอ มาใช้ทานน้ำแข็งใสถ้วยเดียวกัน มาดูหนังเรื่องใหม่ในโรงหนังร่วมกัน มาใช้เสวนาเรื่องชายหนุ่มหล่อเหลาด้วยกัน  เธอจะต้องหัวเราะมีความสุขกับฉันแทนที่จะไปนั่งทานมื้อเย็นร่วมโต๊ะกับเขา แทนที่จะไปนอนหนุนตักเขาดูละครหลังข่าว ดังนั้นแล้วอันดับแรก ฉันจึงค่อยๆชักจูงเธอมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ใช้เวลาไม่นานเธอก็ติดกับ ยอมร่วมมือ และคอยบ่อนทำลายลูกสาวของอานนท์จากภายใน แยบยล และแช่มช้าปราณีต มันเนียนกริบเสียจนแม้แต่ตัวของอานนท์เองก็แทบไม่รู้สึก ราวกับมีดหมอที่รอเวลาอันเหมาะหมาย กรีดลึกลงไปในล่องอกของชายผู้ชาด้าน จากสายสัมพันธ์ใหม่ที่ค่อยๆก่อร่างสร้างตัว กัดเซาะสัมพันธ์เก่าก่อนให้กร่อนกลายเหลือเพียงเศษอนุสรณ์ให้เก็บไว้หวนรำลึก เหยื่อที่ดีที่สุดคือเหยื่อที่เราจงใจเหลืออะไรเอาไว้ให้เขาพอหยิบฉวยไปประทังหัวใจ อย่างน้อยๆกับบุญคุณที่เขาเพาะเธอมาไว้ให้แก่ฉัน เขาก็สมควรได้รับ เศษซากของลูกสาวในอดีตใต้ความทรงจำดูไม่เลวเลยสำหรับของขวัญสั่งลา ฉันหัวเราะและเดินจากมา แผ่นหลังหันไปทางชายใกล้ชราที่กำลังโอบกอดภาพอดีตสวยหวานพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มวันนั้นที่ยังฉายอยู่ในวันนี้ ในณะที่ฉันกำลังจับจ้องไปที่เหยื่อรายใหม่ บุรุษร่างสูงประมาณหกฟุตในชุดมาดเซอ ผมสั้นปรกหน้าผากทำให้ยากระบุอารมณ์ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ฉันปรี่เข้าไปขัดจังหวะสแครชมือถือของชายหนุ่ม ไม่ว่าเขากำลังเสวนากับใครนั่นไม่สำคัญ เวลาของเขาต้องเป็นของฉัน
คุณจะทำลายผมหรือ
นั่นคือสิ่งที่เขาเอ่ย ฉันยังไม่ทันเดินหมากหรือเผยพิรุธใดออกไปเลยมิใช่หรือ แล้วทำไมดวงตาใต้ม่านผมจึงมองมาด้วยประกายเย็นชา ทำไมเจ้าของตาลึกล้ำคู่นั้นจึงถอนใจแล้วเบี่ยงตัวเดินอ้อมฉันไป ไม่นะ ฉันเหลียวหลังกลับไปมอง แผ่นหลังของเขาทอดทิ้งห่างไปไกลเรื่อยๆ ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย นี่ฉันถูกปฏิเสธอย่างนั้นหรือ นี่ตัวเขาในกาลต่อจากนี้ไม่คิดเจรจาแลกเปลี่ยนใดๆกับฉันแม้เพียงเล็กน้อยเลยหรือ ไม่แม้แต่จะขานชื่อในฐานะคนรู้จัก แค่เสี้ยวขณะไยจึงไม่ให้โอกาสฉันคนนี้ ไม่จริง ต้องไม่ล้มเหลว ล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด ฉันอยากได้ ยิ่งเห็นแผ่นหลังสีน้ำเงินยีนส์นั่นฉันยิ่งอยากได้ ฉันต้องวิ่ง ใช่แล้ว ฉันวิ่งได้เร็ว เร่งฝีเท้าจนในที่สุดเสียงส้นสูงก็หยุด หัวใจเต้นถี่ระรัวท้าประจันหน้ากับบุรุษผู้เย็นชาเป็นคำรบสอง ขอโทษนะคะ คือฉันคุ้นหน้าคุณมากเลย เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า มุกนี้น่าจะได้ผล ดูสิ เขาชะงักแล้ว มือนิ่งค้างสายตาถูกยึดครอง เขาไม่สนคนในมือถืออีก รายชื่อพวกนั้น ตัวอักษรสรวลเสเฮฮาประดานั้นจะมีค่าเท่าฉันคนนี้ได้เยี่ยงไร ดูสิเขาทำมันหล่น เสียงวัตถุแตกหักยามตกกระทบพื้นช่างไพเราะเสนาะหู อีกทั้งยังน่าภาคภูมิ ไม่ว่าต่อแต่นี้ความสัมพันธ์ของสองเราจะเป็นเช่นไร คุณบุรุษน้ำแข็ง บัดนี้ฉันดึงคุณไว้อยู่แล้ว
เก็บมันขึ้นมา
เขาพูด หมายความว่าอย่างไร เก็บไอ้ของที่ร้าวรานนั่นน่ะหรือ อะไรกันน้ำเสียงที่ไม่ใคร่จะรื่นหู ถ้าคุณไม่เก็บ ผมจะเก็บเอง แล้วอย่ามายุ่งย่ามกับผมอีก เขาว่ามาแบบนั้น จะให้ฉันทำอย่างไร เก็บสิรอท่าใด ฉันค้อมย่อตัวราวกับกำลังหมอบกราบชายหนุ่ม หยิบมือถือจอแตกขึ้นมาแล้วยื่นส่งออกไป เขาส่ายหัว แล้วบอกให้ฉันดูชื่อคู่สนทนา แม่ นั่นคือเธอ และนี่คือลูกชายของเธอ เหมือนภาพในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นลูกชายไม่ใช่ลูกสาว และเจ้าของเวลาของเป้าหมาย คือมารดาแทนที่บิดา แล้วมันจะยากเย็นตรงไหนกัน ในเมื่อครั้งแรกฉันยังทำสำเร็จ ครั้งนี้ยิ่งไม่มีทางพลาดท่า คุณยิ้มอะไร เขากล่าว นี่อย่างไรคุณถามฉันแล้ว ในที่สุดคุณก็เริ่มให้เวลาฉันแล้ว ฉันลอบกระหยิ่มตอบออกไปว่าไม่มีอะไร เพื่อให้ดูลึกลับน่าค้นหา ใช่แล้ว พวกผู้ชายชอบทำตัวเป็นนักสืบ โดยเฉพาะเมื่อเจอสาวสวยๆอย่างฉันคนนี้ คุณรู้ไหม แม่ของผม ท่านเป็นหม้าย เขาว่า ฉันส่ายหัว พ่อผมเสียไปตอนผมเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้เรียนคณะวิศวะตามที่ท่าเคยขอ แต่ท่านไม่รู้เรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำเมื่อผมทำสำเร็จ นี่มันจะซีเรียสไปไหมสำหรับบทสนทนาครั้งแรก ฉันรับฟังพลางคิดในใจ เสียใจด้วยค่ะ ฉันโต้ตอบไป คุณไม่ได้ทำอะไรผิด คุณไม่ต้องเสียใจก็ได้ เขากล่าวเสียงนุ่มลง คุณรู้ไหม ในวันเผา ผมไม่ร้องไห้เลยสักแอะ ต่างจากแม่ผม ท่านร้องไห้ทุกวัน หลังจากนั้นยังร้องอีกเป็นอาทิตย์ ไม่มีกะใจพูดคุย หรือรับคำปลอบโยนจากใคร แม้กระทั่งผมที่เป็นลูกชาย ฉันพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถามว่า คุณไม่เสียใจ ทรมานใจหรือ เขาส่ายหัวช้าเชื่องแล้วบอกเสียใจ ยิ่งมารู้ตัวว่าไม่สามารถทำอะไรให้แม่รู้สึกดีขึ้นไปมากกว่าที่คนนอกรอบตัวท่านกระทำได้ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกไร้ค่า ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ นานวันเข้ามันกลับกลายเป็นความรู้สึกละอายของคนผิดบาป ท่านร้องไห้เพราะท่านยังต้องการพ่อของผม ยังต้องการมีเวลากับคนรักของท่าน แต่ผมทำมันพัง ตั้งแต่ผมเกิดมาเวลาระหว่างพวกท่านก็ถูกผมช่วงชิงเอามาเป็นของตัว ฉะนั้นไม่ว่าคุณคิดทำอะไร ต้องการอะไรจากผม ผมคงไม่อาจให้คุณได้ ไม่รู้ทำไมน้ำตาฉันจึงเริ่มเอ่อคลอ แต่ฉันยังคงพูดออกไป คุณกำลังคิดจะชดใช้ให้กับท่านหรือ เขาส่ายหัวช้าเชื่องอีกครา จ้องมองกลับมาด้วยแววตาเหมือนดั่งคนสงสารตัวเองแล้วกล่าว ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกเหมือนผมในอดีต แค่นั้นเอง ไม่ว่าสิ่งที่ผมกับคุณอาจกระทำได้ต่อจากนี้ดูสร้างสรรค์งดงามสักปานใด สุดท้ายยังคงต้องทำลายบางสิ่งเป็นดั่งเครื่องสังเวย เปรียบดั่งการแลกเปลี่ยน เวลาของแม่ผมมีจำกัด เวลาของผมมีจำกัด เวลาของคุณเองก็เช่นกัน ยามคุณไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งเวลาแห่งเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คน คุณอาจหลงลืมไป ตัวคุณเองก็มอบให้แก่เขาเช่นเดียวกัน นั่นเองคือถ้อยทิ้งท้าย เขาเดินจากไป ฉันตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าหันกลับไปมองแผ่นหลังนั้นอีก มีเพียงมือข้างหนึ่งที่มีกำลังอยู่เพียงพอ ยังคงพอที่จะยกมันขึ้นมา และสัมผัสร่องลึกบนใบหน้าใต้ผิวประทิน
SHARE
Written in this book
Short story
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments