ขอให้ปีต่อไป ผ่านพ้นไปเหมือนCrystal Snow
อีก 15นาที จะปีใหม่
ตื่นเต้นไหม?

รวินันท์2018 กำลังจะกลายเป็นรวินันท์คนใหม่2019 ในเร็วๆนี้
.
.
.
.
.
เดี๋ยวนะ
.
.
.

คนใหม่ ?!!

.
.
.
.
.
อืมมม ' คนใหม่ ' เหรอ 
.
.
.
.
ชักไม่แน่ใจ




ทบทวนความจำกันหน่อยละกัน


จำได้ว่า

1.
ตัวเองตะลอนหาที่เรียนพิเศษ3-4ที่ เพื่อ Gat/Pat และ 9 วิชาสามัญ เลิกดึกสุดคือ3ทุ่ม เสาร์-ทิตย์ไม่มีหยุด กลับมายังต้องอ่านเพิ่มอีก

วันสอบไม่ได้พกบัตรนักเรียน ลืมบัตรปชช. และยังไม่มีใบขับขี่ ในถุงผ้ามีแต่ดินสอ ปากกา ยางลบ กับกระเป๋าตังค์ที่มีเงินติดอยู่ 260 บาท สรุปได้โทรเรียกแม่ให้เอาบัตรปชช.มาส่ง ดีที่รถไม่ติดมาก แต่โดนแม่บ่นนิดหน่อย “ แค่นี้ยังจัดการตัวเองไม่ได้ ”

2.
ผ่านพ้นไปหลายเดือนกับการรอคอยผลสอบ
วันประกาศผล เปิดคอม เสริชหา ‘ทะเบียนประวัตินักศึกษา’ มีพี่สาวนั่งลุ้นอยู่ข้างๆ 

พี่ : มนุษย์จีนใช่ป่ะ?
รวินันท์ : อ่า
พี่ : รอบ2 มีคนสอบกี่คน?
รวินันท์ : ไม่รู้ 300กว่ามั้ง
พี่ : แล้วเขารับกี่คน?
รวินันท์ : 14

พี่สาวไม่พูดอะไรต่อ แต่เขยิบหน้าเข้าจอคอม เพ่งสายตาไล่มองหาชื่อไปเงียบๆ

รวินันท์ : พี่!

เพราะโชคหรือความฟลุ๊คอะไรก็ช่าง
แต่รวินันท์ทำได้แล้ว ติดมหาลัยแล้ว
ถึงจะไม่ใช่มหาลัยที่บ้านคาดหวังไว้
แต่ก็ทำให้พ่อแม่สบายใจได้อยู่ (มั้ง?)

3.
ก่อนวันขึ้นดอย ตามธรรมเนียมรับน้องของมหาลัยหนึ่งในภาคเหนือ นอนไม่หลับ มีแต่ความคิดวนเวียน “จะไหวเหรอ?” “จะเดินถึงไหม?” 
บวกกับความตื่นเต้นเป็นพักๆ ทำให้ได้นอนแค่2ชม.ก่อนตื่นอีกที ด้วยอาการสมองเบลอและสภาพร่างกายที่ไม่เต็ม100

เป็นเช้าวันหนึ่งในเดือนกันยา เด็กหลายหมื่นคนจากทั่วสารทิศ ยืนรวมตัวเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ รอเสียงสัญญาณปล่อยตัว เพียงแค่ก้าวเดียว พวกเราก็จะเปลี่ยนสรรพนามใหม่
 ‘นักศึกษามช.’

เป้าหมายของพวกเรานั้นเหมือนกัน 
คือต้องไปให้ถึงยอดให้ได้ 
ไม่ว่าจะเหนื่อย หอบ ล้มลุกคลุกคลาน หรือแม้แต่การเดินผ่านหลักกิโลในแต่ละครั้งจะทำให้ถอดใจ

ระยะทาง12กิโลเมตรที่เป็นทางชันตลอด 
โค้งสปิริตหักศอก โค้งสุดท้ายที่ไม่ได้วัดความอึดของต้นขา หากแต่วัดความแข็งแกร่งของจิตใจ 
ยังไม่หมด มีบันไดนาคอีก 306 ขั้น

ใครๆก็รู้ การเดินทางไปสักการะวัดพระธาติดอยสุเทพ ไม่ใช่เรื่อง่าย
เป็นการเดินทางที่พิสูจน์ คำพูดที่ว่า
“ปลายทางสำคัญกว่าจุดหมาย”

กว่า12กิโล สองแขนข้างที่คล้องเกี่ยวกัน สองมือคู่ที่จับกันไว้ สองเท้าที่แทบก้าวไปไม่ไหว 
ฝนที่ตกปรอยๆ กลิ่นยาดมที่ลอยคล้ะคลุ้ง ปากที่ร่ำร้องเพลงสถาบัน เสียงเชียร์อย่างสุดกำลัง
ของรุ่นพี่และศิษย์เก่า
           
“สู้ๆ อีกโค้งเดียวจะถึงแล้ว”

ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า 
หากแต่แลกมาด้วย มิตรภาพ ความผูกพันธ์ 
ความรักใคร่ปรองดองกันของเพื่อนที่น้องร่วมสถาบัน 
         
        “ปลายทางสำคัญกว่าจุดหมาย”

เป็นจริงทุกประการ
การขึ้นดอยครั้งนั้น  ถือว่าเป็นความทรงจำมีค่าที่เด็กมช.คนนี้จะไม่มีวันลืม

4.
เชื่อรุ่นพี่แล้ว ชีวิตมหาลัยแตกต่างจากมัธยมโดยสิ้นเชิง พูดตรงๆคือ นรกชัดๆ เหนื่อยจากขึ้นดอยยังไง ตอนนี้ก็ยังเหนื่อยอย่างงั้น
เหมือนเป็นจุดที่ต้องก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน เริ่มตั้งแต่ย้ายออกมาอยู่หอคนเดียว ทำให้เกิด
ช่องว่างระหว่างครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากความไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว ไหนจะระยะ
ห่่างกับเพื่อนสนิทที่เริ่มไกลออกไปทุกที
รวมถึงการตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยที่ต้องการคำปรึกษา แต่หาคนรับฟังไม่ได้ การรับแรงกดดันคนเดียว การที่บางวันเหนื่อยจนร่างแทบขาดจนอยากจะร้องตะโกนออกมา แต่ไม่มีใครได้ยิน การที่ต้องการกำลังใจ แต่ทำได้แค่ปลอบตัวเอง 

การลองมาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวซะเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่การปรับตัวเข้าหาสังคมใหม่ การทำงานกลุ่มที่เจอคนหลากหลาย จนบางครั้งเผลออุทานออกมาว่า “คนอย่างนี้ ก็มีด้วยเหรอ??!” การหามรุ่งหามค่ำอ่านหนังสือ หนีตายมิดเทอมและไฟนอล 

การผจญทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว
ไม่ง่ายเลย

เพราะนอกจากจะต้องต่อสู้กับปัญหาที่โลกเหวี่ยงมาให้ด้วยสารพัดวิธี ยังต้องสู้กับสิ่งที่ยากยิ่งกว่า
นั่นคือ จิตใจและความคิดที่คอยกัดกินตัวเอง
ความเหงาระดับ10พ่วงมากับอาการดาวน์ที่ต้องเจอ หรืออาการท้ออย่างมหาศาลจากการที่รู้ว่า
ตัวเองมันกระจ้อยร่อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนอื่น 

จำได้เลยว่า กว่าจะข่มตาหลับในแต่ละคืน
ไม่ง่ายเลย
ไม่ดีด้วย


แต่


ก็ไม่ได้แย่
เพราะหลังจากผ่านพ้นมรสุมพวกนั้นมา
คิดว่า ได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้นนะ 

การได้ลองมานั่งทบทวนตัวเอง พูดคุยกับตัวเอง 
ให้เวลากับตัวเอง อยู่กับตัวเองมากๆ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ถึงจะไม่มากถึงขั้นที่รู้ว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตคืออะไร? ความสุขสำหรับตัวเองเป็นแบบไหน? สิ่งที่รักจริงๆรูปร่างหน้าตายังไง? 

ดูเหมือนไม่ได้อะไรกลับมาเลยใช่ไหม จากจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งนี้?

หลายคนอาจคาดหวังกับผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่
แต่กับเรา การได้ให้อภัยตัวเองจากอดีต 
อาจเป็นผลลัพธ์ที่เล็กจ้อยในสายตาคนอื่น แต่มันยิ่งใหญ่และน่าปิติยินดีที่สุดแล้วสำหรับเราแล้ว

มีคนบอกว่า
“บางทีการรักคนอื่น ยังง่ายกว่าการรักตัวเอง”
ส่วนตัวเห็นด้วยกับคำพูดนี้ทุกประการ

การเปิดใจยอมรับว่าตัวเองได้แค่นี้ มันเจ็บปวดนะ รวดร้าวเลยแหละ เมื่อเห็นสายตาแห่งความผิดหวังเหยียดมา แต่มันก็ยังเจ็บน้อยกว่าการปิดใจและโทษตัวเองที่ทำได้แค่นี้ รวมถึงหาเหตุผลมาทำร้ายตัวเอง ย่ำยีความรู้สึกตัวเองให้ตกต่ำถึงขีดสุด ทั้งที่ในความเป็นจริง เราควรจะรักตัวเองให้มากกว่าใครที่สุด

หลังจากยอมรับตัวเองได้แล้ว แท่นแท้นนน
โลกก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เทาเหมือนเดิม เหวี่ยงปัญหามาให้เหมือนเดิม แต่สายตาที่เราใช้มองโลกตังหากที่เปลี่ยนไป

ความรักเหรอ ไม่ได้ต้องการแล้ว
คะแนนเหรอ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ความคาดหวังของพ่อแม่เหรอ ขอโทษหนูได้แค่นี้:)
ปัญหาเหรอ เอ่อ เหนื่อยเว้ย แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป



5.
2018 
นิยาม : หนักหนาและสาหัส ,ปีที่ เรื่องร้ายมี%มากกว่า เรื่องดี 

แต่ถึงปีนี้จะร้ายกาจแค่ไหน มันก็ยังมีบางวัน บางคืน หรือสักเสี้ยวของสักช่วงเวลาที่ยังดูน่ารักอยู่บ้าง อาทิเช่น
-การได้มีโอกาสมารู้จักกับพี่สาวเเสนดีคนนึง คนที่เราชื่นชมในผลงานการเรียบเรียงเนื้อเพลงของเขา คนที่ช่วยแต่งแต้มให้โลกขาว-ดำนี้ให้สดใสด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ ที่จะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่า
-การได้ไปคอน BTS ผู้เป็นดั่งกำลังใจ แรงบันดาลใจ รอยยิ้มและความสนุกสนานในแต่ละวัน ผู้ที่ปลอบประโลมความเศร้าด้วยบทเพลง 
-การที่รู้ว่า เพื่อนสนิท ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด
-การที่รู้ว่า ถึงแม้คาดหวังแล้วไม่ได้อย่างที่หวัง ครอบครัวก็จะคอยสนับสนุนและอยู่ข้างๆเสมอ

เพราะปี2018 ทำให้อยากภาวนาขอให้ปีต่อไป ผ่านพ้นไปเหมือน Crystal Snow

คำว่า crystal (อัญมณี) ถ้าดูดีๆจะมีคำว่า cry (ร้องไห้) ซ่อนอยู่

จะไม่ปฏิเสธนะ ว่าปีนี้ร้องไห้ไปมากแค่ไหน
และจะไม่คิดเสียดายเวลาที่เอาไปนั่งร้องไห้ด้วยกลับคิดว่า น้ำตาที่เสียไปจะให้อะไรเรากลับมา

บางคนอาจคิดว่า น้ำตา เป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์ แต่เราไม่คิดอย่างนั้น

เพราะการที่คนเราร้องไห้ออกมา ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนแอ พ่ายแพ้ หรือไร้ค่า แต่เพราะการร้องไห้ บ่งบอกว่า เขาผ่านเรื่องราวอะไรมา เจ็บปวดแค่ไหน บอบช้ำเพียงใด น้ำตา คือสิ่งที่ยืนยันความทุกข์ทรมานที่ได้เจอ และน้ำตาจะช่วยชำระล้างให้เป็นคนใหม่ คนที่มีสติ จิตใจเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวกับเส้นทางที่เลือกเดิน อีกทั้งน้ำตายังช่วยเตือนให้หันกลับมารักตัวเอง

เรามองว่า น้ำตา คือสัญลักษณ์ของความสุข 
เพราะถ้าเราไม่เคยร้องไห้ออกมาเนื่องจาก
ทนไม่ไหวกับความทุกข์ เราก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า ความสุขเป็นอย่างไร 
no pain no gain 

เราคงไม่สัญญาว่าจะไม่ร้องไห้อีก
เพราะปีต่อๆไป คงเจอเรื่องหนักหน่วงกว่านี้

แต่จะขอให้น้ำตาจากการร้องไห้นับไม่ถ้วน 
ไหลอาบแก้ม หล่อหลอม และตกผลึกเป็น คริสตัล ที่สวยงาม มีคุณค่า เปล่งประกายระยิบระยับอย่างความสง่างาม ดังเช่น เกล็ดหิมะพร่างพราวในฤดูเหมันต์


6.
ใจจริงอยากจะเขียนให้จบก่อนปี2019 
แต่ไม่ทันด้วยเหตุผลนานาประการ

ไม่รู้หรอกว่า รวินันท์คนนี้ จะเรียกได้ว่า 
เป็น รวินันท์คนใหม่ ได้แล้วหรือยัง

ไม่รู้หรอก ไม่ได้มาตอบคำถาม

เพราะจุดประสงค์ในการเขียน storylog ครั้งนี้ นอกจากบอกเล่า(บ่น)ความทรงจำตลอดปี2018 
การภาวนาถึงสิ่งดีๆที่อยากจะให้เกิดขึ้นในปี2019
เหลือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด คือการฝากข้อความให้ตัวเอง


[ ไง รวินันท์ เป็นไงบ้าง
เหนื่อยไหม?

เหนื่อยสินะ

ขอโทษนะ ที่ผ่านมาไม่เคยรักตัวเองเลย

แต่รู้อะไรไหม 

มึงอะ เก่งที่สุด

ขอบคุณที่อดทน และยังเชื่อใจตัวเองอยู่



ก็ 
ไม่มีอะไรแล้ว 
ยัง2019ก็รักตัวเองให้มากขึ้นไปอีกนะ


อวยพรอีกรอบละกัน
ขอให้ปีต่อไป ผ่านพ้นไปเหมือนCrystal Snow ]

สวัสดีปีใหม่ :)


ปล.ขอขอบคุณเพลง Crystal Snow ของหนุ่มๆ BTS (บังทันโซยอนดัน) เพลงเพราะๆ เพราะจริงๆนะ เสียงนุ่มทรงพลังเหมาะกับบรรยากาศหนาวมากๆ (อวยสุดฤทธิ์) เพลงที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราเกิดความคิดอยากจะเจาะความหมายของคำว่า crystal ให้ลึกลงไปอีก 💜

SHARE
Written in this book
ทามแมชชีน ความทรงจำ
รวมความทรงจำ ทั้งมีค่า ทั้งดี ทั้งร้าย ทั้งอยากลืม หรือทั้งอยากจำไว้จนกว่าจะตาย รวมไว้ในนี้
Writer
darkshadowz
Shadowzzz
หลงรักในการอ่าน การเขียน และไอเดียเรื่องราวของแต่ละคน เชื่อว่า พลังของถ้อยคำที่ต้องการสื่อสารออกมา ไม่ว่าจะรูปแบบไหน บทกวีหรือเสียงเพลง ล้วนมีอยู่จริง และผู้เสพสามารถสัมผัสได้ทั้งสิ้น ส่วนตัวคิดว่า คนเราเจ๋งนะ สามารถสร้างสุดยอดความสวยงามจากการเขียนได้ไม่น้อยไปกว่าการวาดรูปชิ้นเอกของแวนโก๊ะซะอีก :)

Comments