ลมหายใจของความทรงจำ
“ อายุความทรงจำของคนเรายาวนานแค่ไหน ? ” เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองขึ้นมาวันหนึ่ง ขณะปล่อยใจลอยล่องทอดสายตามองออกไปนอกระเบียงไกล 

ระหว่างสำรวจความคิดตัวเอง ก็ได้คำตอบแรกว่า
“ตราบเท่าที่เราไม่ลืมมัน”
คำตอบที่สองตามมาติดๆ
หรือบางคนเขาอาจตอบว่า
“ตราบเท่าที่เจ้าของความทรงจำยังมีลมหายใจ”

ในคนๆหนึ่ง ความทรงจำล่องลอยอยู่ของมัน ไม่มีหมดอายุ?

บางครั้งบางคราวความทรงจำที่เหมือนจะหมดอายุไปแล้วก็ฟื้นกลับมาเองให้เราได้ทบทวนอีกครั้งอย่างบังเอิญ เหมือนกับการเจอเพื่อนวัยเด็กสักคน สถานที่บางแห่งที่เคยคุ้น รสชาติอาหารที่เคยลิ้มลอง เพียงได้ผ่านประสาทสัมผัส ผลันภาพในความทรงจำได้กลับมาโลดแล่นในหัวเราอีกครั้ง

บางความทรงจำมีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้คล้ายหมดอายุ เมื่อยังโลดแล่นอยู่ชัดแจ้ง ผู้คนก็เลือกจดจารมันไว้เป็นตัวอักษรบ้าง เป็นภาพเขียนหรืองานศิลปะบ้าง โดยเลือกถ่ายทอดไว้บนกระดาษ ชิ้นงานหรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ตามที เมื่อสู้กับกาลเวลา สิ่งเหล่านั้นย่อมเปราะบาง ความทรงจำถึงคราว “หมดอายุ” เมื่อติดตามไปพร้อมกับลมหายใจคนรุ่นหนึ่ง และถึงแม้มันได้รับการต่ออายุด้วยสิ่งบันทึกที่จับต้องได้ แต่ก็มีคราวให้หมดอายุลงหากเพียงมันยังอยู่แต่เพียงรูป แต่ไม่ยึดโยงหรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความทรงจำตระหนักรู้ของคนรุ่นต่อไป ดังเช่นเรือนไม้ในชุมชนหลายแห่ง แม้นอบอวลด้วยเรื่องราวเก่าๆเพียงใด หากเมื่อเรือนเหล่านั้นหมดความสำคัญในสายตาของคนในชุมชนนั้นๆ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะค่อยๆผุสลายหรือถูกรื้อไปไม่ช้าก็เร็ว

ความคิดเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเกิดไอเดียว่า เราในฐานะที่เป็นคนสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้แลกเปลี่ยน รับรู้ความทรงจำจากคนอื่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนต่างวัย อายุยิ่งแตกต่างกันมาก ยิ่งน่าไปเรียนรู้ไปพูดคุย ไปเป็นสักขีพยานของความทรงจำที่ยังมีลมหายใจ ก่อนที่ยุคสมัยจะเคลื่อนหนีไป ใบไม้ถึงเวลาต้องผลัดใบ

เกิดไอเดียว่าเราน่าจะเก็บเกี่ยวความทรงจำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากคนรุ่นเก่าก่อนมันจะหายไป ถ้ารับผิดชอบขึ้นมาอีกหน่อยก็เพื่อเตรียมพร้อมจะถ่ายทอดมันต่อไปในอนาคตสำหรับคนที่สนใจ

ยิ่งเราโตขึ้นช่วงความแตกต่างระหว่างวัยก็ยิ่งลดลง เราคงค่อยๆได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับสารสู่ผู้ส่งสารแทน ดังนั้นไม่มีเวลารีรออะไรมาก ควรรีบไปหาความทรงจำเมื่อคิดได้และยังมีโอกาส เพื่อให้ความทรงจำที่สมควรอยู่บางอย่าง(สำหรับเรา)ในยุคนี้ ไม่หมดอายุไป


ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว
ผมได้มีส่วนเก็บรับความทรงจำบางอย่าง

คงเป็นหนึ่งในความทรงจำสำคัญที่หาโอกาสได้น้อยนักจะได้รับรู้

ความทรงจำจากผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตมาร่วม 4 แผ่นดิน

ท่านผู้นั้นคือ

“ อาจารย์สรรใจ แสงวิเชียร “

ปูชณียบุคคลที่ยังมีลมหายใจท่านหนึ่งในศิริราชลูกของ อาจารย์สุด แสงวิเชียร บุุคคลสำคัญของชาวศิริราช

ขอเพียงได้เท้าความ บทบันทึกนี้คงกระจ่างชัดเจนมากขึ้นถึงที่มาที่ไป เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น ในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ฯสิริกิติ์ สายตาผมได้ไปสะดุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่งในโซนหนังสือเก่าที่ผมชอบไปเดินควานหาหนังสือดีๆ เล่มนั้นเป็นหน้าปกสีดำ มีควันเทียนจางๆ
“กรณีสวรรคต“ เป็นชื่อที่ปก ลงชื่อผู้เขียน สรรใจ แสงวิเชียร และคุณวิมลพรรณ ปิติธวัชชัย ซึ่งเป็นท่านที่ผมรู้จักชื่อทั้งคู่

ผู้ขายตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาที่ผมจะรีบตัดสินใจซื้อได้ลง แม้กระนั้นก็ยังดึงดูดให้ผมเดินวนไปหยุดยืนอยู่หน้าบู๊ทที่มีหนังสือเล่มนั้นถึงสามครั้งในสองวันที่ไปเดินในงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อมันมาอ่าน

เรื่องกรณีสวรรคตเป็นประเด็นที่ใครต่อใคร รุ่นแล้วรุ่นเล่ายังอยากรู้อยากทราบข้อเท็จจริง ซึ่งก็มีหนังสือตีพิมพ์ออกมาหลายเล่มวิเคราะห์เรื่องราวดังกล่าว หนึ่งในเล่มที่ผมเคยได้ผ่านตาสมัยม.ต้นคือ “เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต” ของ อ.สุด แสงวิเชียร อดีตหัวหน้าแผนกกายวิภาคศาสตร์ ศิริราช และอดีตคณบดีของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้ที่ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกกายวิภาคฯ ท่านอาจารย์สุดได้เข้าไปร่วมชันสูตรพระบรมศพในหลวงอานันทมหิดลด้วย

ผมได้อ่านเล่มแรกนี้ ตอนอยู่ม.2 ที่ห้องสมุดโรงเรียนสาธิตเกษตรด้วยความเป็นเด็กชอบพลิกดูหนังสือหลากหลายแนวในห้องสมุด แต่ก็จำได้ว่า เราเข้าใจกรณีสวรรคตเพียงคร่าวๆเท่านั้น

“คงถึงเวลาอ่านอีกเล่มหนึ่ง เป็นการรวบรวมหลักฐานในยุคของลูกอาจารย์สุดบ้างก็น่าสนใจดี”
ผมคิดในใจ

มาวันหนึ่งก็ได้ลองค้นหาหนังสือเล่มที่สนใจในงานหนังสือเล่มนั้นในฐานข้อมูลห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหิดล

พบว่าที่ศิริราชเองมีปรากฎอยู่เล่มหนึ่ง

เมื่อติดต่อเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ มีปัญหาขลุกขลักบ้างในเบื้องต้น
แต่แล้ว ภายใน 1 สัปดาห์ หนังสือปี 2517 ห่อปกผ้าขาวเริ่มกรอบแกรบไปตามอายุ ก็มาอยู่ในมือผม ผมหยิบหาปลอกหมอนหนุนมาทำเป็นผ้าห่อ ไว้เคลื่อนย้ายให้กระเทือนมันน้อยที่สุด และจะได้พับเก็บไว้ให้ไม่โดนความชื้นเพื่อความปลอดภัยของหนังสือสำคัญเล่มนี้

เปิดไฟระเบียง เบื้องหน้าคือทัศนียภาพโค้งน้ำเจ้าพระยา มองไปไกลถึงฝั่งพระนคร แดดยามเย็มอ่อนกำลังลง แต่ยังพอแทรกผ่านหมู่เมฆสีฟ้าอ่อน มาจับเรือนยอดพระที่นั่งแหลมสูงลดหลั่นสะท้อนเป็นประกายระยิบ
“พระบรมมหาราชวัง” อันเป็นที่เกิดเหตุในวันนั้นอยู่ใกล้ศิริราชเพียงนี้เอง

ทิ้งตัวเอนลงนั่ง เปิดหนังสือออก เพียงไม่นาน สมาธิก็ถูกดูดไปจับอยู่ที่ตัวหนังสือทุกตัวบนหน้ากระดาษสีเหลืองคล้ำชวนขลังนานหลายชั่วโมง

ผมใช้เวลาอีกวันถัดมาเพื่ออ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาจนจบ
บางส่วนบางตอนยังสับสน ก็อ่านทวนจนค่อยๆเข้าใจ

หลายคำถามเกิดในใจ ในขณะที่หลายข้อสงสัยซึ่งมีมานานก็คลาย

ผมนึกหาใครสักคนมาช่วยขบคิด ตรวจทานความเข้าใจ

ใครกันที่จะเหมาะมาถกประเด็นเหล่านี้กับผม

ใช้เวลานึกพอสมควรก็ยังไม่ได้คำตอบที่ดี
จนปิดหนังสือลง

สรรใจ แสงวิเชียร
ตัวหนังสือวางอยู่มุมล่างขวา

เห็นชื่ออาจารย์สรรใจที่ปกเท่านั้น พลันก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า


“แล้วถ้าเราคุยกับผู้เขียนเสียเลยล่ะ”


อีกครั้ง ผมนึกถึงคุณค่าของความทรงจำที่ผมเคยขบคิด

เที่ยงวันนั้นผมเคาะประตูห้องจดหมายเหตุศิริราช ที่ชั้นสองตึกสยามมินทร์ ขอคำแนะนำจากเลขาอาจารย์สำหรับการติดต่อขอพบอาจารย์สรรใจ ท่านให้คำแนะนำด้วยอัธยาศัยที่ดีเยี่ยม การนัดหมายดำเนินไปลุล่วงดี ผมและอาจารย์สรรใจได้พูดคุยทางโทรศัพท์ตกลงกันว่าจะขออนุญาตไปพบในช่วงเช้าของวันหนึ่ง

เสียงเพลงตามสายบรรเลงไประหว่างพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันนั้น
ผมย่ำเท้าออกจากหอแต่เช้าเพื่อมายังห้องจดหมายเหตุตามเวลาที่ได้นัดหมาย

เวลาผ่านไปไม่นาน ประตูไม้บานหนาด้านหนึ่งก็แง้มออก ผู้อาวุโสก้าวออกมามองนศพ.หนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้า ท่านกวักมือเรียกเข้าไปด้านใน นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพบท่านก็จริงแต่ใจผมกลับตื่นเต้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในมุมหนึ่งของห้องทำงาน ท่านผายมืออนุญาตให้ผมนั่งลง 

“ไง อยากคุยอะไรกับผมบ้างล่ะ”
“ว่ามาซิ”


ผมหยิบห้อผ้าข้างตัวขึ้นมาวาง ค่อยๆพลิกเปิดผ้าคลุมออก ส่งให้ท่านพลางอธิบายเหตุที่มาพบ ท่านพยักหน้าแล้วยิ้ม ผมพลิกหน้าที่อยู่หลักปกให้ท่านดู มีลายเซ็นที่ท่านลงไว้เมื่อปี 2517 กับคุณวิมลพรรณ ผู้เขียนอีกท่าน
 “ มอบให้ศิริราช “

มองอย่างฉงน “เอ๊ะ ลายมือฉันนี่ ลืมไปเสียสนิท”
อาจารย์สรรใจกล่าว ท่านเลิกคิ้ว ยิ้มหัวเราะเบาๆ

หลังจากที่ผมอธิบายเรื่องราวซึ่งนำมาสู่การพูดคุยในวันนั้นจบ การสนทนาก็ค่อยๆดำเนินไป ผ่านประเด็นประวัติศาสตร์มากเหลือจะกล่าวสรุป บางครั้งท่านลองเชิงถามเกร็ดประวัติศาสตร์ผมด้วย แต่ด้วยความรู้ประวัติศาสตร์อันพอจะเก็บหาติดตัวมาบ้าง ก็ทำให้ท่านพยักหน้าเห็นด้วยได้ ดำเนินการสนทนาไปต่อได้อย่างสนุกไม่มีสะดุด

ท่านเล่า ผมก็นึกภาพตามได้ ท่านเล่า ผมก็ขอเล่ามุมที่ผมเคยได้ทราบมา ท่านรู้ตรงไหนก็ยินดีเสริมให้

นึกดูก็น่าดีใจ เวลาเรียนบนวอร์ด ยืนกับอาจารย์แพทย์ โดนถามสักทีก็ยืนตัวชา ไปไม่ถูกเสียเป็นเรื่องปกติ
นี่อย่างน้อยๆก็เป็นครั้งแรกๆที่มั่นใจตอบอาจารย์แพทย์ที่สุดและคำตอบดูจะเป็นที่น่าพอใจที่สุดครั้งหนึ่ง (ฮ่าๆ)

ในประเด็นเกี่ยวกับหนังสือที่ท่านเขียน กรณีสวรรคต ท่านเริ่มจากชวนผมคุยเรื่องบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงนั้นก่อน

ท่านเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆที่แวดล้อมห้วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองและการปรากฎตัวในหน้าประวัติศาสตร์ของคณะบุคคลที่เรียกตนว่า คณะราษฎร

สิ่งที่ท่านกล่าวชัดเจนที่สุด และเห็นตรงกับผมมากคือเรื่อง ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับบริบททางประวัติศาสตร์ที่คนๆหนึ่งควรจะรู้ เพื่อประกอบการมองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่งของไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์

เรามองเห็นตรงกันว่า การจะหยิบยกเหตุการณ์ใดในอดีตมาศึกษาหรือทำความเข้าใจให้กระจ่าง สำคัญมากที่จะต้องเข้าใจสถานการณ์ความเป็นไปที่แวดล้อมอยู่ โดยเฉพาะก่อนจะเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ดังเช่นในกรณีสวรรคต

เป็นการสนทนานั้นเอง ที่ทำให้ผมได้สังเกตว่า ทั้งคนรุ่นใหม่สมัยของ’ท่าน’ และทั้งคนรุ่นใหม่สมัยของ’ผม’ ต่างก็มีทฤษฎีสมคบคิดเป็น’ชุดเดียวกัน’ ราวกับตำราที่ส่งต่อกันมาอย่างไม่ได้ปรับปรุง ทฤษฎีเหล่านี้มองให้ลึกๆก็ไม่เป็นการยากเลยที่จะมองเห็นจุดประสงค์ที่แฝงไว้โดยนัย เป็นไปในทางที่ทำให้ในหลวงรัชกาลต่อมา คือในหลวงภูมิพลเสื่อมเสียพระเกียรติ โดยหลายข้อนั้นขัดแย้งกับความเป็นไปได้จริงอย่างเห็นได้ชัด ที่แม้แต่ฝ่ายที่ตั้งทฤษฎีในตอนนั้นก็จำนนต่อเหตุผลที่ค่อยๆเผยตามมากับหลักฐานซึ่งได้ระหว่างการสอบสวนและชันสูตรไปแล้ว ปิดทฤษฎีไปหลายข้อแล้ว แต่ยังเอามาผลิตซ้ำให้กับคนที่สงสัยค้นคว้าเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่(ซึ่งก็มีมาทุกยุคสมัย) ผมเองก็เคยได้ยินมาหมด ทั้งจากที่ตนเองอ่านและเพื่อนพูดกัน

โดยสรุป หลายเรื่องมีหลักฐานที่เปิดเผยมาให้ค้นคว้าได้ และหลายเรื่องนั้นอธิบายได้ตั้งแต่สมัยของท่านอาจารย์สรรใจค้นคว้าเรื่องนี้ด้วย ที่เหลือที่พูดลือกัน จำนวนมากพบว่าเป็นเท็จในตอนหลัง และที่เหลือก็เลื่อนลอยเพราะขาดหลักฐาน

เช่นนี้แล้วก็น่าคิดต่อว่าอะไรคือจุดอ่อนที่เยาวชนทุกยุคทุกสมัยมี ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อน และหลายครั้งดูเหมือนจะเป็นการ”ตั้งใจให้คลาดเคลื่อน” โดยคนบางกลุ่มเพื่อสนองแนวคิดการเมืองของตนเองก็เท่านั้น


“พวกกลุ่มที่เขา อยากจะให้เราเป็นรีพับลิก.. มีมาทุกยุค ทุกสมัย”

ในประโยคตอนนั้น
เราสบตากันนิ่ง

เหล่านี้เป็นความจริง ที่ผมกับท่านมีโอกาสเคยได้รับรู้

และที่คนจำนวนไม่น้อย ที่สนใจเรื่องนี้ ให้ความสนใจกับทฤษฎี ข่าวลือไม่มีน้ำหนักต่างๆโดยเชื่อว่าตัวเองกำลัง ‘ตาสว่าง’จากความไม่รู้ ก็คงเป็นเพราะ

หนึ่งคือ การไม่เข้าใจบริบทแวดล้อมของเหตุการณ์พอที่จะใช้วิจารณญาณทำความเข้าใจเหตุการณ์ได้ จึงไม่รู้จักแยกแยะความน่าเชื่อถือของข้อมูล เหตุปัจจัยที่เป็นที่มาของเหตุการณ์ซึ่งมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะมองสถานการณ์เป็นขาวกับดำง่ายๆอย่างที่เขามองได้

สอง คงต้องยอมรับว่าจำนวนไม่น้อยเลือกเชื่อเพราะทฤษฎีที่ให้ร้ายกับคนในสถาบันนั้นถูกกับจริตของเขา ส่วนนี้นอกจากไร้ราคาอย่างที่อาจารย์สรรใจเคยพูดแล้ว ยังป่วยการจะไปถกวิเคราะห์เรื่องราวด้วย เพราะเขาเหล่านั้นไม่ได้ใช้ตรรกะและหลักฐานมาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์เป็นสำคัญ

เพื่อนคนที่ผมกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ผมได้ยินทฤษฎีทางลบของกรณีสวรรคตมาจากเขา ก็เป็นคนเดียวกับที่ผมได้นั่งคุยด้วยที่หอพักระหว่างอ่านหนังสือสอบ คนเดียวกับที่ผมถามเรื่องกรณีสวรรคตกลับไป แล้วมีแต่ชุดข้อมูลท่องกลับมา ว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ราวกับตนเองเป็นผู้รู้มากกว่าคนอื่น

แต่ด้วยความใจเย็นที่ผมพอจะมี ผมก็ลองถามกลับว่ามันสมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง หลักฐานชิ้นไหนแสดงไว้หรือ

สิ่งที่น่าเสียดายคือ เขาตอบไม่ได้ บอกแค่ว่ารู้ เฉไม่ตอบคำถาม
กลับไปอธิบายเกี่ยวกับคนที่เขาเคยได้ฟังมา คนที่เขาเชื่อว่ารู้จริง ว่าน่าเชื่อถือเพียงไร

คงเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่พูดดูไม่มีน้ำหนัก พอพูดออกมาแล้วผมอธิบายกลับได้ เมื่อสิ่งที่มีหลักฐานกับสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานนำมาพูดคุยกัน ก็เลยสนทนาต่อไม่รู้เรื่อง

อยู่ดีๆ กำลังสนทนาหาข้อมูลใหม่ๆ เผื่อว่าผมจะยังไม่ทราบเขาก็ขยับมาพูดเรื่อง 6 ตุลา
... แปลกไหมครับ ทำไมต้องเรื่อง 6 ตุลา
เขาถามผมด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายมากขึ้นว่า ทำไมในหลวงไม่ออกมาระงับเหตุการณ์อย่างกรณี สามปีก่อนหน้านั้นคือเหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค วันซึ่งคนบางกลุ่มในธรรมศาสตร์เรียกกันอย่างเปิดเผยว่า วันมหาปิติ

ทำไมในหลวงท่านไม่ออกมาระงับ 6 ตุลา

ในใจก็ยังสับสนว่าเกี่ยวอะไรกัน ในเมื่อสักครู่ยังพูดเรื่องหลักฐานความเป็นไปได้ของกรณีสวรรคต อยู่ๆก็เผยความคิดลึกๆเป็นมุมมองด้านลบต่อสถาบันออกมา

แล้วกรณีสวรรคตที่ยกมาทั้งหลายนั่นนี่ว่าน่าเชื่อถือ สรุปแล้วก็คงเป็นแค่ความ”น่าเชื่อ”ถือในมุมมองแบบของเขาเพียงเท่านั้นเอง เพราะการสลับมาตั้งคำถาม 6ตุลา ข้อนี้ ฟังอย่างไรก็มองความประสงค์ลึกๆของเขาออกทันที

กลายเป็นเสียเวลาไปเรื่องหนึ่ง

สำหรับกรณี 6 ตุลา ผมก็อธิบายเขาไปว่าผมคิดอย่างไร และยังชวนเขาคุยต่อเรื่องกระแสความคิดซ้ายในยุคนั้นด้วย เพราะที่ผมเคยค้นคว้าประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นจากหนังสือหลายเล่ม (แม้จะถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับนักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์) เป็นไปไม่ได้เลยหากจะพูดถึง 6 ตุลา โดยไม่พูดถึงสถานการณ์รอบด้าน ทั้งการเมืองต่างประเทศ สงครามเย็น และกระแสคอมมิวนิสต์ที่กำลังเติบโตขึ้นในภูมิภาคเพื่อนบ้านในขณะนั้น เช่นเดียวกับพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)ที่เกิดขึ้น

ผมกลับพบว่า นั่นเป็นการคุยถกเถียงประวัติศาสตร์ที่ไม่สนุกเลย เพราะพูดชื่อย่อ พคท.ก็ต้องแปล กล่าวถึงผู้นำนักศึกษาในขณะนั้นเขาก็งงๆ ยิ่งสถานการณ์คอมมิวนิสต์(ที่เพื่อนคนนั้นตอบผมว่า “รู้ๆ เคยอ่าน” ) พอผมกล่าวเฉียดไปโดนความจริงที่ว่า ในนักศึกษาเองก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีแนวคิดซ้ายและในขณะนั้นมีนักศึกษากลุ่มที่สนับสนุนคอมมิวนิสต์อยู่จริง
(แม้ผมจะย้ำเขาว่าที่พูดกันนี้ ผมไม่ได้สนับสนุนหรือเข้าข้างใดเลย เพราะผมมองแบบศึกษาประวัติศาสตร์)

เพียงเท่านั้น เขาก็เดือดดาลมีโทสะ อ้างบุญคุณ ศักดิ์ศรี จิตวิญญาณของคนเดือนตุลาที่เสียเลือดเนื้อ (เขาพูดรวม14ตุลาด้วย)

บอกว่าผมกล่าวหานักศึกษา

พอผมจะบอกเรื่องที่ว่า ระดับแกนนำนิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าป่าแล้วยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้หลายท่านยอมรับว่าเคยนิยมคอมมิวนิสต์จริงก่อนจะเข้าป่าด้วยซ้ำ และตอนนั้นเห็นดีเห็นงามกับพคท.จริง ด้วยเห็นว่าเป็นแนวคิดที่จะเป็นผลดีกับกับประเทศชาติ

พอไม่ตรงกับที่เขาท่องจำมา

เขาก็งึมๆงำๆ บอกว่าคุ้นๆ
จำชื่อคนเหล่านี้ไม่ได้


เลยจับทางได้ว่าที่ยก 6 ตุลามาโหนไม่ได้มีเหตุผลเกี่ยวข้องใดมากมายหรอก

แค่เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่สถาบันมักถูกพูดถึงในทางลบได้มากที่สุดในกลุ่มคนที่คิดแบบเขาเท่านั้นเอง..


เรื่องตรงนี้ ผมก็แอบเล่าให้อาจารย์สรรใจท่านฟัง
และท่านก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ท่านทราบดี และดูเหมือนจะฟังเรื่องเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยที่ท่านค้นคว้าข้อมูลเขียนหนังสือเมื่อเป็นอาจารย์กายวิภาคศาสตร์เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนแล้ว

สำหรับทุกคนแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดเห็นหรือรู้สึกเหมือนกันหมด

จากการคุยวันนั้น ท่านเองก็มีบทสรุปเท่าที่จะบอกได้จากการค้นคว้าซึ่งอ้างอิงผลชันสูตรตามวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ท่านถนัดเป็นส่วนประกอบหลัก โดยที่ไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสถานการณ์ความเป็นจริง ฐานะของสถาบันกษัตริย์ และอิทธิพลการเมืองที่ส่งผลต่อรูปคดีอย่างมีนัยสำคัญ

และแม้ท่านจะมีความเห็นของท่านเป็นการส่วนตัวดังนั้นแล้ว แต่ท่านก็เปิดกว้างมากกว่าที่ผมคิด ท่านย้ำเสมอว่า …เราจะไม่โทษกันนะ หลักฐานชี้อย่างนี้ แต่อย่าไปว่าเขา อย่าไปว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร มันคือประวัติศาสตร์ มันบอกเราอย่างนี้เท่านั้นเอง

“ถึงเห็นอย่างนี้ แต่อย่าไปโทษเขานะ”


นั่นคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ผมได้จดจำมา
และส่วนหนึ่งของเมตตาธรรมที่ผมได้เรียนรู้จากคนอย่างท่าน


นอกจากประเด็นที่เป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างที่อาจารย์ได้สนทนากับผมไปข้างต้นแล้วนั้น
ระหว่างการสนทนา อาจารย์ยังเล่าเรื่องราวของบทบาทของเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้อย่างน่าสนใจ (แม้ตัวท่านจะยังเด็กขณะเกิดเหตุการณ์ แต่เมื่อโตขึ้นท่านก็ขยันชอบศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจังเสมอมา)

ท่านค่อยๆเล่าบทบาทของเสรีไทยทั้งสายอังกฤษและสหรัฐอเมริกาให้ฟังด้วยความจำที่ดีเยี่ยมจนผมอดนึกอิจฉาไม่ได้

ถ้าถึงวันที่ผมมีอายุเท่าอาจารย์ เมื่อนั้นความจำผมจะยังแจ่มชัดอย่างท่านได้หรือเปล่า

ที่เพิ่งทราบเป็นครั้งแรกคือเรื่องนักศึกษาแพทย์และนายแพทย์ที่พบหลักฐานว่าได้ร่วมขบวนการด้วยจำนวนหลายท่าน

มีนักเรียนแพทย์ศิริราช ที่ไปเรียนต่อสหรัฐ กระโดดร่มลงมาพร้อมๆกับรุ่นอาจารย์ป๋วยด้วย!

และยังมีอีกหลายท่านที่มีส่วนร่วมการจารชน สงครามใต้ดินอีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นยังเป็นแพทย์ม.ฮาวาร์ด ด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้ท่านยังกรุณาเล่าเกร็ดเล็กๆหลายตอนของสงครามครั้งนั้นให้คนรุ่นหลานอย่างผมฟังด้วยน้ำเสียงชวนติดตาม
และอย่างที่ผมบอก ด้วยความทรงจำที่ดีเยี่ยม!

ท่านย้ำเสมอว่า ทุกครั้งที่พูดถึงเสรีไทย เราต้องอย่าลืมมองว่า ไม่ใช่แค่เสรีไทยหรอกที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชู ประชาชนคนธรรมดาหลายแสนทั่วประเทศที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ คนเล็กคนน้อยรุ่นปู่รุ่นพ่อเราสมัยนั่นแหละ ที่กล้าหาญ ทนลำบาก เสี่ยงตายต่างๆนานาเพียงเพื่อจะหาทางช่วยชาติให้ได้สุดความสามารถที่แต่ละคนพอจะทำได้

ชาติเรามีอยู่วันนี้ได้ คนรุ่นก่อนพยายามรักษามันไว้สุดชีวิต

ถ้าเราจะรักชาติให้ได้สมกับที่เกิดมาอาศัยทรัพยากรในแผ่นดินนี้
ให้ได้สมกับที่บรรพบุรุษเราหวงแหนรักษามันมาด้วยชีวิต

ก็จงแสดงความรักด้วยการตั้งใจทำประโยชน์ให้กับประเทศของเราสุดความสามารถ

“ระลึกไว้เสมอนะ..” ท่านกระซิบบอกผม

ท่านแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของ อาจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เพิ่มเติม เพราะครบถ้วนและได้รับการยอมรับมากที่สุดเล่นหนึ่ง ( เช่นเดียวกับคำแนะนำของบุตรชายของคุณทอง กันทาธรรม เสรีไทยจากแพร่ ที่ผมได้พบปะเมื่อไม่นานมานี้ ท่านแนะนำให้ผมอ่านเล่มของ อ.วิชิตวงศ์ เช่นกัน เพราะเห็นว่าตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด )

การพูดคุยครั้งนั้นดำเนินไปร่วมชั่วโมง บางช่วงบางตอนท่านเล่าชีวิตความเป็นอยู่สมัยอาจารย์ยังเด็กๆ พระราชพิธีสำคัญที่ท่านได้ร่วมเป็นพยานครั้งหนึ่งในชีวิตขณะท่านยังเป็นเด็ก

"ผมออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังมืด หนีบกระดาษหนังสือพิมพ์ติดตัวมาสองแผ่น ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าไปสนามหลวง ในความมืดตอนนั้น ก็นั่งลงคนเดียวพิงต้นมะขาม พล่อยหลับไป ตื่นมาคนก็มาจับจองที่นั่งรอบตัวมืดฟ้ามัวดิน เพื่อชมพระราชพิธีสำคัญที่อาจเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในชีวิต"
- ส่วนหนึ่งของตอนที่ท่านเล่าเกี่ยวกับวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘

หรือในช่วงที่ท่านเป็นอาจารย์ที่ศิริราชแล้ว ช่วงเดือนตุลาคมของปี 2516-2519 อันเป็นช่วงที่นักศึกษามีบทบาทชุมนุมประท้วงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ถึงสองเหตุการณ์ ศิริราชมีบทบาทอย่างไร ท่านเล่าให้ผมฟัง และเช่นเคย ท่านไม่ลืมที่จะเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กๆที่ไม่ค่อยถูกบันทึกไว้หลายอย่าง


“ คืนนั้นนักศึกษาที่ยังอยู่ในรั้วมธ.ยังตกค้างอีกมาก คนมธ.เองกลับหนีไปเยอะพอสมควร ที่ยังอยู่มากก็ยังมีนักเรียนช่างกล โดนล้อมไว้อย่างนั้นเราต่างก็รู้ดีว่า กลางคืนเขาเอาแน่ ไม่ปลอดภัย เราเป็นหมอ เราเป็นพยาบาล ก็คิดอย่างเดียวว่ามีคนตกอยู่ในอันตราย เราจะไปช่วยเขามา อาจารย์หลายท่านก็ประสานเรือข้ามฟาก ขอให้ไปรับพวกเด็กๆมาจากท่าพระจันทร์ คณาจารย์ผู้ใหญ่ก็ติดต่อขอไปทางกองทัพเรือ ขอให้เรือตรวจการณ์ที่ลอยลำคุมสถานการณ์อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วยเปิดทาง อย่าทำอะไรเขา กองทัพเรือนี่ดีกับเรา พวกเด็กๆนักศึกษาทยอยเข้ามาศิริราช อยู่กันเต็มโรงครัว เราก็ให้ข้าวต้ม ฉันยังจำได้อยู่เลย ข้าวต้มสำหรับฉันเองวันนั้นพอเหลือแค่ครึ่งถ้วย ใส่เต้าหู้ยี้ โรงครัวเกลี้ยง รุ่งเช้าไม่มีอาหารให้คนไข้ ทำยังไงดี… ปรากฎว่าชาวพรานนกเขามา คิดไม่ถึงเลย ชาวพรานนกเดินมากันเต็ม พากันหุงหาอาหารมาให้ ทั้งที่ทำเสร็จแล้วและที่ยังเป็นของสด มาช่วยโรงครัวของเรา!
ที่ประตูฉุกเฉินก็มีร้านเนื้อเอาวัวทั้งตัวมาให้ ฉันไปยืนคุมอยู่ แต่กฏตอนนั้นห้ามเอารถเข้า ฉันเลยให้คนงานไปเอารถเปลคนไข้มาที่ประตู ยกเนื้อขึ้นวางแล้วแล้วคลุมผ้าไว้ รุ่งเช้ากลายเป็นข่าวลือเสียว่า นศ.หญิงท่านหนึ่งถูกรถถังทับ เข็นเอาผ้าคลุมเข้ามาที่ศิริราช…”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว 14 ตุลา ที่ผมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน
น้ำใจของคนตัวเล็กๆที่ประวัติศาสตร์อาจบันทึกไปเพื่อหวังผลทางการเมืองเป็นอีกแบบหนึ่งไปเสีย

นี่เป็นเรื่องราวเท่าที่พอจะเผยแพร่ได้ในบทความนี้ ยังมีอีกมากที่คิดว่าสักวันควรจะได้เขียนเพิ่มเติมอีก ซึ่งคงใช้เวลาพอสมควร

แต่อย่างน้อยสำหรับความรู้สึกของผมในวันนั้น
อยากบันทึกไว้ว่า

ผมคอยสังเกตและหวังอย่างยิ่งว่าท่านคงจะมีความสุขที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ตนเองประทับใจและสนใจศึกษามาตลอดชีวิตในมุมหนึ่งนอกเหนือจากวิชากายวิภาคที่ท่านอุทิศตนให้ ให้แก่คนรุ่นหลานที่สนใจคนหนึ่ง

ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ใจที่จากเดิมที่เคยกลัวการพูดคุยกับอาจารย์ท่านนี้
รอยยิ้มที่น่าจะแสดงว่าท่านมีความสุขกับเช้าวันนั้น

คงเป็นรอยยิ้มนั้นเองที่ยังทำให้อาจารย์นึกชวนผมไปคุยกันต่อในตอนเย็นวันนั้นและวันอื่นๆตามมาอีกสองสามครั้ง

ผมได้เก็บเกี่ยวความทรงจำสำคัญสำหรับตัวผมได้สำเร็จ

ในวันนั้น
ลมหวลกลิ่นอายอดีตจากห้องจดหมายเหตุ คงได้ลอดเล็ดออกมาติดกับตัวผม ถ้าเป็นไปได้กลิ่นจางๆของมันคงติดเสื้อกาวน์ปลายยาวสะบัดปลิวตัวนั้น เกาะตามไปพร้อมๆกับย่างก้าวที่รีบเร่งในวันนั้น แหวกตัวฝ่าแถวคนไข้แน่นขนัดทั่วโถงใต้ตึกสยามินทร์

เสียงเพลงชาติบอกเวลาแปดโมง ผมหยุดยืนหน้าตึกเรียน กระชับถุงกระดาษใส่ห่อหนังสือเล่มสำคัญที่ถูกลืมในห้องสมุดกว่ายี่สิบปีไว้ในมือให้แน่น เมื่อเพลงจบ ผมเดินขึ้นตึกเรียน
ส่งคำทักทายให้กับเพื่อนๆ เดินเข้าไปนั่งที่ประจำอย่างการมาเรียนตามปกติทุกๆวัน

แม้ในใจจะยังอบอวลด้วยเรื่องราวแสนน่าจดจำก็ตาม



ผมได้พบว่า สำหรับประวัติศาสตร์แล้ว คงไม่มีเรื่องใดที่ดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ที่สุด และจริงแท้ที่สุด ไม่มีขาวกับดำ หากคือความเทา และพื้นที่ของการตีความอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หากใช้โลกทัศน์ในยุคหนึ่งย้อนไปมอง ทำได้มากที่สุดคือได้รู้สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด แต่จะไม่มีวันเข้าใจความจริงของมันได้อย่างถ่องแท้ที่สุด

หากเมื่อแต่งแต้มด้วยมุมมองความรู้สึก ประวัติศาสตร์ก็สามารถจะกลายเป็นเครื่องมือที่โหดร้ายที่สุดที่ใช้ทำลายล้างใครสักคน หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือที่จะให้บทเรียนที่ดีที่สุดให้กับใครก็ตามที่ศึกษาก็ย่อมได้

การรับทราบ การตีความ หรือให้ความหมายต่ออดีตตอนใดตอนหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผันแปรไปตามมุมมองของยุคสมัยได้เสมอ และกระทำได้ไม่มีจบสิ้น

แต่ความทรงจำที่ตกทอดให้เราได้รับทราบนี่สิ คือสิ่งที่จะค่อยๆจางลงไปตามกาลเวลา

ถ้ามีโอกาส อยากให้ใครก็ตามที่ได้อ่านบทความนี้ ลองหาความทรงจำที่ท่านสนใจ
และคิดว่ามีประโยชน์กับตัวท่าน เลือกเก็บเกี่ยวมาสักครั้ง ให้โอกาสตัวเองได้ลองเปิดใจรับฟังดูสิครับ

หาข้อคิดและสิ่งที่เป็นประโยชน์จากเรื่องราวเหล่านั้น
ให้กับตัวเรา
และเผื่อแผ่ให้คนอื่นต่อไป
…หากว่ายังมีเวลา


ต้นแสง

13 มกราคม 2562


ณ ไทรโยค 


หมายเหตุ :

ในเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นบ่อเกิดของบทสนทนาหมิ่นเหม่มากที่สุดก็คือ กรณีสวรรคตของในหลวงอานันทมหิดล

สิ่งที่อยู่ในบทสนทนาเสียดสีสถาบันที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง
ผู้ใหญ่บางท่านไม่ทราบ แต่จากมุมของคนในสังคมเด็กรุ่นใหม่ ผมปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าประเด็นนี้กลายเป็น ”มุก” ”สาธารณะ” ที่สอดไส้การใส่ร้ายสถาบันจนคนจำนวนไม่น้อยเชื่อจริงๆไปแล้ว

ผมอ่านเรื่องกรณีสวรรคตครั้งแรกสมัยอยู่มัธยมต้นที่ห้องสมุดโรงเรียน
“เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต” ของอาจารย์สุด แสงวิเชียร กับหนังสืออีกเล่มจำชื่อไม่ได้ แต่เป็นงานเขียนวิเคราะห์ของ สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เราเห็นภาพความมีเงื่อนงำอันหาข้อสรุปได้ยากจนเป็นความสงสัยมาโดยตลอด และอย่างไรก็ตาม แม้อ่านหลายความคิดเห็นแล้วก็ยังไม่มีความคิดที่จะไปตัดสินหรือปักใจเชื่อทฤษฎีใดๆที่ล้วนแต่ไม่มีทางพิสูจน์ได้เลย

เวลาผ่านมากี่ปีกันแล้วนะ

ผมจึงสงสัยเหลือเกิน เวลาพวกคนกลุ่มหนึ่งไปจำที่ใครต่อใครพูดมา หรือไปหยิบเอาข้อสันนิษฐาน(หรือบางทีจะเรียกว่าใส่ความเลยก็ได้)ของใครสักคนมาเป็นสรณะ พวกเขารู้ดีกันแค่ไหน เอาเบื้องต้นคือเคยทำความเข้าใจรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นอย่างถ้วนถี่ตามข้อมูลเชิงประจักษ์มากน้อยแค่ไหนกันเชียว

ความรู้สึกปลุกให้ผมต้องไปหาเรื่องกรณีสวรรคตมาอ่านให้ได้อีกครั้ง..




SHARE
Writer
Natcvich
Reader
เกิดหลักสี่ เรียนวังหลัง

Comments

LittleTeaCup
7 months ago
อ่านจนจบเลยครับ สะท้อนประวัติศาสตร์และสถานการณ์ปัจจุบันได้หลายประเด็นเลยครับ. ขออนุญาตแบ่งปันนะครับ.
Reply
Natcvich
7 months ago
ขอบคุณนะครับพี่