หรือการลาออก(อีกครั้ง)จะเป็นทางออกของเรื่องนี้

จะต้องหนีไปจนถึงอีกเมื่อไหร่
จะต้องยอมแพ้ไปกับมันอีกเท่าไหร่
วันนี้เป็นวันที่104 สำหรับการใช้ชีวิต ณ ที่แห่งนี้
พอซนานเมืองเล็กๆทางทิศตะวันตกของโปแลนด์
แต่ก็ตลกดี ที่ระยะทางไปเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เบอร์ลิน
กลับใกล้กว่าวอร์ซอร์ เมืองหลวงของประเทศตัวเอง

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะมาบอกเล่ากันในวันนี้
แค่อยากให้เห็นภาพกันว่าประเทศนี้มันอยู่ส่วนไหนของโลก
จะได้ไม่ต้องสับสนดันว่าไอประเทศแลนด์ๆ นี่มันแลนด์ไหนกันแน่

เวลาเราเปิดเว็ปไซต์พันทิป
จะมีแท็กหรือห้องให้เราเลือกเข้าไปอ่านกระทู้ต่างๆ
ถ้าให้เราเลือกที่จะเอาตัวเองไปcategorize
เราคงเลือกเอาตัวเองไปใส่ในห้องไกลบ้าน
และคงติดแท็กตัวเองว่า นักเรียนทุนต่างประเทศ และ เรียนต่อต่างประเทศ
วันนี้เป็นวันที่ 79 สำหรับการใช้ชีวิตการเป็นนักศึกษาปีที่หนึ่งคณะเศรษฐศาสตร์ 
เราเป็นหนึ่งในจำนวนเล็กๆของนักศึกษาเอเลี่ยน(หรือนักศึกษาต่างชาติ)ของที่นี่
แน่นอนว่าการไปเรียนต่อต่างประเทศ
สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะต้องเจอคือการปรับตัว
ช่วงแรกๆที่เรามาที่นี่ใหม่ๆ
เรารู้สึกโอเคมาก เพราะแทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย
อาจจะมีบางจุดที่ต้องปรับ แต่ก็น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย
จนเวลาผ่านไป
การเรียนเริ่มเข้มข้นขึ้น
การสอบต่างๆเริ่มมาเยือน
จุดนี้เริ่มทำให้เราเริ่มปรับปรุงตัวเอง
เพราะการมาของเรา ไม่ได้มาในแค่ฐานะนักศึกษาปกติ
เรามีป้ายห้อยคอว่านักเรียนต่างชาติ และแถมคำว่า ทุนการศึกษา มาด้วย
ซึ่งคำว่าทุนการศึกษาในที่นี้ คือ ไม่มีค่าเทอม และ มีค่าครองชีพให้ในทุกๆเดือน
อาจจะฟังดูดี แต่ก็แลกด้วย ความใหม่
ความใหม่ในที่นี้ก็คือ คณะใหม่ ที่มีชื่อยาวเหียด
Faculty of Applied Economic and Social Analysis
(ยาวใช่มั้ย5555555)
และยังไม่จบแค่นั้น
อาจารย์ผู้สอนไม่เก่า แต่ใหม่มากในการสอนเป็นภาษาอังกฤษ
หลายๆท่านแค่เราสังเกตก็รู้เลยว่า ชำนาญในเรื่องที่สอนเป็นอย่างดี
แต่ไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้จริงๆ
ไอเราก็เออสงสัย อยากให้อาจารย์อธิบายให้เข้าใจอีกหน่อย
แต่ก็จบที่การส่งสายตาตอบกลับมา
ถ้าให้อธิบายคำพูดจากสายตาคู่นั้นคือ
I can't I dunno how แบบคุณแพร วทานิกา
แต่หลายๆท่านที่ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร 
ก็จะมีปัญหาด้านอื่นๆในด้านของภาระงานแทน

กลับมาที่ตัวเรา
เราเอาตัวเองไปเฉียดกับความเป็นเศรษฐศาสตร์มากที่สุดก็ในตอนมอห้า
หรือสองปีที่แล้ว
เราว่าเราทำได้ดี เพราะได้เจอผู้ถ่ายทอดดีและเป็นภาษาเดียวกับภาษาแม่ของเรา

แต่ตั้งแต่เรามาที่นี่
ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร
อะไรที่เราเคยว่าเราจะรับมือกับมันได้
มันเริ่มไม่เป็นอย่างที่เราคิด
ความมั่นใจที่แบกมาเต็มสองบ่า
เริ่มเปลี่ยนเป็นก้อนหินอันหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกมั่นใจเริ่มขาดหาย
ความกดดันมากขึ้น
อาการซึมเศร้าเริ่มถามหา
ความเครียดก่อตัวเป็นเมฆดำก้อนใหญ่ที่พร้อมจะตกลงมาเป็นพายุได้ทุกเมื่อ

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราคาดหวัง
เราคาดหวังว่าจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่
จากอดีตที่แสนเจ็บปวดเรื่องชีวิต
เรื่องการศึกษาที่เราเคยลาออกถึง 2 ครั้ง

การลาออกครั้งแรก ตอน อายุ 15 
เราให้เหตุผลว่าเราอาจจะยังเด็กเกินไป
ที่จะต่อสู้กับโรคซึมเศร้าคนเดียว

การลาออกครั้งที่สอง หรือครั้งล่าสุด
คือการลาออกเพื่อแก้ไขปัญหา
ณ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า 
ถ้าเราจะเสียสละในส่วนของเรา
เพื่อที่จะรักษาคำว่า ครอบครัว ให้มันไปต่อได้ 
มันก็คุ้มค่าที่จะทำ

แต่ยังไงอดีตที่ผ่านไปแล้ว 
ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว
จริงๆเรายอมรับว่า อดีต หลอมให้เราเป็นเข้มแข็ง (หรือไม่กันนะ)
เราภูมิใจเรื่องของเราในบางครั้ง
ที่เราผ่านอะไรด้วยตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็กๆ

แต่ช่วงนี้เรากลับมาฝันถึงเรื่องในอดีตบางเรื่องบ่อยๆ
ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนหนาวเหน็บ 
อากาศที่ไร้ไอแดดแม้ในตอนกลางวัน
บ่ายสามโมงคือช่วงสุดท้ายของวัน
ที่เราสามารถเจอพระอาทิตย์ก่อนจะบอกลากัน
และพบกันใหม่อีกครั้งในตอนเก้าโมงเช้าของวันถัดไป
บรรยากาศที่ใกล้จะสิ้นปี
ที่ใครหลายๆคนจะได้กลับไปเจอคนที่พวกเขารัก
เราเองทำได้แค่มองคนเหล่านั้น
และก็แอบคิดถึงใครๆหลายคนในใจเล็กๆ
หลายๆเรื่องมันเครียดและอยากได้คนเข้าใจ
ที่สามารถสัมผัสไออุ่นของร่่างกายผ่านทางการกอด
อยากเล่าว่าเราต้องอดทนและเข้มแข็งขนาดไหน
อยากเล่าว่าเราเหนื่อยมากเลยที่ต้องพยายามพัฒนาตัวเองในทุกๆทาง

จริงๆมันคือเรื่องดีนะ ที่เรามาเรียนต่างประเทศ
ส่วนสำคัญคือเราได้เห็นข้อเสียตัวเองมากมาย
และเราต้องอดทนไปกับมัน 
ผลลัพธ์ที่เราอดทนพยายามสู้กับมัน 
อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
เราไม่สามารถคาดหวังได้ว่า 
พรุ่งนี้เราจะดีได้ เท่ากับคนที่เก่งที่สุดของห้อง
เราสามารถdiscussเก่งๆ เท่าระดับแชมป์
เราสามารถตอบทุกคำถามที่อาจารย์ถามมา
เราสามารถออกไปทำโจทย์ที่หน้ากระดานโดยที่ไม่โดยเปิดสมุดเพื่อดูสูตรเลย
หรือออกไปพูดต่อหน้าทุกคน โดยไร้ซึ่งความตื่นเต้น 
และมีความเจนเวทีราวกับไปพูด  TED talks มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

แม้หลายๆอย่าง จะดีขึ้นตามลำดับ 
อาจจะไม่ใช่กราฟที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
เป็นแค่กราฟที่กำลังไต่ไปอย่างช้าๆ
ในบางวันกราฟเส้นนี้มีกำลังใจแค่วันต่อวัน
เพราะกราฟเส้นนี้กำลังสู้กับตัวเอง 
กำลังตอบคำถามตัวเองว่า
ถึงกราฟเส้นนี้กำลังปีนป่ายเพื่อพาตัวเองไปสู่จุดสูงสุด
แต่จริงๆแล้ว มีอะไรรับประกันได้ว่ากราฟเส้นนี้จะมีความสุขในอนาคต
ในเมื่อปัจจุบันกราฟเส้นนี้ไร้สิ้นซึ่งความหวังในทุกๆเช้าที่ตื่นมา
และโหยหาสิ่งที่เคยทำได้ดีมาตลอด อย่าง ศิลปะ
ได้แต่เฝ้ามองเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันกำลังได้ดีและมีความสุขไปกับทางสายนี้
ทั้งๆที่ปีที่แล้วเราอุทิศตัวเองไปกับการเดินเข้าออกสถาบันศิลปะ เป็นเวลาหลายเดือน
และหวังเป็นอย่างมากว่า จะตัดสิินใจมอบอนาคตของตัวเองให้กับทางสายนี้
แต่ก็ต้องฝันสลาย เมื่อเราต้องเลือกอีกสามชีวิตที่เหลือ

และตอนนี้เรารู้สึกหลงทางอีกครั้งเราชอบวิถีการใช้ชีวิตแบบต่างประเทศ
ตอนเด็กๆเราอินไปกับหนังหลายๆเรื่อง 
ที่ถูกฉายผ่านจอโทรทัศน์ ที่ต้องแอบแม่ดูตอนดึกๆ
หรือต้องตื่นเช้าวันเสาร์เพื่อมาเสพย์ความน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้
"ทำไมผู้หญิงคนนี้ต้องมีตาสีฟ้า 
ทำไมเค้าแต่งตัวแบบนี้กันนะ
ในหนังเรื่องนี้มีห้องเก็บไวน์ด้วย 
ทำไมเค้าต้องกินชาในทุกๆฉากกันนะ
ทำไมบ้านเมืองเค้าดูสวยจัง 
อยากตื่นมาแบบผู้หญิงคนนี้ที่ปั่นจักรยานสวยๆไปดื่มกาแฟ
ไปฟังเพลงแจ๊ส คิสกับเพื่อนข้างแก้มแบบฝรั่งเศส 
แล้วชวนกันไปนั่งเล่นที่สวน"
จนตอนนี้เราก็ได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบนี้ แบบที่เราฝันมาตลอด
และเราก็อยากให้มันดำเนินต่อไป 
เราไม่อยากกลับไปในที่ที่เราจากมา
เพราะเราเหนื่อยแล้ว เราไม่อยากกลับไปแก้ปัญหาอะไรอีก
เพียงแต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ยังค้างคาใจ คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ตกลงมันดีจริงๆรึเปล่า หรือเราต้องยื่นใบลาออกอีกครั้ง เพื่อที่จะได้แสดงความพิเศษที่ตัวเองมีและมีความสุขในทุกๆวันที่ตื่นมา ไม่ใช่การจ้องมองหน้าต่าง ด้วยแววตาที่โศกเศร้าตลอดทางกลับบ้านเรากำลังตัดสินใจและหาทางออกให้กับเรื่องนี้
โดยที่ไม่กระทบใครให้ได้มากที่สุด
ใครคนนึงอาจจะกลัวที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ซำ้ๆ
แต่เราไม่เคยกลัว
ขอแค่คนเบื้องบนช่วยพัดพาเราไปในจุดที่ควรจะเป็นด้วยนะคะ
ไม่ว่าทุกอย่างจะดีร้าย ก็ยังเชื่อเสมอว่า ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน
เราอาจจะถูกส่งมาที่นี่ให้เข้าประตูบานนี้ เพื่อพาเราเข้าสู่ประตูบานต่อไป
และนำไปสู่ห้องๆนั้นที่เราตามหา ห้องที่เราสามารถทิ้งตัวลงนอน ได้พักยาวๆดังใจ
และไม่ต้องต่อสู้กับอะไรอีก
หรืออาจจะจบประตูบานนี้ เป็นบานสุดท้าย
SHARE
Written in this book
POLISH001
Writer
ginagina
daydreamer
The Tragic Romantic,

Comments