รักใต้สะพานกับจักรยานสีส้ม
คุณนิยามความรักว่าคืออะไรครับ
แล้วความรักของคุณเกิดขึ้นที่ไหนพอจะจำได้ไหม



จะแปลกไหม ในเมื่อผมมีนิยามความรักที่เป็นส่วนตัว และจะบอกว่าความรักของผมเกิดที่ขึ้นใต้สะพานกับจักรยานสีส้ม


-----------------

เย็นวันหนึ่ง ผมเห็นเธอคนนั้นนั่งกินข้าวกับผู้หญิงอีกคนอยู่ตรงโต๊ะพับข้างทาง เป็นอาหารตักราดจากรถเข็นขายอาหารพื้นๆ เธอนั่งกินราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติในชีวิตของเธอ ไม่มีความเขินอายเลยแม้แต่น้อย

หน้าตาน่ารัก รอยยิ้มที่สดชื่น เสียงหัวเราะสดใส กับท่าทางที่เป็นมิตรกับทุกๆ คนรอบตัว นั่นทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คน แม้ว่าเธอจะอยู่ในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน รองเท้าแตะแบบสบายๆ ดูธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นแถบชานเมืองแบบนี้ก็ตาม
แต่ผมที่ย้อมสีทองเป็นปอยๆ ทำให้จดจำเธอจากด้านหลังได้ไม่ยากนัก

เธอนั่งคุยกับลุงรถเข็นขายผลไม้ที่จอดข้างอย่างออกรส ไม่มีความถือตัวเลย เธอช่างน่ารักจริงๆ

ผมเจอเธอแถวใต้สะพานนี้บ่อยครั้ง สะพานทางยกระดับเพื่อข้ามแยกตรงนี้ ผมมารอขึ้นรถมอเตอร์ไซค์วินเป็นประจำ เพื่อนั่งกลับเข้าซอยซึ่งบ้านผมอยู่ลึกเข้าไปอีกไกล เพราะตัวผมเองสุขภาพไม่ค่อยดีนัก เดินไกลเข้าหน่อย ก็หอบเอาได้ง่ายๆ ผมจึงแอบคิดอยู่บ้าง ว่าเธอจะรังเกียจคนดูขี้โรคแบบผมบ้างรึเปล่า

เย็นวันนั้นผมไม่เห็นเธอที่ร้านขายข้าวริมบาทวิถี ผมจึงเดินทำทีไปซื้อกับข้าวที่รถเข็นของป้า

“แกงสายบัวกับข้าวสวยถุงนึงครับป้า”

“จ้า มีน้ำพริกกะปิ ไข่เจียวชะอมด้วยนะ รับด้วยไหม” ป้ากล่าวเชื้อเชิญอย่างมืออาชีพ

“พอละครับ ผมทานคนเดียว”

“ผอมซะขนาดนี้ ต้องกินเยอะๆ เดี๋ยวป้าใส่ข้าวให้เพิ่มนะจ๊ะ”

ป้ารัดยางถุงแกงอย่างชำนาญ พร้อมรอยยิ้มที่นำรอยย่นที่หางตาตามมาด้วยนับสิบ นั่นคือร่องรอยของการสู้ชีวิต ที่ไม่ได้ทำให้ป้าดูแย่เพราะความชราแต่อย่างใด แต่กลับน่าเลื่อมใสเพราะน้ำใจที่เปี่ยมล้นมากกว่ารอยย่นบนใบหน้ามากมายนัก

“ป้าครับ ผมเคยเห็นน้องคนนึง ชอบมานั่งทานข้าวตรงนี้เกือบทุกเย็นเลย”

“อ่อ ไอ้ดาว ลูกนังเดือนใช่มั้ย” ป้าแทรกขึ้นก่อนผมจะพูดจบด้วยซ้ำ

“คนที่ทำผมปอยทองๆ ใช่มั้ยหล่ะ” ป้ายื่นถุงใส่กับข้าวมาให้ตรงหน้า

“อ่อ ใช่ครับ” ผมรีบหยิบเงินยื่นให้

“ถ้ารถจักรยานสีส้มไม่พาดอยู่เสาตอม่อฝั่งโน่น แสดงว่าวันนี้ไอ้ดาวมันไม่มา มันคงช่วยแม่มันทำงานอยู่บ้านละมั้ง” ป้าเก็บเงินใส่กระเป๋าซิปที่ซ่อนอยู่ในผ้ากันเปื้อนสีมอที่สวมทับอยู่

“อ่อครับ ขอบคุณครับป้า” ผมพยักหน้า

“ชอบแบบนี้เหมือกันรึ พ่อ” ป้ายิ้มแบบแปลกๆ เหมือนจะแซวผม

ผมรีบงุดหน้าด้วยความอาย เพราะปกติผมไม่ค่อยกล้าถามเรื่องผู้หญิงกับคนแปลกหน้า แต่ครั้งนี้เพราะผมรู้สึกชอบเธอจริงๆ เย็นวันนี้ผมจึงได้กินแกงสายบัวรอเก้อ อิ่มอร่อยไปสำหรับหนึ่งมื้อ แต่คืนนั้น ผมฝันเห็นเธอ

-----------------

ผมยืนทำทีว่ากำลังรอวินมอไซค์แบบที่เคยทำประจำ เหลือบเห็นจักรยานสีส้มที่เสาตอม่อสะพาน นั่นแสดงว่าเธอมาที่นี่วันนี้

ผมมองที่รถเข็นข้าว ที่รถขายผลไม้ รถขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง แต่กลับไม่มีวี่แววของเธอ

ผมถอนหายใจ มองทอดสายตาไปกับขบวนรถที่ติดยาวเป็นเรือเกลือจอดออกันก่อนขึ้นไปสู่ทางยกระดับด้านหลัง

“ผมแค่อยากได้คุยกับเธอซักครั้ง” ผมนึกภาวนา

ผมหันกลับไปที่รถเข็นขายข้าว เห็นเธอกำลังเดินข้ามถนนมาทางนั้น มืออีกข้างคล้องแขนที่เต็มไปด้วยลอยสักสีแดง ดำ น้ำเงิน เขียว สักสลับทอดยาวไปตามกล้ามเนื้อแขน แล้วลวดลายก็มุดหายเข้าไปที่เสื้อกล้ามสีดำที่เขาสวมอยู่ ชายที่เธอกำลังควงแขนดูท่าทางน่ากลัวพิลึก
หูที่เจาะรูไว้นับสิบ คอที่ห้อยโซ่สีเงินวาวขนาดใหญ่ ยังไม่นับจมูกที่มีห่วงคล้องทะลุปีกจมูกออกมาข้างหนึ่ง

เธอเดินยิ้มแกมหัวเราะมาตลอดทาง แล้วมานั่งลงที่ข้างรถเข็นป้า โบกมือลาชายคนนั้น แล้วคุยจ้อกับป้าอย่างออกรส

ผมเกรงว่าฝันผมอาจจะสลาย เพราะเธอคงมีเจ้าของแล้วเป็นแน่

แต่คืนนั้นผมก็ยังฝันถึงเธอ

---------------

วันนี้รถจักรยานสีส้มไม่อยู่
ผมเดินไปซื้อกับข้าวที่รถเข็นของป้าอีกครั้ง

“แกงเขียวหวานไก่ กับข้าวสวยถุงนึงครับป้า”

“วันนี้มีผัดขิงใส่ไก่ กับต้มมะระยัดไส้หมูสับ รับอะไรเพิ่มอีกมั้ยจ๊ะ” ป้าตักข้าวใส่ถุงเตรียมไว้

“พอแล้วครับ ผมทานคนเดียวเอง”

“เออ ป้าครับ วันนี้น้องดาวเค้าไม่มา เค้าไปกับแฟนรึเปล่าครับ วันก่อนเห็นเค้ามาด้วยกัน” ผมก้มหน้า แกล้งค้นหาเงินในกระเป๋ากางเกงขณะพูด

“ไอ้ดาวเนี่ยนะมีแฟน ไม่มีหรอกพ่อ นั่นมันไอ้แบงค์ เพื่อนสนิทมัน เที่ยวกินกันประจำ นังดาวมันไม่มีแฟนให้โง่หรอก มันยังเด็ก มีเวลาถมเถไป” ป้ายิ้มกว้าง ยื่นถุงกับข้าวให้

“ชอบมันมากสิท่า แต่จะคุยกับมันก็ไม่ยากนะพ่อ ป้าจะบอกอะไรให้ มาใกล้ๆ นี่มา” ป้ากวักมือเรียกผมให้อ้อมรถเข้าไปใกล้

ป้าเขย่งเท้าเพื่อพยายามกระซิบข้างหูผม ป้าพูดอยู่สองสามประโยคที่ทำเอาผมราวกับโดนโยนขึ้นกลางอากาศ แล้วร่วงลงมาอย่างไร้น้ำหนัก คล้ายไส้พุงมันโดนเอาไปกองไว้อัดที่ลิ้นปี่ มันบอกไม่ถูกจริงๆ

รู้แค่ว่า ผมอาจมีหวังที่ฝันในทุกๆ คืนของผมจะเป็นความจริง

-----------

วันนี้รถจักรยานสีส้มจอดนิ่งสนิทที่ใต้สะพาน
เธออยู่ตรงนั้น ผมจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหา คงไม่ดีแน่ถ้าผมรีบเดินแล้วไปหอบหายใจอยู่ตรงหน้าเธอตอนทักทายกันครั้งแรก

ผมเดินตรงไปที่รถขายผลไม้ วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว มันขับผิวสีน้ำผึ้งของเธอให้โดดเด่น เธอมีรอยสักรูปผีเสื้อตัวเล็กสองตัวที่ต้นคอด้านหลัง ผมมัวเผลอมองรอยสักนั่นอยู่พักนึง รู้สึกราวกับเห็นผีเสื้อน้อยบินหยอกล้อกันไปมาอยู่ตรงหน้า บางทีผมอาจจะตื่นเต้นจนเห็นภาพหลอนกระมัง

“เออ น้องดาว ใช่มั้ยครับ” ผมเสียงสั่น

“ค่ะ” เธอหันมายิ้ม

ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หน้าแดงก่ำ จนพูดอะไรไม่ออก

“เอ่อ คือ..”

“ไอ้ดาว คนนี้ไงที่ป้าบอก มาตามหาเราหลายรอบแล้ว คลาดกันทุกที” ป้ารถเข็นขายข้าวตะโกนข้ามโต๊ะลูกค้ามา

“อ่อ พี่นี่เอง มีอะไรให้น้องช่วยเหรอพี่” เธอยิ้มเอียงคอ ทำหน้าบ้องแบ๊ว ผมยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม

“คือพี่อยากจะ..คือ..” ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวข้นในคอ ตอนนี้มันแห้งผาก ไม่รู้เพราะความตื่นเต้นหรือเพราะอะไรกันแน่

“เขินเหรอพี่ ไม่ต้องอาย กระซิบบอกหนูนี่” เธอลุกขึ้นยืนเอาหูยื่นมาใกล้

ผมได้กลิ่นแป้งอ่อนๆ ลอยมาเข้าจมูก ผมเผลอสูดหายใจเข้ายาวๆ กลิ่นมันนุ่นนวลชวนฝันเหลือเกิน

“พี่ชอบ...ชอบน้องครับ พี่อยากจะขอ…” ผมกระซิบแผ่วเบา จนตัวเองแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเอง อาจจะเพราะผมเริ่มตาลาย ใจเต้นระส่ำ

เธอหันมากระซิบข้างหูผมแทนในตอนนี้ ส่วนผมยังหลับตาปี๋เพราะตื่นเต้นจนแทบคุมแขนขาที่สั่นเทาไว้ไม่ได้

“ได้จ๊ะพี่ ถ้าพี่ขอนะ” เธอบอกผมเบาๆ

“ป้า เดี๋ยวเก็บแกงเผ็ดกับผัดตับให้หนูด้วยนะ เดี๋ยวหนูมาเอาจ๊ะ” เธอบอกป้าขายกับข้าว

ป้าทำท่าชูมือทำสัญลักษณ์ว่า โอเค เป็นที่รู้กัน แล้วส่งยิ้มกว้างมาให้ผม ผมยิ้มตอบ พร้อมผงกหัวให้เล็กน้อย

เธอจับมือผมแล้วดึงให้เดินตามไป

เราข้ามถนนไปอีกฝั่ง เดินไปที่จักรยานสีส้มจอดอยู่ ที่ข้างตอม่อ ตรงนั้นมีลังและถังวางอยู่สองสามใบ เธอปีนขึ้นไป และฉุดมือผมให้ตามขึ้นไปด้วย

เราสองคนปีนขึ้นไปที่คอของตอม่อสะพาน ด้านบนเป็นช่องแคบๆ พอยืนได้สองสามคน มองจากพื้นด้านล่างอาจสังเกตุไม่เห็นเลยทีเดียว

“นี่ฐานลับของน้อง ไม่ต้องกลัวนะ หนูนั่งเล่นในนี้ตลอด รถวิ่งข้างบนก็สั่นนิดหน่อย แต่ปลอดภัยจ๊ะ” เธอบอกผมขณะเอาหนังยางรัดผมรวบเป็นหางม้า

ผมตื่นเต้นทีเดียว ตัวสั่นหน้าแดง ใจเต้น และรู้สึกเหมือนฉี่จะราดด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้อยู่กับเธอสองต่อสองแบบนี้

ผมล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเงินในนั้นมาสองร้องบาท เป็นเงินที่เหลือจากที่ซื้อกาวทินเนอร์มาดม ผมหยิบเอาถุงที่ป้ายทินเนอร์ไว้ออกมา แล้วสูดอัดเข้าเต็มปอด

เธอยื่นมือหยิบเงินสองร้อยในมือผม ใส่เข้าไปในเสื้อชั้นในสีดำที่เธอสวมอยู่

“แปปนึงนะจ๊ะพี่” เธอหันหลังล้วงเข้าไปในกล่องกระดาษเก่าๆ หยิบเอาถุงยางอนามัยแบบถูกออกมา มือหนึ่งกำไว้แล้วใช้ฟันขบฉีกซองถุงยางอย่างชำนาญส่วนอีกมือรูดซิปกางเกงของผมลงอย่างเชี่ยวชาญ

“อ้า..” ผมร้องออกมาเบาๆ

เสียงรถยนต์วิ่งข้ามไปมาบนถนนเหนือหัวขึ้นไปหลายฟุตกลบเสียงครางผมได้เป็นอย่างดี ผมหยิบถุงกาวมาดมอีกรอบ ตอนนี้ผีเสื้อน้อยสองตัวบินหยอกกันไปมาอยู่ตรงหน้าผม พื้นสั่นด้วยแรงจากรถที่วิ่งสวนกันไปมาหรืออย่างไรไม่ทราบ

ผมทราบแค่ว่ามันคุ้มค่ากับที่รอคอยมาหลายวันจริงๆ


“ความรักใต้สะพานของผม”

เพราะนิยามความรักของผมคือ

ความรักกับความใคร่ ห่างกันแค่เส้นบางๆ หรือบางทีก็อาจซ้อนทับเกาะเกี่ยวกันอยู่บนเส้นนั้นด้วย หรือว่าบางทีมันหลอมลวมเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกกันไม่ออก

แต่ช่างหัวนิยามเถอะ ผมก็ต้องการแค่นี้เอง ความรักใต้สะพานของผม กับทินเนอร์เน้นๆ

“อ้า…”

----------------


ติดตามเรื่องราวดีๆ ได้ที่

FB page : Bookster.blog
SHARE
Written in this book
รวมจินตนาการถึงเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเวลาที่นั่งว่างๆ
Writer
deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

shortlegs
5 months ago
อยากกินแกงเขียวหวานไก่เลยค่ะ
Reply
deux
5 months ago
แถวไหนอร่อยอ่ะ
We_ak
5 months ago
อ่านตั้งนาน พีคสัสพีค5555 โอ๊ยยยย
Reply
deux
5 months ago
ร้อง "อ้า" เลยใช่ไหมครับ ขอบคุณครับที่ชื่นชอบ